แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ vertical farming แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ vertical farming แสดงบทความทั้งหมด

14 เมษายน 2563

สิงคโปร์บรรจุ เกษตรกรรมเป็นวาระชาติ หวั่นวิกฤตแบบโควิด เกิดขึ้นอีก



วิกฤตโควิด จะทำให้ประเทศต่างๆ ที่เคยนำเข้าอาหาร หันมาสนใจทำการเกษตรมากขึ้น แม้ว่าการทำเกษตรเองจะมีต้นทุนสูงกว่าการนำเข้า แต่เพราะบทเรียนที่ประเทศส่งออกอาหารทั้งหลาย ระงับการส่งออก อีกทั้งขึ้นราคาอาหารในระหว่างวิกฤต ทำให้ประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าอาหาร ตัดสินใจว่า ถึงเวลาแล้วที่จะต้องลงทุนทำเกษตรอย่างจริงจัง

- ปัจจุบัน สิงคโปร์ผลิตอาหารได้เองเพียง 10% ของที่บริโภค นโยบาย "30 by 30" เป็นเป้าหมายที่จะทำให้สิงคโปร์ลดการพึ่งพาการนำเข้า โดยผลิตอาหารได้เอง 30% ภายในปี ค.ศ. 2030

- ขณะนี้ สิงคโปร์มีฟาร์มผักจำนวน 77 แห่ง โดยเป็นโรงงานปลูกพืชผักในร่ม 25 แห่ง และฟาร์มผักบนหลังคา (rooftop) 2 แห่ง ซึ่งผลิตผักได้ 14% ของการบริโภคทั้งหมด

- สิงคโปร์มีฟาร์มไก่ไข่ ที่มีกำลังผลิต 26% ของความต้องการในประเทศ มีฟาร์มปลา 22 แห่ง โดยเป็นฟาร์มในทะเล 110 แห่ง และฟาร์มบนบก 12 แห่ง มีกำลังผลิต 10% ของความต้องการในประเทศ

- สิงคโปร์ได้จัดตั้ง Agri-Food Innovation Park เพื่อบ่มเพาะสตาร์ทอัพทางด้านเกษตรและอาหาร มีบริษัทเทคโนโลยีอาหารเกิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็น สตาร์ทอัพที่ผลิตโปรตีนจากพืช (Plant-based meat) สตาร์ทอัพปลูกเนื้อสัตว์ (in vitro meat) สตาร์ทอัพผลิตนมด้วยการปลูกเซลล์ สตาร์ทอัพเพาะเลี้ยงแมลง เป็นต้น



- ล่าสุดสิงคโปร์เร่งแผนปฏิบัติการเกษตร ให้เป็นวาระเร่งด่วนมากยิ่งขึ้นไปอีก โดยจะเปิดฟาร์มปลูกผักบนหลังคาอาคารจอดรถยนต์ เพิ่มอีก 16 แห่ง ในเดือนหน้าและถัดไป นอกจากนี้ ยังมีการเร่งสำรวจอาคารร้าง และ อาคารที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ เพื่อแปลงเป็นพื้นที่เกษตร

- สิงคโปร์จะเพิ่มฟาร์มเลี้ยงปลา โดยทำฟาร์มเลี้ยงปลาแบบแนวดิ่ง (Vertical fish farm) โดยจะมีการสร้างอาคารเลี้ยงปลาขนาด 8 ชั้น ซึ่งจะทำให้สามารถผลิตปลาได้เป็น 8 เท่าของฟาร์มปกติ นอกจากนั้น สิงคโปร์ยังจะเปิดฟาร์มลอยน้ำ (Floating farm) ให้มากขึ้นในน่านน้ำสากล

- สิงคโปร์จะเน้นการทำเกษตรแบบ #เกษตรอัจฉริยะ โดยนำเทคโนโลยีอินเทอร์เนตของสรรพสิ่ง (internet of things) เทคโนโลยีดิจิทัล มาช่วยทำเกษตรให้มีประสิทธิภาพสูง ใช้ทรัพยากรอย่างแม่นยำ โดยตั้งเป้าจะเป็นผู้นำเทคโนโลยีเกษตรในเมือง (Urban farming) และเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยมีผลพลอยได้คือ ส่งเทคโนโลยีเหล่านี้ ไปขายให้กับประเทศเพื่อนบ้านอาเซียน รวมทั้งไทย



🛰 อัพเดตความก้าวหน้าทางด้านเกษตร และความรู้อื่นๆ ได้ทุกวัน กับ เพจเกษตรอัจฉริยะ 🛰
📲 Facebook ----> https://www.facebook.com/smartfarmthailand/
📲 Twitter ----> https://twitter.com/teerakiat_kerd/
Credit : Many Thanks to ....
- Data from https://www.straitstimes.com/lifestyle/food/grow-local
- Data from https://www.todayonline.com/8days/eatanddrink/newsandopening/24-singaporean-fresh-food-producers-get-veggies-eggs-fish-chicken
- Data from https://www.reuters.com/article/us-health-coronavirus-singapore-farming/singapore-ramps-up-rooftop-farming-plans-as-virus-upends-supply-chains-idUSKBN21Q0QY
- Data from https://www.thestar.com.my/opinion/columnists/on-the-beat/2020/04/12/food-for-thought
- Data from https://www.was.org/articles/The-Singapore-Aquaculture-Industry-Contributing-to-Singapores-Food-Security.aspx#.XpKgAMgzaUk

30 มีนาคม 2563

เข้าเอเชียแล้ว .. กระแส ซูเปอร์มาร์เก็ต ปลูกผักเองในห้าง แนะเกษตรกรรีบปรับตัว



สตาร์ทอัพสัญชาติอิสราเอล InFarm ซึ่งนำเทคโนโลยีการปลูกผักแนวตั้ง (Vertical Farming) มาหลอมรวมกับเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (Internet of Things) และปัญญาประดิษฐ์ ประกาศจะผลักดันกระแสการปลูกผักเองของซูเปอร์มาร์เก็ต ที่กำลังได้รับความนิยมทั่วทั้งยุโรป ออกไปยังทวีปอเมริกาและเอเชีย

- เมื่อต้นเดือน มี.ค. 2563 ที่ผ่านมา บริษัท InFarm ได้เปิดเผยว่า ขณะนี้ บริษัทได้รับเงินทุนจาก JR East หรือ การรถไฟสายตะวันออกของญี่ปุ่น เพื่อให้บริษัทขยายการดำเนินการเข้าไปในประเทศญี่ปุ่น โดยจะจัดตั้งบริษัท InFarm Japan ทั้งนี้ บริษัทรถไฟ JR East มีซูเปอร์มาเก็ตมากมายกระจายอยู่ทั่วญี่ปุ่น

- บริษัท InFarm นี้ ก่อตั้งในเยอรมัน โดยปัจจุบันได้รับเงินทุนกว่า 4 พันล้านบาท โดยมีการติดตั้ง ฟาร์มปลูกผักในซูเปอร์มาร์เก็ต ไปทั่วยุโรปแล้ว ทั้งในประเทศเยอรมัน ฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์ ลักเซมเบิร์ก สหราชอาณาจักร เดนมาร์ก และตอนนี้ยังขยายไปถึงแคนาดา อีกด้วย รวมๆ กัน มีฟาร์มแบบนี้มากถึง 600 แห่งแล้ว

- ฟาร์มในห้างซูเปอร์มาร์เก็ตของ InFarm จะเน้นการปลูกผักที่มีคุณภาพสูง อุดมด้วยสารอาหาร และสมุนไพรต่างๆ โดย InFarm บอกว่า ผักที่ปลูกแบบนี้ ทั้งปลอดภัยจากยาฆ่าแมลง แถมยังมีรสชาติ กรอบอร่อย กว่าผักที่ปลูกแบบเดิมอีกด้วย เพราะทางบริษัทใช้สูตรในการดูแลไม่ว่าจะเป็น อุณหภูมิ ความชื้น ความเข้มแสง การให้สารอาหาร ที่ปรับแต่งมาแล้ว สำหรับผักแต่ละชนิด ที่จะทำให้รสชาติอร่อยที่สุด



- ระบบปลูกแบบนี้ ได้เป็นที่พึงพอใจทั้งตัวห้างเอง และ ลูกค้าที่มาซื้อผัก เนื่องจากจะได้ผักใหม่ๆ สดๆ สะอาดปลอดภัย ระบบปลูกผักในห้างนี้ สามารถดูแลตัวเองได้ โดยแทบจะไม่ต้องใช้คนดูแลอีกเลยหลังจากนำมาปลูกในระบบแล้ว ซึ่งจะมีเซนเซอร์ต่างๆ คอยเก็บข้อมูล และเฝ้ามอง และส่งข้อมูลขึ้นคลาวด์อินเทอร์เน็ต ระบบจะควบคุมพารามิเตอร์ต่างๆ ให้เหมาะสมสำหรับผักแต่ละชนิด

- การที่ห้างค้าปลีก หันมาปลูกพืชเอง จะทำให้ห่วงโซ่มูลค่าจากเดิมที่ยาวๆ สั้นลงอย่างมากเลยครับพี่น้อง ... เหมือนรถยนต์ไฟฟ้า ที่มีห่วงโซ่มูลค่าสั้นลง เพราะใช้จำนวนชิ้นส่วนน้อยลงมาก ... ยุคต่อไป เราจะเห็นแบบนี้มากขึ้น ทั้งการผลิตสินค้าและอาหาร ที่ห่วงโซ่มูลค่าจะสั้นลง และเป็นการผลิตใกล้ผู้บริโภคมากขึ้น (Local Foods, Local Products)

- ก่อนหน้านี้ ห้างทาร์เก็ต (Target) ในสหรัฐอเมริกา ได้เริ่มทดลองปลูกผักในห้างเอง ตั้งแต่ต้นปี ค.ศ. 2017 โดยเริ่มต้นปลูก มันฝรั่ง บีทรูท ซุคคินี พริกไทย และมะเขือเทศสายพันธ์หายาก และทยอยขยายจำนวนสาขา และ จำนวนชนิดของพืชผักที่ปลูกไปเรื่อยๆ เช่น จะเพิ่มการผลิตพืชที่เป็นไม้ผล มากขึ้นเรื่อยๆ

- ต่อมา ห้างค้าปลีก Whole Foods ซึ่งมีมหาเศรษฐีเจ้าของเว็บไซต์ อี-คอมเมิร์ซ ชื่อดังยี่ห้อ Amazon เป็นเจ้าของ ก็ประกาศแผนจะเปิดโรงงานปลูกพืชผัก (Plenty) ในเมืองจีนจำนวนกว่า 300 แห่ง เน้นการส่งขายที่ซูเปอร์มาร์เก็ต

เห็นได้เลยว่า ในอนาคตอีกไม่นาน เกษตรกรผู้ปลูกผักจะต้องปรับตัวครั้งใหญ่แล้วครับ !!


.
🛰 อัพเดตความก้าวหน้าทางด้านเกษตร และความรู้อื่นๆ ได้ทุกวัน กับ เพจเกษตรอัจฉริยะ 🛰
📲 Facebook ----> https://www.facebook.com/smartfarmthailand/
📲 Twitter ----> https://twitter.com/teerakiat_kerd/
Credit : Many Thanks to ....
- Data from https://nocamels.com/2020/03/israel-founded-infarm-urban-farming-japan/
- Data from https://thespoon.tech/infarms-high-tech-vertical-farms-head-to-canadian-grocery-stores/

04 กุมภาพันธ์ 2563

เกษตรกรเตรียมปรับตัว รับดิสรัปชัน ในยุคที่ เกษตรกรรมไม่ต้องมีไร่นา อีกต่อไป ผลิตอาหารด้วยระบบอัตโนมัติ



(ในรูป เป็นการผลิตเซลล์ผลไม้ โดยไม่ต้องมีต้น)

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โลกเราพัฒนาไปอย่างเร็วมาก ทำให้หลายอาชีพกำลังหายไป และมีอาชีพแปลกๆ ใหม่ๆ เกิดขึ้น เราเคยคิดว่า ถึงยังไง มนุษย์ก็ต้องกินต้องใช้ ดังนั้นใครทำเกษตร-อาหาร ก็ไม่มีวันตกงานใช่ไหม ทว่า วันนี้ มันอาจจะไม่เป็นอย่างที่เราคิดก็ได้

- เกษตรกรรม จะย้ายจากชนบทสู่เมืองมากขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต มนุษย์ส่วนใหญ่จะกระจุกตัวอยู่ในเมืองใหญ่ๆ ชนบทจะมีคนน้อยลงเรื่อยๆ ดังนั้น การทำเกษตรก็จะค่อยๆ ย้ายเข้าเมือง (Urban Farming) เพื่อให้ผลิตอาหารได้ใกล้กับผู้บริโภค พื้นที่เกษตรจะถูกคืนให้แก่ธรรมชาติ ขณะนี้ คอนโดมิเนียมจำนวนมาก โรงแรมหลายแห่ง ก็เริ่มเข้าสู่กระแสนี้ แม้แต่ซูเปอร์มาร์เกต ก็เริ่มหันมาปลูกผักเองแล้ว

- เกษตรกรรม จะย้ายจากกลางแจ้ง เข้าสู่ในร่ม (Indoor Farming) ไม่ว่าจะเป็นการ ปลูกพืชในโรงเรือนที่อาศัยแสงเสริม (Greenhouse) การปลูกพืชแนวตั้งแบบโรงงานเพาะปลูกพืช (Vertical Farm / Plant Factory) ซึ่งสามารถทำได้ในตึกแถว โรงงานร้าง ในอนาคตที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ การเพาะปลูกในสภาพที่ควบคุมสิ่งแวดล้อมได้ ย่อมเป็นอนาคตอย่างแน่นอน



- การผลิตเนื้อสัตว์ จะเปลี่ยนรูปแบบจากการเลี้ยงสัตว์เพื่อฆ่าเป็นอาหาร มาเป็น การเพาะเลี้ยงเซลล์เนื้อสัตว์ (in vitro meat) ซึ่งจะทำให้เราไม่ต้องใช้พื้นที่ในการเลี้ยงสัตว์ในทุกหญ้า หรือในโรงเลี้ยง ที่สร้างกลิ่นรบกวนต่อชุมชนอีกต่อไป การผลิตเนื้อจะสะอาดปราศจากโรค นอกจากนี้ ยังมีเนื้อสัตว์เทียมที่ทำจากพืช ซึ่งจะทำให้ปศุสัตว์ กลายเป็นสิ่งที่ล้าสมัย ในอนาคต

- แม้แต่ผลไม้ ก็สามารถผลิตได้ในระบบปิด ทั้งในโรงเรือน และ โรงงานปลูกพืชในร่ม ผลไม้บางชนิดยังสามารถผลิตได้โดยการเพาะเลี้ยงเซลล์ เป็น ผลไม้ไร้ต้น

- ในยุคที่สังคมโลกกำลังเรียกร้องหาความรับผิดชอบจากผู้ผลิตอาหาร เกษตรกรรมแบบไร้ไร่นา กำลังเป็นสิ่งที่ใกล้ความจริงมากขึ้นเรื่อย ปัจจุบัน เราใช้พื้นดินจำนวน 1 ใน 3 ไปกับการเกษตรเพื่อผลิตอาหาร โดย 83% ของพื้นที่ตรงนี้ ใช้เพื่อผลิตเนื้อนมไข่ ลองคิดเล่นๆ ว่าถ้าเราผลิตโปรตีนเหล่านี้ได้ภายในโรงงานระบบปิด เราจะเอาพื้นที่พวกนี้คืนแก่ธรรมชาติ ได้เยอะขนาดไหน



- ปัจจุบัน อาหารของเรามาจากทั้งพืช และ สัตว์ แต่ในอนาคต เราอาจจะไม่ต้องพึ่งสิ่งมีชีวิต 2 กลุ่มนี้อีกต่อไป เริ่มมีอาหารหลายชนิดที่ผลิตได้จากการใช้สิ่งมีชีวิตจิ๋ว หรือ จุลินทรีย์ ด้วยวิธีการชีววิทยาเชิงสังเคราะห์ บริษัทสตาร์ทอัพที่มีชื่อว่า Solar Foods ในประเทศฟินแลนด์ได้แสดงให้เห็นว่า เราสามารถสังเคราะห์โปรตีนได้ โดยการดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากอากาศ แล้วนำมาผสมกับส่วนผสมต่างๆ วิธีการนี้ ใช้น้ำน้อยมากๆ

- ปัจจุบัน นมเนยไข่ ที่ผลิตจากสัตว์ กำลังถูกแทนที่ด้วย นมเนยไข่ ที่ผลิตจากพืช แต่ในอนาคต สิ่งนี้ก็จะถูกแทนที่ด้วย นมเนยไข่ ที่ผลิตจากจุลินทรีย์ บริษัทสตาร์ทอัพ ที่มีชื่อว่า Clara Foods ได้แสดงให้เห็นว่าเขาสามารถผลิต โปรตีนไข่ จากการหมักน้ำตาลด้วยจุลินทรีย์

- จากรายงานเรื่อง "Rethinking Food and Agriculture 2020-2030" ได้นำเสนอการคาดการณ์อนาคตของภาคเกษตรที่น่าทึ่ง ว่า ในอีก 15 ปีข้างหน้า อาหารกลุ่มโปรตีนจะถูกลง 10 เท่า โดยโปรตีนกลุ่มใหม่จะถูกกว่า อาหารที่มาจากสัตว์มากกว่า 50% นี่หล่ะครับ จุดจบของบริษัทอาหารที่มาจากสัตว์ อย่างแท้จริง


.
🛰 อัพเดตความก้าวหน้าทางด้านเกษตร และความรู้อื่นๆ ได้ทุกวัน กับ เพจ #เกษตรอัจฉริยะ 🛰
📲 Facebook ---> https://www.facebook.com/smartfarmthailand/
📲 Twitter ---> https://twitter.com/teerakiat_kerd/

11 พฤศจิกายน 2561

กระแสซูเปอร์มาร์เก็ตปลูกผักเองในห้าง มาแน่ .. แนะ เกษตรกรรีบปรับตัวด่วน !!


ธุรกิจในยุคแห่งดิสรัปชั่น (Disruption) ไม่มีอาชีพไหนมั่นคง หรือ ไม่ต้องการปรับตัว .. ห้างค้าปลีก ซูเปอร์มาร์เก็ต ก็ต้องปรับตัว และนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาอัพเกรดตัวเองอยู่เรื่อยๆ ครับ ซึ่งนอกจากซูเปอร์มาร์เก็ตจะนำเรื่อง อี-คอมเมิร์ซ ให้ลูกค้าสั่งของออนไลน์ มีบริการส่งสินค้าถึงบ้าน มีการนำระบบอัตโนมัติ การประหยัดพลังงานด้วยการติดตั้งโซลาร์เซลล์ เข้ามาใช้มากขึ้นเรื่อยๆ แล้ว ... ยังมีกระแสที่ห้างเหล่านั้น จะเริ่มปลูกพืชผักเพื่อขายหรือใช้เองในห้างมากขึ้นเรื่อยๆ

ล่าสุด ! สตาร์ทอัพปลูกผักในร่มที่ชื่อว่า InFarm ซึ่งเป็นสตาร์ทอัพสัญชาติเยอรมัน ได้ร่วมกับห้างค้าปลีก Metro ของฝรั่งเศส เพื่อติดตั้งโรงงานปลูกพืชผักในร่มในห้างค้าปลีกสาขาต่างๆ ทั่วนครปารีส .. หลังจากประสบความสำเร็จในประเทศเยอรมัน ซึ่งปัจจุบันนี้ ซูเปอร์มาร์เก็ตในนครเบอร์ลินจำนวน 50 แห่ง ได้หันมาใช้ระบบปลูกผักแบบนี้ ในห้างของตัวเองกันแล้ว และเป็นที่พึงพอใจทั้งตัวห้างเอง และ ลูกค้าที่มาซื้อผัก เนื่องจากจะได้ผักใหม่ๆ สดๆ สะอาดปลอดภัย ระบบปลูกผักในห้างนี้ สามารถดูแลตัวเองได้ โดยแทบจะไม่ต้องใช้คนดูแลอีกเลยหลังจากนำมาปลูกในระบบแล้ว ซึ่งจะมีเซนเซอร์ต่างๆ คอยเก็บข้อมูล และเฝ้ามอง



หลังจากประสบความสำเร็จในการขยายฟาร์มปลูกผักในห้างที่ นครปารีส แล้ว ทางบริษัทวางแผนจะรุกคืบต่อไปที่ นครซูริค ของสวิตเซอร์แลนด์ และ นครลอนดอน ของอังกฤษ

ทั้งนี้ InFarm ได้เงินช่วยเหลือจากรัฐบาลสหภาพยุโรปจำนวน 2.5 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 80 ล้านบาท เพื่อนำไปใช้ในการทำการวิจัยและพัฒนาระบบปลูกพืชผักในร่ม และล่าสุดเพิ่งได้เงิน 25 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 800 ล้านบาท จากกองทุนร่วมลงทุนของเอกชน เพื่อที่จะขยายระบบปลูกไปยัง ซูเปอร์มาร์เก็ต ต่างๆ ทั่วยุโรปให้ครบ 1,000 แห่ง ภายในปี ค.ศ. 2019

ถ้าการปลูกพืชผักในร่มขยายสเกลไปทั่วยุโรป ก็อาจจะมีผลต่อการส่งออกพืชผักจากประเทศไทยไปยุโรป ก็เป็นได้ ?!?

การที่ห้างค้าปลีก หันมาปลูกพืชเอง จะทำให้ห่วงโซ่มูลค่าจากเดิมที่ยาวๆ สั้นลงอย่างมากเลยครับพี่น้อง ... เหมือนรถยนต์ไฟฟ้า ที่มีห่วงโซ่มูลค่าสั้นลง เพราะใช้จำนวนชิ้นส่วนน้อยลงมาก ... ยุคต่อไป เราจะเห็นแบบนี้มากขึ้น ทั้งการผลิตสินค้าและอาหาร ที่ห่วงโซ่มูลค่าจะสั้นลง และเป็นการผลิตใกล้ผู้บริโภคมากขึ้น (Local Foods, Local Products)




ก่อนหน้านี้ ห้างทาร์เก็ต (Target) ในสหรัฐอเมริกา ได้เริ่มทดลองปลูกผักในห้างเอง ตั้งแต่ต้นปี ค.ศ. 2017 โดยเริ่มต้นปลูก มันฝรั่ง บีทรูท ซุคคินี พริกไทย และมะเขือเทศสายพันธ์หายาก และทยอยขยายจำนวนสาขา และ จำนวนชนิดของพืชผักที่ปลูกไปเรื่อยๆ เช่น จะเพิ่มการผลิตพืชที่เป็นไม้ผล มากขึ้นเรื่อยๆ

ต่อมา ห้างค้าปลีก Whole Foods ซึ่งมีมหาเศรษฐีเจ้าของเว็บไซต์ อี-คอมเมิร์ซ ชื่อดังยี่ห้อ Amazon เป็นเจ้าของ ก็ประกาศแผนจะเปิดโรงงานปลูกพืชผัก (Plenty) ในเมืองจีนจำนวนกว่า 300 แห่ง เน้นการส่งขายที่ซูเปอร์มาร์เก็ต

เห็นได้เลยว่า ในอนาคตอีกไม่นาน เกษตรกรผู้ปลูกผักจะต้องปรับตัวครั้งใหญ่แล้วครับ !!
.
อัพเดตความก้าวหน้าทางด้านเกษตรได้ทุกวัน กับ เพจเกษตรอัจฉริยะ ... https://www.facebook.com/smartfarmthailand/
Credit : Many Thanks to ....
- Data from https://techcrunch.com/2018/11/08/infarm-paris/
- Data from https://thespoon.tech/food-tech-news-grocery-goes-electric-green-and-voice-enabled/
- Data from http://www.freshplaza.com/article/189188/Infarm-expands-to-1,000-farms-in-Europe-with-25M-investment

14 พฤษภาคม 2561

คู่แข่งเกษตรกรมาแล้ว ! ซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วโลกทยอยปลูกผักเอง .. ยุโรปเตรียมขยายให้ครบ 1,000 แห่งในปีหน้า



กระแสทำฟาร์มในร่มมาแรง .. ห้างค้าปลีก ซูเปอร์มาร์เก็ต ภัตตาคาร โรงแรม ทั่วโลก มุ่งใช้ระบบปลูกผักในร่ม ผลิตผักใช้เอง

เรื่องที่ซูเปอร์มาร์เก็ตทั้งในสหรัฐฯ และ ในยุโรป มีแผนที่จะทำการปลูกผักในห้างเอง เราคงเคยได้ยินเรื่องนี้มาสักพักแล้วนะครับ .. ก่อนหน้านี้ ห้างทาร์เก็ต (Target)ในสหรัฐอเมริกา ได้เริ่มทดลองปลูกผักในห้างเอง ตั้งแต่ต้นปี ค.ศ. 2017 โดยเริ่มต้นปลูก มันฝรั่ง บีทรูท ซุคคินี พริกไทย และมะเขือเทศสายพันธ์หายาก และทยอยขยายจำนวนสาขา และ จำนวนชนิดของพืชผักที่ปลูกไปเรื่อยๆ เช่น จะเพิ่มการผลิตพืชที่เป็นไม้ผล มากขึ้นเรื่อยๆ
.
ต่อมา ห้างค้าปลีก Whole Foods ซึ่งมีมหาเศรษฐีเจ้าของเว็บไซต์ อี-คอมเมิร์ซ ชื่อดังยี่ห้อ Amazon เป็นเจ้าของ ก็ประกาศแผนจะเปิดโรงงานปลูกพืชผัก (Plenty) ในเมืองจีนจำนวนกว่า 300 แห่ง เน้นการส่งขายที่ซูเปอร์มาร์เก็ต
.


ข้ามฝากมาที่ยุโรปครับ ซึ่งมีสตาร์ทอัพปลูกผักที่ชื่อว่า InFarm ข่าวล่าสุดนั้น บริษัทสตาร์ทอัพแห่งนี้ได้เงินช่วยเหลือจากรัฐบาลยุโรปจำนวน 2.5 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 80 ล้านบาท เพื่อนำไปใช้ในการทำการวิจัยและพัฒนา และล่าสุดเพิ่งได้เงิน 25 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 800 ล้านบาท จากกองทุนร่วมลงทุนของเอกชน เพื่อที่จะขยายระบบปลูกไปยัง ซูเปอร์มาร์เก็ต ต่างๆ ทั่วยุโรปให้ครบ 1,000 แห่ง ภายในปี ค.ศ. 2019
.
ปัจจุบัน ซูเปอร์มาร์เก็ตในนครเบอร์ลินจำนวน 50 แห่ง ได้หันมาใช้ระบบปลูกผักแบบนี้ ในห้างของตัวเองกันแล้ว และเป็นที่พึงพอใจทั้งตัวห้างเอง และ ลูกค้าที่มาซื้อผัก เนื่องจากจะได้ผักใหม่ๆ สดๆ สะอาดปลอดภัย ระบบปลูกผักในห้างนี้ สามารถดูแลตัวเองได้ โดยแทบจะไม่ต้องใช้คนดูแลอีกเลยหลังจากนำมาปลูกในระบบแล้ว ซึ่งจะมีเซนเซอร์ต่างๆ คอยเก็บข้อมูล และเฝ้ามอง
.
การที่ห้างค้าปลีก หันมาปลูกพืชเอง จะทำให้ห่วงโซ่มูลค่าจากเดิมที่ยาวๆ สั้นลงอย่างมากเลยครับพี่น้อง ... เหมือนรถยนต์ไฟฟ้า ที่มีห่วงโซ่มูลค่าสั้นลง เพราะใช้จำนวนชิ้นส่วนน้อยลงมาก ... ยุคต่อไป เราจะเห็นแบบนี้มากขึ้น ทั้งการผลิตสินค้าและอาหาร ที่ห่วงโซ่มูลค่าจะสั้นลง และเป็นการผลิตใกล้ผู้บริโภคมากขึ้น (Local Foods, Local Products)



อัพเดตความก้าวหน้าทางด้านเกษตรได้ทุกวัน กับ เพจเกษตรอัจฉริยะ ... https://www.facebook.com/smartfarmthailand/
Credit : Many Thanks to ....
- Data from http://www.freshplaza.com/article/189188/Infarm-expands-to-1,000-farms-in-Europe-with-25M-investment
- Data from https://www.thetimes.co.uk/article/infarm-grows-produce-in-supermarket-aisles-7n68n006m
- Data from https://techcrunch.com/2018/02/05/balderton-backs-infarm/

11 กุมภาพันธ์ 2561

เริ่มแล้ว ! ยุคปลูกผักแนวตั้งในเมือง ปลูกผักในห้าง สั่งออนไลน์ ส่งตรงผู้บริโภค - อเมซอนพร้อมลุย



เตรียมพร้อมรับ ยุคปลูกผักในร่ม เกษตรกรรมย้ายจากชนบท สู่ เมืองใหญ่ !!

มาไวกว่าที่คิด เมื่อยักษ์ใหญ่ค้าปลีกออนไลน์ อเมซอน ของมหาเศรษฐี เจฟฟ์ เบซอส (Jeff Bezos) เตรียมบุกเบิกการปลูกผักในร่มโดยใช้แสงแดดเทียม ในรูปแบบของฟาร์มแนวตั้ง (Verfical Farm) และ โรงงานปลูกพืชผัก (Plant Factory) ในพื้นที่เขตเมือง รวมทั้งในห้างค้าปลีก แล้วส่งตรงไปถึงมือผู้บริโภคผ่านเครือข่ายอีคอมเมิร์ซที่ตัวเองครอบครอง รวมไปถึง ค้าส่งไปยัง โรงแรม ภัตตาคาร ต่างๆ โดยใช้เทคโนโลยีลอจิสติกส์ แบบครบครันของอเมซอน
.
เมื่อปีที่แล้ว อเมซอนได้เข้าซื้อห้างค้าปลีกยักษ์ใหญ่อย่าง Whole Foods ทำให้อเมซอนมีหน้าร้านค้าปลีกที่ใหญ่โตมากมาเสริมทัพ และปีนี้ อเมซอนได้เริ่มบริการการสั่งผัก ผลไม้ อาหาร จากห้างดังกล่าว โดยจะนำไปส่งถึงที่ในเวลาไม่เกิน 2 ชั่วโมง 

.
ปีที่แล้ว อเมซอนได้เข้าลงทุนเพิ่มเติมในบริษัทสตาร์ทอัพปลูกผักแนวตั้งที่ชื่อว่า Plenty ร่วมกับบริษัทซอฟต์แบงค์ของญี่ปุ่น และ อีริค ชมิทด์ ซึ่งเป็นอดีตประธานบริษัทกูเกิ้ล ด้วยวงเงินกว่า 200 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 6 พันกว่าล้านบาท โดยในปีนี้ บริษัท Plenty มีแผนจะเข้ามาเปิดโรงงานปลูกผักในเมืองจีนกว่า 300 แห่ง ทั่วประเทศจีน ซึ่ง Plenty ได้บอกว่า ตอนนี้บริษัทสามารถผลิตพืชผักได้ในราคาเดียวกับผักที่มาจากการปลูกกลางแจ้ง ซึ่งนับว่า เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นในวงการปลูกพืชในร่มเลยทีเดียว
.
ทั้ง อเมซอน และ Plenty เชื่อว่า การเพาะปลูกแบบในร่มคืออนาคตของเกษตรกรรมโลก ซึ่งจะช่วยให้ลดการใช้น้ำ ปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยลง รวมถึงผลิตอาหารที่ปลอดภัย พวกเขาเชื่อว่า คนจีน และ คนเมืองทั้งหลายบนโลกใบนี้ ต้องตอบรับกระแสใหม่นี้อย่างแน่นอน
.
ที่สำคัญ ! อเมซอนมีแผนจะขยายโรงงานปลูกผักในร่มไปยังเมืองใหญ่ ทุกๆ เมืองในโลก ... ดังนั้น กระแสนี้ ก็ต้องเข้ามาเมืองไทย อย่างแน่นอน !!!
.
อัพเดตความก้าวหน้าทางด้านเกษตรได้ทุกวัน กับ เพจเกษตรอัจฉริยะ ... https://www.facebook.com/smartfarmthailand/
Credit : Many Thanks to ....
- Data from http://www.businessinsider.com/vertical-farming-company-jeff-bezos-plenty-china-2018-1
- Data from https://qz.com/1189636/a-startup-is-about-to-build-300-vertical-farms-in-china-thanks-in-part-to-jeff-bezos/
- Data from http://fortune.com/2018/01/17/indoor-farming-startup-plenty-china-japan/
- Data from http://thumbsup.in.th/2018/02/amazon-whole-foods-deliveries/
- Data and Picture from https://www.bloomberg.com/news/features/2017-09-06/this-high-tech-vertical-farm-promises-whole-foods-quality-at-walmart-prices

08 ธันวาคม 2560

แสนสิริ ลงทุนสตาร์ทอัพปลูกผักในสหรัฐฯ - เล็งทำฟาร์มผักในคอนโด-หมู่บ้าน


แสนสิริ  ลงทุนสตาร์ทอัพปลูกผักในสหรัฐฯ เล็งทำฟาร์มผักในคอนโด-หมู่บ้าน
เพื่อนๆ ผมในวงการอสังหาริมทรัพย์เคยเล่าให้ฟังว่า ตอนนี้ บริษัทสร้างบ้าน สร้างคอนโด หลายแห่งให้ความสนใจกับนวัตกรรม สตาร์ทอัพ เป็นอย่างมาก ซึ่งก็มีเรื่องๆ หนึ่งที่คนในวงการอสังหาริมทรัพย์อยากเข้าไปทำ นั่นคือ "เกษตร"
.
และจากการที่ผมเคยได้ฟัง จากงานสัมมนาแห่งหนึ่งว่า บริษัทอสังหาริมทรัพย์แห่งหนึ่งมีแผนจะบูรณาการระบบเกษตร เข้าไปในธุรกิจอสังหาฯ เช่น การทำฟาร์มปลูกผักในคอนโดมิเนียม อาจจะเป็นพื้นที่ส่วนกลาง บนหลังคา หรือแม้แต่บูรณาการเข้าไปในเฟอร์นิเจอร์ของห้อง ไปจนถึง การทำให้สโมสรกลางของหมู่บ้าน เป็นโรงงานปลูกผัก โดยอาศัยแรงงานจากผู้สูงวัยในหมู่บ้าน มาช่วยกันดูแล ซึ่งน่าจะได้รับการตอบรับที่ดี เพราะจากงานวิจัยหลายๆ ชิ้น การปลูกพืช ปลูกผัก เป็นสิ่งที่ทำให้ผู้สูงวัยมีความสุข สุขภาพดี และมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น
.
ล่าสุด ผมไปเจอข่าวนี้ครับ เป็นข่าวที่บริษัท แสนสิริ ของไทยเราได้เข้าไปลงทุนในสตาร์ทอัพของสหรัฐฯ ที่มีชื่อว่า Farmshelf ซึ่งบริษัทนี้มีที่ตั้งอยู่ ณ นครนิวยอร์ค จริงๆ แล้วจำนวนเงินทุนที่แสนสิริลงทุนไปก็ไม่ได้มากมายอะไร (ประมาณ 10 ล้านบาท) เมื่อเทียบกับธุรกิจอื่นๆ ที่แสนสิริไปลงทุนซึ่งมีมูลค่ารวมกว่า 2,600 ล้านบาท .. นี่เป็นสัญญาณให้เห็นว่า ผู้ประกอบการอสังหาฯ กำลังมีแผนจะเพิ่มมูลค่า ด้วยการ "ทำเกษตร"
.
อีกไม่นาน เราคงได้เห็น การแข่งขันอันเข้มข้นของ สตาร์ทอัพปลูกผัก ในประเทศไทยครับ 
.
อัพเดตความก้าวหน้าทางด้านเกษตรได้ทุกวัน กับ เพจเกษตรอัจฉริยะ ... https://www.facebook.com/smartfarmthailand/
Credit : Many Thanks to ....
- Data and Picture from http://www.farmshelf.com/
- Data from https://www.sansiri.com/eng/press-detail/Sansiri-invests-US$80-million-in-6-international-brands-demonstrating-global-vision-of-next-generation-living

04 ตุลาคม 2560

สตาร์ทอัพสิงคโปร์รับเงินทุนรัฐบาล 50 ล้าน - ทำเกษตรในร่ม หวังเป็นผู้นำเกษตรแนวใหม่



สตาร์ทอัพสิงคโปร์รับเงิน 50 ล้าน - ทำเกษตรในร่ม หวังเป็นผู้นำเกษตรแนวใหม่
ในย่านอาเซียนของเรานั้น ประเทศที่มีความกระตือรือร้นมากที่สุดในเรื่องของการทำเกษตรในเมือง เกษตรในร่ม เกษตรแนวตั้ง ก็คือสิงคโปร์ครับ ถัดมาก็คือเวียดนาม สำหรับสิงคโปร์นั้น เขาจะมีการประชุมประจำปีที่เกี่ยวกับ เกษตรในร่มที่มีชื่อว่า Indoor Agriculture Conference (Indoor AgCon Asia - https://indoor.ag/asia/) ซึ่งจะจัดประมาณช่วงเดือนมกราคม ของทุกปีครับ
.
สิงคโปร์มีสตาร์ทอัพ ทั้งที่พัฒนาเทคโนโลยีการปลูกพืชผักในร่ม เพื่อขายบริการสร้างฟาร์มในร่ม และ สตาร์ทอัพที่ทำฟาร์มปลูกพืชเพื่อขายตัวพืชผักโดยตรง และล่าสุด บริษัทสตาร์ทอัพที่มีชื่อว่า แพ็คเก็ตกรีนส์ (Packet Greens) ได้รับเงินทุนอุดหนุนจากกองทุนร่วมลงทุน จำนวน 1.5 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 50 ล้านบาท เพื่อพัฒนาธุรกิจโรงงานปลูกพืชผักในร่มด้วยแสงเทียม (Plant Factory with Artificial Light)
.

ปัจจุบัน สตาร์ทอัพแห่งนี้ได้ทดลองปลูกพืช 51 ชนิด บนพื้นที่ 167 ตารางเมตรเท่านั้นเองครับ (ซึ่งเขาก็พยายามทดลองเก็บพารามิเตอร์การปลูกผักหลายๆ ชนิด ว่าปัจจัยใดที่ทำให้การปลูกมีประสิทธิภาพที่สุดครับ เพื่อจะไปสร้างเจ้า Crop Model) โดยปลูกพืชได้ 5 เท่าบนพื้นที่ที่เท่ากัน .. สตาร์ทอัพแห่งนี้ มีเป้าหมายจะผลิตพืชผัก แล้วขายในราคาตลาดครับ ซึ่งถ้าทำได้จริงนี่ คนคงแห่มาซื้อผักเจ้านี้แน่ เพราะปลอดยาฆ่าแมลง ... ท่านซีอีโอได้บอกว่า บริษัทของเขาจะสามารถทำเงินในปีนี้ได้ 74,000 เหรียญสหรัฐ หรือ ประมาณ 2.5 ล้านบาท ซึ่งมีอัตราการเติบโตกว่า 300% เลยทีเดียว
.
ต้องดูกันต่อไปครับว่า .. เขาจะขึ้นเป็นผู้นำด้านนี้ได้อย่างที่คุยมั้ย ?
.
อัพเดตความก้าวหน้าทางด้านเกษตรได้ทุกวัน กับ เพจเกษตรอัจฉริยะ ... https://www.facebook.com/smartfarmthailand/
Credit : Many Thanks to ....
- Data and Picture from https://www.techinasia.com/vertical-farming-startup-singapore-raises-2m

24 พฤษภาคม 2560

นี่หรือเกษตรกรแห่งอนาคต ? แต่งตัวดี ใส่สูทผูกไทด์ เก็บผักชิลล์ ชิลล์



แนวคิดของเกษตรในร่ม (Indoor Agriculture) การทำฟาร์มแนวดิ่งในอาคาร (Vertical Farm) นั้นเกิดมานานแล้ว แต่ก็ไม่ค่อยมีการสร้างกันจริงๆ ในเชิงพาณิชย์ เพราะถูกมองว่าไม่คุ้มค่า .. มีแต่แนวคิด หรือ คนออกแบบมาสวยๆ เก๋ๆ เพื่อทำประกวดกัน หรือไม่ก็ใช้โฆษณาเพื่อหวังบางอย่าง จนกระทั่งใน 1-2 ปีมานี้เองครับ ที่เกิดกระแสบูมโครงการก่อสร้างโรงเรือนปลูกผักแนวดิ่ง กันอย่างมากมาย และกำลังเป็นเทรนด์ที่ร้อนแรงสุดๆ ในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะในปีนี้ เริ่มมีการก่อสร้างเรือนปลูกผักแนวดิ่งในหลาย ๆ เมือง แข่งกันเลยทีเดียว ... และในปีที่ผ่านมา สหรัฐอเมริกาถึงกับจัดโชว์สถาปัตยกรรมเกษตรแนวดิ่งในงาน เวิลด์เอ็กซ์โป ที่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี กันเลยครับ
..
คนไทยเราอาจจะมองว่ามันไม่ค่อยเข้าท่าหรือไม่คุ้ม ... แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านอนาคตศาสตร์บอกว่า เมืองใหญ่ทุกเมืองในโลกนี้ อีกหน่อยก็จะมีฟาร์มแนวดิ่งกันเต็มไปหมดครับ !! เมื่อไม่นานมานี้ นครเซี่ยงไฮ้ ก็มีการวางแผนที่จะสร้างคอมเพล็กซ์สำหรับเกษตรกรรมในร่มขนาดใหญ่ในเมืองด้วยนะครับ
..
Vertical Farm หรือ ฟาร์มแนวดิ่ง เป็นแนวคิดในการทำไร่ทำนาในแนวตั้ง โดยใช้พื้นที่บนอาคารสูง และที่สำคัญเป็นการทำการเกษตรในเมือง ที่มีประชากรอาศัยอยู่หนาแน่น ผู้ที่บุกเบิกแนวคิดนี้คือ ศาสตราจารย์ ดิกสัน เดสพอมเมียร์ (Dickson Despommier) แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย .
การทำไร่บนตึกสูงนี้ มีข้อดีหลายอย่างและสามารถช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่มนุษยชาติกำลังเผชิญ ดังต่อไปนี้ครับ
.
- ในอนาคตอีกไม่นาน ประชากรของโลกส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่ในเมือง ประมาณกันว่าในปี ค.ศ. 2050 ประชากร 80% ของโลก (ประมาณ 9 พันล้านคน) จะอาศัยอยู่ในเมือง
.
- แต่การเกษตรในปัจจุบันกระทำกันในพื้นที่ชนบท ห่างไกลจากเมือง นั่นหมายถึงต้องมีการขนส่งมาถึงผู้บริโภค ทำให้ต้องใช้พลังงานมาก รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการดูแลโครงสร้างพื้นฐาน (ถนน หนทาง) ไปกับจำนวนประชากรที่เบาบาง ที่ต้องทำหน้าที่แรงงานในภาคเกษตร


- การย้ายไร่นามาอยู่บนอาคารในเมือง เป็นการผลิตที่ใกล้ผู้บริโภค เป็นการผลิตอาหารที่มีประสิทธิภาพ สามารถควบคุมให้มีการรบกวนต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด เราสามารถคืนผืนดินสู่ธรรมชาติ คืนพื้นที่เกษตรกรรมให้กลับกลายเป็นผืนป่าอีกครั้ง ซึ่งจะเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอน (Carbon Storage) ป่าเหล่านี้จะช่วยดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์จากชั้นบรรยากาศช่วยลดภาวะโลกร้อนได้ เมื่อมีผืนป่า สัตว์ป่าก็จะกลับคืนมาอีกครั้ง
.
- จะเกิดแรงงานในภาคเกษตรรูปแบบใหม่ ในกระบวนการผลิตอาหารในเมือง จะเกิดฟาร์มเกษตรบนอาคารขึ้นมากมายในเมือง เพื่อเลี้ยงประชากรในเมือง
.
- เราสามารถปลูกพืชได้ทั้งปีโดยไม่ต้องกังวลกับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงอีกต่อไป หากเรายังทำเกษตรแบบเดิม ก็มีแต่จะต้องเพิ่มพื้นที่เกษตรในแนวราบ เพื่อจะหล่อเลี้ยงประชากรที่เพิ่มขึ้นของโลก ทั้งนี้โลกของเราแทบจะไม่เหลือพื้นที่ให้ทำการเกษตรได้อีกแล้ว นอกเสียจากจะต้องยอมสูญเสียผืนป่าเขตร้อนอันมีค่า (ตัวอย่าง ป่าอะเมซอน และ ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร)
.
ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา แนวคิดของ Vertical Farm ได้มีการนำไปปฏิบัติทั้งในขั้นของการทดลอง หรือ แม้แต่ในเชิงการค้า เช่น ในประเทศเกาหลี ญี่ปุ่น สิงคโปร์ สวีเดน หรือในประเทศสหรัฐอเมริกาเจ้าของความคิดเอง ในประเทศสิงคโปร์เองนั้น มีแนวคิดที่ จะทำให้เกิด Vertical Farm ทั่วทั้งเกาะเลยทีเดียว เพื่อเป็นการสร้างความมั่นคงทางด้านอาหารให้แก่ประเทศ
..
รอชมกันต่อไปครับผม
..
อัพเดตความก้าวหน้าทางด้านเกษตรได้ทุกวัน กับ เพจเกษตรอัจฉริยะ ... https://www.facebook.com/smartfarmthailand/
Credit : Many Thanks to .....
- Picture from http://architizer.com/blog/pasona-hq-urban-farming-kono-designs/#.UVYgGL9uGM
- Picture from http://eandt.theiet.org/magazine/2015/12/farming-in-cities.cfm
- Picture from https://www.pinterest.com/pin/506655026799634699/

16 พฤษภาคม 2560

อสังหาฯ 4.0 - เมื่อหมู่บ้านจัดสรร และ คอนโดมิเนียม ทำ "ฟาร์มเกษตร" เอง สร้างงาน สร้างอาหาร ให้ลูกบ้าน



เมื่อประมาณต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปฟังสัมมนาที่จัดโดยบริษัทอสังหาริมทรัพย์ชื่อดังเจ้าหนึ่ง โดยในสัมมนานั้น บริษัทนี้ได้เปิดเผยว่า กำลังมองหาธุรกิจใหม่ๆ และความแปลกใหม่เพื่อมาสร้างความน่าอยู่ให้แก่สังคมคอนโดมิเนียม และ หมู่บ้านจัดสรร ซึ่งหนึ่งในสิ่งที่บริษัทนี้กำลังสนใจอยู่ก็คือ "ฟาร์มแนวดิ่ง" (Vertical Farm) ซึ่งบริษัทกำลังมองหาเทคโนโลยี และ โมเดลทางธุรกิจ เพื่อจัดตั้งฟาร์มเกษตรในพื้นที่ส่วนกลางของคอนโดมิเนียม และหมู่บ้านจัดสรร แถมยังบอกว่า "ต่อไป ... สโมสรของหมู่บ้าน จะมีฟาร์มเกษตร เราจะปลูกผักเอง โดยลูกบ้านเป็นผู้ดูแล หรือ ผู้สูงวัยในหมู่บ้านอาจจะเข้ามาช่วยดูแลให้โดยมีค่าตอบแทน ซึ่งก็จะทำให้ผู้สูงวัยมีรายได้ และมีความสุขจากการทำฟาร์ม ทำสวน"
.
จะว่าไป .. จริงๆ แล้ว เรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะในสหรัฐอเมริกาเองนั้น หมู่บ้านจัดสรรหลายๆ แห่งได้มีการนำเรื่องของฟาร์มเกษตรในหมู่บ้านจัดสรรมาเป็นจุดขายของโครงการมาสักพักแล้ว และตอนนี้ กระแสนี้ก็ได้ระบาดมาถึงคอนโดมิเนียมกลางนครนิวยอร์ค แล้วด้วยครับ
.
อย่างเช่นหมู่บ้านจัดสรรแห่งหนึ่งที่มีมูลค่าโครงการถึง 34,000 ล้านบาท ในรัฐเท็กซัส ได้ว่าจ้างให้เกษตรกรมาช่วยพัฒนาฟาร์มในโครงการให้เกิดขึ้น ก่อนที่จะมีการเริ่มสร้างบ้าน ซึ่งโครงการนี้จะมีบ้านมากถึง 3,200 หลังในโครงการ .. หมู่บ้านจัดสรรชื่อ วิลโลส์ฟอร์ด (Willowsford) ในมลรัฐเวอร์จิเนีย ซึ่งมีลูกบ้าน 2,130 หลัง ได้จัดสรรเนื้อที่มากถึง 5,000 ไร่ เพื่อเป็นฟาร์มเกษตร และ พื้นที่สีเขียว แถมยังกันพื้นที่ 700 กว่าไร่ เพื่อทำสวนผลไม้ ปลูกผัก เลี้ยงไก่ไข่ และ แพะให้นม นี่กะจะไม่ซื้อกินข้างนอกเลยหรอนั่น ?

.
นักวิเคราะห์อสังหาริมทรัพย์ชี้ว่า นี่แหล่ะคืออนาคตของหมู่บ้านจัดสรร ที่สามารถผลิตอาหารออร์แกนิก ที่สะอาด ปลอดภัย และใกล้กับผู้บริโภค เป็นสวัสดิการต้นทุนต่ำ ที่หมู่บ้านจัดสรรทุกหมู่บ้านควรจะมี ซึ่งหลายๆ หมู่บ้านนอกจากผลิตเพื่อทานกันเองในหมู่บ้านแล้ว ยังส่งขายไปยังห้างสรรพสินค้า และ ภัตตาคารต่างๆ ที่อยู่ใกล้ๆ อีกด้วย
.
กระแสนี้ ยังได้ลุกลามเข้ามาสู่หมู่บ้านจัดสรร และ คอนโดมิเนียมในเมือง อย่างเช่น หมู่บ้านแคนเนอรี (Cannery) ซึ่งอยู่ในเมืองเดวิส มลรัฐแคลิฟอร์เนีย มีจำนวนบ้าน 547 หลัง ได้จัดพื้นที่ฟาร์มในหมู่บ้านเอาไว้ 15 ไร่ โดยได้จ้างเกษตรกรมาดูแลเต็มเวลา เพื่อผลิตผลไม้ และ ผัก ปลอดภัยขายให้คนในหมู่บ้าน ... ส่วน คอนโดมิเนียมที่มีชื่อ 550 แวนเดอบิลท์ อะเวนิว (550 Vanderbilt Avenue) ในมหานครนิวยอร์ค นั้นได้มีการจัดสรรพื้นที่บนหลังคาอาหาร 1,600 ตารางฟุตสำหรับทำฟาร์มเกษตร โดยจัดพื้นที่ 3 x 10 ฟุต เพื่อให้สมาชิกของคอนโดที่สนใจ สามารถปลูกพืชที่ต้องการ ซึ่งก็มีลูกบ้านมาปลูกผักไว้กินเอง และส่งภัตตาคารที่อยู่ในคอนโด
.
อีกไม่นาน กระแสนี้คงจะระบาดมาถึงเมืองไทย .. และเมื่อนั้น หมู่บ้านจัดสรรต่างๆ ก็จะมีอาหารออร์แกนิก ไว้เลี้ยงตัวเองอย่างสบายกันเสียที
.

อัพเดตความก้าวหน้าทางด้านเกษตรได้ทุกวัน กับ เพจเกษตรอัจฉริยะ ... https://www.facebook.com/smartfarmthailand/

Credit : Many Thanks to ....
- Data and Picture from https://www.wsj.com/articles/farm-to-condo-movement-stakes-its-claim-to-brooklyn-rooftop-1491391801
- Data from https://www.bloomberg.com/news/articles/2015-02-26/to-lure-homebuyers-developers-use-farms-vegetable-gardens
- Picture from http://www.businessinsider.com/brooklyn-apartment-complex-rooftop-farm-550-vanderbilt-2017-5

03 พฤษภาคม 2560

ไม่ง้อนำเข้า ! รัสเซียใช้ปัญญาประดิษฐ์ ดูแลฟาร์มสตรอเบอรีแนวตั้ง ปลูกในร่ม เก็บขายได้ทั้งปี



ไม่ง้อนำเข้า ! รัสเซียใช้ปัญญาประดิษฐ์ ดูแลฟาร์มสตรอเบอรีแนวตั้ง ปลูกในร่ม เก็บขายได้ทั้งปี

เกษตรกรรมกำลังจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วครับพี่น้อง .. เมื่อก่อนเกษตรอยู่ในชนบท แต่ก็กำลังย้ายเข้าไปอยู่ในเมือง .. เมื่อก่อนเกษตรเกษตรอยู่กลางแจ้ง แต่ก็กำลังย้ายเข้าไปอยู่ในร่ม ทำให้ตอนนี้ ประเทศที่มีเทคโนโลยีการเพาะปลูกแบบในร่ม สามารถลดการพึ่งพาการนำเข้าผลผลิตทางการเกษตรจากต่างประเทศ
.
ญี่ปุ่น วางแผนปลูกกล้วยหอมในโรงเรือนเอาไว้กินเอง .. ในขณะที่รัสเซียนั้น สามารถปลูกสตรอเบอรีแบบอุตสาหกรรม ในฟาร์มแนวตั้ง มีพอกินได้ตลอดปีโดยไม่ต้องนำเข้าอีกต่อไป
.
ผู้สื่อข่าวเกษตรอัจฉริยะ รายงานว่า บริษัทฟิโบนัซซี (Fibonacci) ซึ่งเป็นบริษัทสัญชาติรัสเซียได้พัฒนาระบบปลูกสตรอเบอรีในร่มแบบแนวตั้ง โดยระบบปลูกที่ตั้งชื่อว่า BerryFarm800 นี้สามารถปลูกสตรอเบอรีได้ตลอดทั้งปี คือ เก็บเกี่ยวได้ปีละ 6 ครั้งเลยทีเดียว โดยการปลูกแบบเป็นชั้นๆ เรียงกันแนวตั้งนั้นทำให้ประหยัดพื้นที่มาก ด้วยกระบะปลูก 800 ส่วนนี้ ซึ่งมีต้นสตรอเบอรีอยู่ 76,800 ต้น สามารถผลิตสตรอเบอรีได้มากถึงเดือนละ 15 ตัน เลยทีเดียวครับพี่น้อง ... โดยฟาร์มปลูกสตรอเบอรีนี้ใช้คนงานเพียง 5 คนก็เกินพอแล้ว เพราะระบบปลูกทุกอย่างควบคุมด้วยปัญญาประดิษฐ์

.
บริษัทนี้ รับติดตั้งระบบปลูกสตรอเบอรีทั่วรัสเซีย ซึ่งจะทำให้รัสเซียไม่ต้องนำเข้าสตรอเบอรีอีกต่อไป โดยเมื่อสั่งไปติดตั้งแล้ว ก็รอขายผลสตรอเบอรีใน 2 เดือนถัดไปได้เลยนะจ๊ะ โดยระบบนี้สามารถนำไปติดตั้งในโกดัง หรือ อาคารร้าง ที่มีอยู่แล้วได้เลย .. นอกจากนี้ บริษัทนี้เขายังบอกว่า เขารับติดตั้งทั่วโลกเลยครับผม
..
อัพเดตความก้าวหน้าทางด้านเกษตรได้ทุกวัน กับ เพจเกษตรอัจฉริยะ ... https://www.facebook.com/smartfarmthailand/
Credit : Many Thanks to ....
- Data and Picture from http://agro.fibonacci.farm/
- Data and Picture from http://www.agronet.bg/agro/18767-1a9204e68eda843bdfded0978b630741.html

28 พฤษภาคม 2558

Pinkhouse - โรงเรือนสีชมพู อนาคตของเกษตรโลก


เกษตรกรรมอาจจะแบ่งได้อย่างกว้าง เป็น 2 แบบครับคือ

(1) เกษตรกลางแจ้ง (Outdoor Farming) เป็นเกษตรแบบดั้งเดิมที่ต้องต่อสู้กับสภาพดินฟ้าอากาศ
(2) เกษตรในร่ม (Indoor Farming) เป็นเกษตรในร่ม ในสิ่งปลูกสร้างที่มีการควบคุมสภาพแวดล้อม

ปกติเกษตรในร่มที่ทำกัน ก็มักจะทำในโรงเรือน (Greenhouse) ซึ่งใช้แสงธรรมชาติ แต่ในระยะหลังๆ มานี้ เริ่มมีการนำเอาหลอดไฟ LED ที่ให้เฉพาะแสงช่วงที่พืชต้องการ คือสีแดง กับ สีฟ้า เมื่อมาผสมกันก็มักจะได้สีออกม่วงอมชมพู ทำให้โรงเรือนแบบนี้มีชื่อเรียกใหม่ เก๋ไก๋ว่า Pinkhouse ซึ่งจะมีข้อดีคือ

- หลอดไฟ LED ให้เฉพาะแสงในช่วงที่พืชต้องการ จึงประหยัดพลังงาน ไม่เกิดความร้อน

- พืชโตเร็วกว่าปกติ เพราะได้รับแสงที่ต้องการจริงๆ

- การใช้หลอดไฟ LED แทนแสงธรรมชาติ ทำให้สามารถเพาะปลูกแบบแนวดิ่งหรือ Vertical Farming ได้ ในขณะที่หากใช้แสงธรรมชาติ จะเกิดเงา ทำให้พืชที่อยู่ใต้ๆ ลงมาไม่ค่อยได้รับแสง แต่การใช้ LED สามารถออกแบบให้หลอด LED เข้าไปตามหลืบต่างๆ ได้

ผมเชื่อว่า เกษตรในเมือง (Urban Farming) ที่น่าจะเป็นไปได้คือ น่าจะเกิดเป็นฟาร์มในร่มที่น่าจะใช้โกดังตามชานเมือง มากกว่าที่จะเป็นการปลูกผักในอาคารสูง อย่างที่เป็นกระแสในสื่อต่างๆ ... แต่ถ้าหากเป็นในอนาคตยาวๆ ละก็ มันก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้นครับ

Credit :
- Data and Pictures from http://www.ledinside.com/news/2013/5/lednews_201305281350

30 กันยายน 2552

The Future of Agriculture - อนาคตของเกษตรกรรม (ตอนที่ 1)


จะตลกไหมครับหากผมจะพูดว่า ในอนาคตประเทศอาหรับจะกลายมาเป็นประเทศเกษตรกรรมล้ำหน้า หรือว่า ในอนาคตประเทศไทยจะกลายมาเป็นประเทศผู้ส่งออกไวน์รายใหญ่ แล้วคอยดูต่อไปนะครับว่า เรื่องแบบนี้ไม่ได้อยู่ไกลเกินฝัน อีกไม่นาน เราจะเริ่มเห็นการเคลื่อนไหวในวงการเกษตรกรรม ที่อาจทำให้โลกพลิกซ้ายพลิกขวาไปเลยครับ

บทความชุดนี้ ผมจะนำเทคโนโลยีที่คาดหมายว่าจะเป็นอนาคตของวงการเกษตรกรรม ที่จะนำไปสู่การปฏิวัติเกษตรกรรมครั้งที่ 2 มาเล่าให้ฟังครับ

เทคโนโลยีที่ผมจะแนะนำในวันนี้ คือ Indoor Farming หรือการทำไร่ทำนาในร่ม ซึ่งอาจจะหมายถึงการทำในโรงเรือน (Green House) การทำไร่ในอาคารสูง (Vertical Farming) หรืออาจทำในเมืองในแหล่งธุรกิจอย่างสีลม (Downtown Farming) ซึ่งผมเคยพูดไปก่อนหน้านี้แล้วเกือบทั้งหมดครับ ซึ่งในระยะหลังๆ นี้ แนวคิดการทำเกษตรกรรมในพื้นที่ทะเลทรายกำลังมาแรงครับ มีการทดลองสร้างโรงเรือนเกษตรกรรมในทะเลทรายที่อยู่ไม่ไกลจากทะเล โดยโรงเรือนเหล่านี้อาศัยพลังงานจากแสงอาฑิตย์ และพลังงานลม เพื่อผันน้ำจากทะเลเข้ามาเปลี่ยนให้เป็นน้ำจืด สำหรับรดน้ำให้แก่พืช รวมทั้งสร้างความชื้นในโรงเรือนเพื่อให้พืชสามารถเจริญเติบโตได้ สำหรับเมืองไทยแล้ว การทำ Indoor Farming เคยถูกมองว่าไม่จำเป็นในอดีต แต่เมื่อสภาวะอากาศเปลี่ยนแปลงไป แนวคิดในการทำ Indoor Farming ก็เริ่มมีความสำคัญกับพืชหลายชนิด โดยเฉพาะพืชที่มีมูลค่า เช่น กล้วยไม้ ผักห้าง ไม้ดอกต่างๆ ข้อดีของเกษตรกรรมในร่มก็คือ เราสามารถทำเกษตรกรรมที่ใดก็ได้ พืชชนิดใดก็ได้ เพราะอีกหน่อย พื้นที่เกษตรกรรมเหมาะๆ มีแต่จะหายาก มีที่ตรงไหนทำได้ ก็ต้องเอาตรงนั้น เทคโนโลยีนี้จึงใช้กันมากขึ้นทุกที แม้แต่ในประเทศที่ปลูกอะไรก็ขึ้นอย่างบ้านเรา

18 พฤษภาคม 2552

Dubai Food City - ดูไบเมืองแห่งอาหาร


ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกตกต่ำอย่างตอนนี้ ผมมักจะได้ยินคนพูดกันอยู่บ่อยๆว่า "ไม่ต้องกลัว เมืองไทยยังไงก็ไม่อดตาย ยังไงคนก็ยังต้องกิน" หลายคนฝากความหวังว่าเมืองไทยยังไงก็เป็นครัวโลก เป็นอู่ข้าวอู่น้ำ ยิ่งตอนนี้ประชากรโลกเพิ่มขึ้น ดินฟ้าอากาศเปลี่ยนแปลงทำให้หลายประเทศผลิตอาหารไม่พอกิน ประเทศอาหรับถึงจะเป็นเศรษฐีน้ำมัน มีเงินก็ต้องนำมาซื้ออาหารจากเรา แต่ทว่า ....... ความคิดแบบนี้ระวังจะใช้ได้อีกไม่นานหรอกครับ ด้วยวิศวกรรมเปลี่ยนฟ้าแปลงดิน Geoengineering อีกหน่อยประเทศทะเลทรายอาจจะผลิตอาหารได้มากกว่าประเทศที่อุดมสมบูรณ์อย่างเราก็ได้ วันนี้ผมนำโครงการหนึ่งที่จะขับเคลื่อนความฝันของอาหรับ เพื่อไปสู่ประเทศที่ผลิตอาหารได้เอง โครงการนั้นคือ Dubai Food City

ปัจจุบันประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ต้องนำเข้าอาหารถึง 90% เชียวครับ ดังนั้นหาก Dubai Food City นี้ทำให้ประเทศนี้ไม่ต้องนำเข้าอาหารอีกต่อไป ก็ถือเป็นสิ่งที่คุ้มค่าแก่การลงทุน ก่อนหน้านี้ประเทศอาหรับได้ไปลงทุนทางด้านการเกษตรในหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องข้าวในเวียดนาม เรื่องผักในชิลี และซูดาน ทั้งนี้เพื่อสร้างความมั่นคงในด้านอาหาร อีกทั้งกะว่าจะเป็นผู้ส่งออกผลผลิตการเกษตรจากดินแดนที่ตนเข้าไปร่วมลงทุน ก่อนหน้านี้หากยังจำได้ว่า ซาอุดิอารเบียเคยคิดจะเข้ามาลงทุนปลูกข้าวในประเทศไทย แต่ถูกต่อต้านอย่างหนัก ทั้งนี้เขาต้องการเรียนรู้การปลูกข้าว เพื่อนำเทคโนโลยีกลับไปทำในบ้านเขาซึ่งเขาจะปลูกในเรือนควบคุมสภาพอากาศ

Dubai Food City จะเป็นเมืองที่ใช้พลังงานทางเลือก โดยทั้งเมืองจะผลิตพลังงานใช้เองทั้งหมดจากแหล่งพลังงานทางเลือกต่างๆ เช่น Solar Concentrator แต่ละอาคารจะมีเซลล์สุริยะแบบฟิล์มบางบนผิวทั้งหมด ทางเท้ามีระบบเก็บเกี่ยวพลังงานจากการเดินของคน มีเรือนปลูกผัก ผลไม้ ควบคุมสภาพอากาศ มีฟาร์มเลี้ยงสัตว์น้ำที่ล้ำสมัยที่สุดในโลก มีระบบการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่

ฟังดูก็ต้องกลับมาคิดว่า ประเทศอู่ข้าวอู่น้ำอย่างเรา จะปล่อยให้เกษตรยังเป็นแบบที่ไม่ต้องดูแลมาก แบบนี้ไปอีกนานแค่ไหนครับ .....

21 ตุลาคม 2551

Vertical Farm - ทำไร่บนตึกสูง (ตอนที่ 3)


วันนี้มาคุยต่อนะครับถึงการเกษตรแนวใหม่ ซึ่งย้ายการผลิตพืชพรรณธัญญาหาร จากชนบท มาสู่ตึกสูงในเมือง ซึ่งจะเป็นการปฏิวัติการเกษตรอีกครั้งหนึ่ง เพราะหลังจากนี้ การเกษตรจะเป็นเรื่องของความแม่นยำ ไม่ต้องปล่อยให้ดินฟ้าอากาศมาเป็นผู้ตัดสินอีกต่อไปแล้วครับ ศาสตราจารย์ Dickson Despommier แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ผู้เสนอแนวคิดนี้คงจะดีใจไม่น้อยครับ ที่กรรมการเมือง Las Vegas ได้ตัดสินใจที่จะก่อสร้างอาคารสำหรับทำ Vertical Farming ขึ้นที่มหานคร Las Vegas ด้วยงบประมาณสูงถึง 200 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยหวังว่าการทำไร่บนตึกสูงนี้จะทำกำไรด้วยความสามารถในการผลิตอาหารเลี้ยงประชากรได้ 72,000 คน และยังจะเป็นจุดท่องเที่ยวได้อีกด้วย ซึ่งหากมองในแง่ของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแล้ว การสร้าง Vertical Farm ในเมืองอย่าง Las Vegas ที่อยู่กลางทะเลทราย เป็นอะไรที่เข้าท่าเข้าทางมาก เพราะจะทำให้เมืองนี้สามารถพึ่งพาตัวเองทางด้านอาหารได้ ทำให้ลดการขนส่งอาหารเข้ามาจากแหล่งอื่น อาคารสำหรับทำไร่แห่งนี้จะปลูกพืชกว่า 100 ชนิด ซึ่งรวมทั้งสตอเบอร์รี่ กล้วย ถั่วต่างๆ ซึ่งก็จะส่งพืชผลเหล่านั้นหล่อเลี้ยงโรงแรม และคาสิโนต่างๆ โครงการนี้ได้เริ่มก่อสร้างแล้วครับ ซึ่งจะเริ่มดำเนินกิจการในปี ค.ศ. 2010

17 กันยายน 2551

Vertical Farm - ทำไร่บนตึกสูง (ตอนที่ 2)


เรามาดูเทคโนโลยีที่ใช้ประกอบเป็นอาคารสำหรับการทำไร่บนตึกกันนะครับ
  • เรื่องพลังงาน อาคารที่ใช้ทำไร่นั้นจะอาศัยพลังงานหมุนเวียนครับ แผง Solar Cell ที่อยู่เหนือยอดตึก ซึ่งสามารถที่จะหมุนตามดวงอาฑิตย์ได้ กังหันลมจะดักลมเพื่อนำมาผลิตพลังงานไฟฟ้า พืชผักเหลือทิ้ง หรือ มูลสัตว์ที่เลี้ยงในอาคาร จะถูกนำมาทำพลังงานชีวมวล

  • รูปทรงของอาคาร ต้องเป็นทรงกระบอก เพื่อให้แสงสว่างส่องเข้ามาอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด กระจกของอาคารถูกเคลือบด้วย Titania เป็นกระจกที่สามารถทำความสะอาดตัวเองได้ จะใสปิ๊งตลอดเวลา

  • อาคารทำไร่ จะถูกควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ และซอฟต์แวร์ Smart Farm ซึ่งจะทำให้อาคารนี้ทำการเพาะปลูกพืช 24 ชั่วโมง ทั้งปีโดยไม่มีวันหยุด โดยจะมีเซ็นเซอร์ตรวจสภาพแวดล้อม ตรวจการเจริญเติบโตของพืช ตรวจจับแมลง ตรวจจับความสุก ซึ่งสามารถเฝ้าดูจากหน้าจอมอนิเตอร์ของฟาร์ม

  • พืชพรรณที่ปลูกสามารถปลูกได้เกือบทุกอย่าง ทั้งผัก ผลไม้ ธัญพืช สามารถเลี้ยงปลา ไก่ หมู ได้ ศาสตราจารย์ Dickson Despommier แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ได้ออกแบบให้อาคารทำไร่นี้ 1 อาคาร สามารถเลี้ยงประชากรได้ 50,000 คน พืชที่ปลูกนั้นจะไม่ใช้ดิน โดยการจุ๋มรากในน้ำ หรือ ในอากาศ (แล้วสเปรย์ความชื้นกับสารอาหารให้) ทำให้สามารถใช้พื้นที่ปลูกแบบ 3 มิติได้ คือสามารถเรียงแปลกปลูกซ้อนๆ กันได้ ต่างจากเกษตรแบบเก่าที่ทำการเพราะปลูกได้เพียง 2 มิติ

  • น้ำที่เกิดจากการคายน้ำของพืชจะมีความบริสุทธิ์สูง เราสามารถเก็บน้ำที่เกิดจากการคายน้ำโดยการใช้ Moisture Collector ซึ่งจะนำน้ำมารวมกัน บรรจุขวดขายได้ เป็นน้ำจากการคายน้ำของพืช ซึ่งจะมีแบรนด์ที่คนสนใจดื่ม ศาสตราจารย์ Dickson Despommier ประมาณว่าในปีหนึ่งๆ อาคารนี้สามารถผลิตน้ำดื่มได้ 300 ล้านลิตร
  • น้ำเสียต่างๆ ที่เกิดจากกิจกรรมในอาคารนี้ สามารถกรอง และนำกลับมาใช้ใหม่ เพื่อรดน้ำพืชได้ ปัจจุบันเมืองใหญ่ๆ ในสหรัฐอเมริกาทิ้งน้ำที่บำบัดแล้ว ลงแม่น้ำลำคลองไปเปล่าๆ วันละ 7 พันล้านลิตร การมีระบบหมุนเวียนน้ำ จะทำให้อาคารนี้ผลิตของเสียน้อยมาก และใช้น้ำจากการประปาน้อยลง

13 กันยายน 2551

Vertical Farm - ทำไร่บนตึกสูง (ตอนที่ 1)

(คล๊กที่รูปเพื่อขยาย)

การปฏิวัติอุตสาหกรรมเมื่อ 200 ปีก่อนนั้นได้ทิ้งมรดกให้โลกอย่างหนึ่งครับ นั่นคือการแบ่งแยกระหว่างสังคมเมือง กับ สังคมชนบท สังคมเมืองทำงานในภาคบริการ ภาคอุตสาหกรรม และงานที่ผลิตที่มีมูลค่าสูง ในขณะที่สังคมชนบทนั้นทำเกษตรกรรม แต่สิ่งนั้นจะไม่เป็นจริงอีกต่อไปแล้วล่ะครับ เมื่อเทคโนโลยีใหม่ๆ ทั้ง ไอที นาโนเทคโนโลยี วิศวกรรมเครื่องกล เทคโนโลยีชีวภาพ วิศวกรรมไฟฟ้า กำลังจะย้ายเกษตรกรรมจากชนบทเข้ามาทำในเมือง ศาสตร์ในการทำการเกษตรแนวใหม่ กำลังได้รับความสนใจจากเจ้าเมือง (City's Governor) ใหญ่ๆ ทั่วโลกครับ ศาสตร์ที่ว่านั่นคือ เกษตรกรรมบนที่ (ตึก) สูง หรือ Vertical Farming ครับ

ศาสตราจารย์ Dickson Despommier แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ท่านเป็นผู้หนึ่งที่บุกเบิกแนวคิดของการเกษตรกรรมบนอาคารสูง ท่านเชื่อสุดเชื่อครับว่า การเกษตรแบบใหม่นี้คือทางรอดของมนุษยชาติ โดยกล่าวว่า "อีก 50 ปีข้างหน้า ประชากรโลกจะเพิ่มจาก 6.2 พันล้านคนไปเป็น 9.5 พันล้าน แต่ตอนนี้เรากลับใช้พื้นที่ที่มีศักยภาพในการทำเกษตรไปแล้วถึง 80% เลยครับ ผมนึกไม่ออกว่าเมื่อถึงตอนนั้น การเกษตรแบบเดิมจะเลี้ยงคนทั้งโลกได้อย่างไร"

เกษตรแบบใหม่ จะเปลี่ยนการเกษตรจากที่เคยทำในแนวราบในชนบท มาเป็นการเกษตรแบบแนวดิ่งกลางเมืองใหญ่ Vertical Farming จะผลิตอาหารที่สังคมชนบทเคยผลิต ด้วยวิธีการที่ควบคุม พืชผลจะไม่ถูกรบกวนโดยสภาพอากาศ ไม่ว่าจะเป็น พายุฝน ภัยแล้ง ดินเสีย การเกษตรแบบไม่ใช้ดินจะดันยอดผลผลิตขึ้นไปอีก 5-30 เท่า นอกเหนือไปจากนี้ Vertical Farming ยังช่วยลดภาวะโลกร้อน เพราะประมาณกันว่าในอีก 50 ปีข้างหน้า ประชากรโลก 80% จะอาศัยในเมืองใหญ่ ดังนั้นการทำเกษตรกลางเมือง จะทำให้ไม่ต้องมีการขนส่งผลผลิตจากชนบทมาสู่เมือง ผลิตตรงไหน ก็บริโภคกันตรงนั้น อาคารที่ทำฟาร์มอาจมีซูเปอร์มาร์เก็ตที่ขายผลผลิตให้แก่คนเมืองไปในตัว ในเมื่อสังคมชนบทที่ทำการเกษตรไม่มีความจำเป็นแล้ว เราก็สามารถปล่อยพื้นที่ดังกล่าวกลับคืนสู่ธรรมชาติ ด้วยการสร้างพท้นที่ป่าบนผืนเกษตรที่ทิ้งแล้ว เพื่อให้ดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากชั้นบรรยากาศ ศาสตราจารย์ Despommier คำนวณว่าจะต้องมีการสร้าง Vertical Farm สัก 150 อาคารเพื่อเลี้ยงคนนิวยอร์คทั้งเมือง โดยฟาร์มบนตึกนี้จะผลิตได้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น ธัญพืช ผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ โดยแทบจะไม่จำเป็นต้องนำเข้าอาหารจากชนบทอีกต่อไป ไอเดียสุดเจ๋งของท่านกำลังแพร่กระจายไปทั่วโลก ตั้งแต่เนเธอร์แลนด์ จนถึง ดูไบ ผมจะมาเล่าต่อในตอนต่อไปนะครับว่า ต้นแบบ Vertical Farm มีหน้าตาอย่างไร เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ครับ เพราะประเทศที่ทำเกษตรแบบดั้งเดิมอย่างประเทศไทย ได้รับผลกระทบแน่ครับ .........