แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ chicken แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ chicken แสดงบทความทั้งหมด

08 กรกฎาคม 2562

"ไข่ ไม่ต้องมี ไก่" ดิสรัปต์วงการไข่ - บุกตลาดเอเชีย รุกตั้งโรงงานในเกาหลี



สั่นสะเทือนวงการ "ไข่" แน่นอน เมื่อนวัตกรรมไข่แบบใหม่ ที่ไม่ต้องเลี้ยงไก่ กำลังจะบุกตลาดเอเชีย และจะเข้ามาในอาเซียนและเมืองไทย ในเวลาอันใกล้นี้ โดยบริษัท จัสต์ (JUST) ผู้ผลิตไข่ที่ทำจากพืช ได้ส่งสินค้ามาบุกตลาดฮ่องกงและจีน รวมทั้งจะตั้งโรงงานผลิตในเกาหลี

- โดยผู้ผลิตในเกาหลีก็คือ บริษัทที่ผลิตไข่ที่ใหญ่ที่สุดในเกาหลีนั่นเอง ขนาดคนเลี้ยงไข่ไก่ ยังต้อง "ดิสรัปต์" ตัวเอง เพื่อมาผลิตไข่แบบใหม่ เพื่อเอาใจคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจเรื่องสิทธิสัตว์และสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

- นอกจากตั้งโรงงานในเกาหลีแล้ว บริษัท จัสต์ ยังมองโอกาสที่จะเข้าไปตั้งโรงงานในจีนต่อไปด้วย ซึ่งจะทำให้สามารถรุกเข้าไปในตลาดผู้บริโภคไข่ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

- ปัจจุบันสินค้า "ไข่ ไม่ต้องมี ไก่" ของจัสต์ กำลังขายดิบขายดีในเมืองจีน โดยวางขายทั้งในออนไลน์ และในซูเปอร์มาร์เก็ตต่างๆ โดยได้รับการตอบรับอย่างดี จากผู้บริโภคจีน ซึ่งเมื่อนำไปทำอาหารประเภทไข่คน ให้ความรู้สึกแทบไม่แตกต่างจากไข่จริง รวมไปถึงการนำไปใช้เป็นส่วนผสมในอาหารอื่นๆ เช่น เบเกอรี่ เค้ก คุ้กกี้ ก็สะดวกกว่าการใช้ ไข่แบบเดิม



- ปัจจุบัน ประเทศจีนผลิตไข่ไก่ได้ 30% ของทั้งโลก ซึ่งมีจำนวน 1 ล้านล้านฟองต่อปี ทำให้เป็นที่กังวลใจเป็นอย่างมาก เพราะมันเป็นอุตสาหกรรมที่ทำลายสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้น การที่มี "ไข่ ที่ไม่ต้องเลี้ยงไก่" เข้ามาขายในจีน ก็เป็นความหวังในการที่ต่อไป เราจะได้ไม่ต้องเลี้ยงไก่แบบอุตสาหกรรมอีกต่อไป (โดยการจับไก่มาขังคอก แล้วเลี้ยงจำนวนมาก) ส่วนไก่ที่เลี้ยงแบบอิสระ (ไม่ขังคอก) ก็น่าจะเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกันในอนาคต

- บริษัท จัสต์ (JUST) ซึ่งเปลี่ยนชื่อจากเดิมที่เคยชื่อ แฮมตันครีก (Hampton Creek) เน้นทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอาหาร ที่ไม่ต้องมีการทรมาน หรือ ฆ่าสัตว์ เช่น ผลิตภัณฑ์ไข่ที่ไม่ต้องเลี้ยงไก่ ซึ่งมีหลากหลายผลิตภัณฑ์ ได้แก่ ไข่คน (JUST Scramble) ไข่มาโย (JUST Mayo ซึ่งมักใช้ทำเบเกอรี่ คุ้กกี้) รวมไปถึงเนื้อสัตว์ปลูก (culture meat)

- ปัจจุบันนี้ บริษัทจัสต์ มีการนำ "ไข่ ไม่ต้องมี ไก่" ออกจำหน่ายแล้วทั่วสหรัฐ มีจุดขายมากกว่า 100,000 แห่ง แถมก่อนหน้านี้ ยังสร้างความฮือฮา ด้วยการที่ร้านสะดวกซื้ออย่าง เซเว่น-อีเลฟเว่น ในสหรัฐฯ ได้เลิกใช้ ไข่ไก่จริง แล้วหันมาใช้ "ไข่ ไม่ต้องมี ไก่" แทนเพื่อทำอาหารขายในร้าน



อัพเดตความก้าวหน้าทางด้านเกษตรได้ทุกวัน กับ เพจเกษตรอัจฉริยะ ... https://www.facebook.com/smartfarmthailand/
Credit : Many Thanks to ....
- Data from https://www.latimes.com/business/la-fi-egg-replacement-20190517-story.html
- Data from https://www.plantbasednews.org/post/vegan-just-egg-launches-in-mainland-china
- Data from https://www.foodnavigator-asia.com/Article/2019/06/02/Plant-based-pioneers-JUST-to-manufacture-in-Asia-for-first-time-with-South-Korea-GanongBio-partnership
- Data from https://www.thatsmags.com/shanghai/post/28576/you-can-now-buy-this-insanely-popular-vegan-egg-substitute-in-china
- Data from http://www.poultryworld.net/Eggs/Articles/2018/2/Asian-food-sector-targeted-with-egg-substitute-251194E/
- Data from http://vegnews.com/articles/page.do?pageId=10715&catId=1
- Data from https://www.livekindly.co/vegan-just-company-set-open-first-manufacturing-facility-asia/
- Picture from https://justforall.com/en-us/stories/scramble
- Picture from https://www.wired.com/2014/02/fake-eggs-and-asian-expansion/

22 กุมภาพันธ์ 2561

"ไข่ ไม่ต้องมี ไก่" บุกฮ่องกงแล้ว - ประตูสู่ผู้บริโภคจีน และ อินเดีย ขนาดมหึมา



เป็นข่าวใหญ่ในวงการอาหาร ที่จะกระทบผู้เลี้ยงไก่ไข่ ... แต่เงียบมากๆ ครับในประเทศไทยเรา เมื่อบริษัท จัสต์ (JUST) ซึ่งเปลี่ยนชื่อจากเดิมที่เคยชื่อ แฮมตันครีก (Hampton Creek) ได้นำผลิตภัณฑ์ไข่ที่ไม่ต้องเลี้ยงไก่ ซึ่งมีหลากหลายผลิตภัณฑ์ ได้แก่ ไข่คน (JUST Scramble) ไข่มาโย (JUST Mayo ซึ่งมักใช้ทำเบเกอรี่ คุ้กกี้) มาเปิดตัวในฮ่องกง สร้างความฮือฮาให้กับวงการอาหารในเอเชีย รวมทั้ง เหล่าผู้บริโภคสายเจ และ มังสวิรัติ รวมทั้งคนรุ่นใหม่ที่ต้องการกินแบบไม่ต้องทรมาน หรือ ฆ่าสัตว์
.
คำถามที่ว่า ทำไม จัสต์ ถึงเปิดตัวที่ฮ่องกง ? นักวิเคราะห์เชื่อว่า นี่คือการเจาะตลาดจีน รวมทั้งเอเชียด้วย โดยการใช้ ฮ่องกง เป็นห้องทดลองและฐานปฏิบัติการ ทั้งนี้ บริษัทจัสต์ นี้ยังได้รับการสนับสนุนเงินทุนในช่วงสร้างตัวจาก มหาเศรษฐี ลี กา ชิง แห่งฮ่องกงอีกด้วย ทำให้เชื่อได้ว่า บริษัทจะใช้เครือข่ายของ ลี กาชิง เพื่อเจาะไปสู่ตลาดผู้บริโภคจีนขนาดมหึมา ในลำดับถัดไป

.
ปัจจุบัน ประเทศจีนผลิตไข่ไก่ได้ 30% ของทั้งโลก ซึ่งมีจำนวน 1 ล้านล้านฟองต่อปี ทำให้เป็นที่กังวลใจเป็นอย่างมาก เพราะมันเป็นอุตสาหกรรมที่ทำลายสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้น การที่มี "ไข่ ที่ไม่ต้องเลี้ยงไก่" เข้ามาขายในจีน ก็เป็นความหวังในการที่ต่อไป เราจะได้ไม่ต้องเลี้ยงไก่แบบอุตสาหกรรมอีกต่อไป (โดยการจับไก่มาขังคอก แล้วเลี้ยงจำนวนมาก) ส่วนไก่ที่เลี้ยงแบบอิสระ (ไม่ขังคอก) ก็น่าจะเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกันในอนาคต

ภาพ - มหาเศรษฐี ลี กาชีง แห่งฮ่องกง ผู้สนับสนุนสตาร์ทอัพ "ไข่ ไม่ต้องเลี้ยง ไก่" กำลังทดลองทอดไข่คนมาลองรับประทาน

แล้ว "ไข่ ไม่ต้องมี ไก่" จะได้รับความนิยมจริงหรอ ? ปัจจุบันนี้ บริษัทจัสต์ มีการนำ "ไข่ ไม่ต้องมี ไก่" ออกจำหน่ายแล้วทั่วสหรัฐ มีจุดขายมากกว่า 100,000 แห่ง แถมเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ยังสร้างความฮือฮา ด้วยการที่ร้านสะดวกซื้ออย่าง เซเว่น-อีเลฟเว่น ในสหรัฐฯ ได้เลิกใช้ ไข่ไก่จริง แล้วหันมาใช้ "ไข่ ไม่ต้องมี ไก่" แทนเพื่อทำอาหารขายในร้าน การเข้ามาเปิดตลาดในฮ่องกง จึงเป็นกลยุทธ์ในการขยายตลาดไปสู่ จีน ญี่ปุ่น และ อินเดีย ... ซึ่งแน่นอนว่า อาจจะมีมาผ่าน ไทยและอาเซียน ด้วย
.
ทั้งนี้ ยังมีกระแสข่าวว่า ทาง "จัสต์" จะมาตั้งโรงงานในเอเชียอีกด้วย ! การเปิดตัวเอา "ไข่ ไม่ต้องเลี้ยง ไก่" เข้ามาบุกตลาดในเอเชีย จึงไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ... ถ้าใครยังจำได้ บริษัทนี้ ยังได้ทำ "เนื้อสัตว์ ที่ไม่ต้องเลี้ยงสัตว์" หลายชนิดอีกด้วย ซึ่งเชื่อว่า จะทยอยมาเปิดตัวในอีกไม่ช้า !!!
.
อัพเดตความก้าวหน้าทางด้านเกษตรได้ทุกวัน กับ เพจเกษตรอัจฉริยะ ... https://www.facebook.com/smartfarmthailand/
Credit : Many Thanks to ....
- Data from http://www.poultryworld.net/Eggs/Articles/2018/2/Asian-food-sector-targeted-with-egg-substitute-251194E/
- Data from http://vegnews.com/articles/page.do?pageId=10715&catId=1
- Data from https://www.livekindly.co/vegan-just-company-set-open-first-manufacturing-facility-asia/
- Picture from https://justforall.com/en-us/stories/scramble
- Picture from https://www.wired.com/2014/02/fake-eggs-and-asian-expansion/

04 สิงหาคม 2555

The Future of Meat - อนาคตของอาหารเนื้อสัตว์ (ตอนที่ 6)


ตอนเด็กๆ ผมเคยครุ่นคิดว่า การที่คนเรารับประทานเนื้อสัตว์ ซึ่งเป็นการไปคร่าชีวิตผู้อื่น เพื่อที่จะนำเนื้อหนังของเขามาดำรงชีพนั้น เป็นสิ่งที่ควรทำหรือไม่ สัตว์เหล่านั้นจะต้องเจ็บปวดทรมานก่อนสิ้นลม โดยเฉพาะสัตว์ใหญ่อย่างวัว ผมเคยเห็นมันร้องไห้กับตาตนเอง มันทุรนทุรายเพื่อหนีไม่ให้คนมาจับมันขึ้นรถไปโรงฆ่าสัตว์

นักวิทยาศาสตร์ส่วนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับการบริโภคเนื้อสัตว์ ด้วยการทรมานชีวิตสัตว์ กำลังขวนขวายทำวิจัยเพื่อพัฒนาวิธีการปลูกเนื้อสัตว์ (in vitro meat) ซึ่งจะเป็นการได้เนื้อสัตว์มาจากการเพาะเลี้ยง เฉกเช่นเดียวกับการปลูกพืชให้ได้ผลผลิต การปลูกเนื้อสัตว์สามารถทำได้ด้วยการเพาะเลี้ยงเซลล์กล้ามเนื้อ ซึ่งมีลักษณะเป็นเส้นใยที่มีความสามารถในการยืด-หดตัว ซึ่งเซลล์เหล่านี้จะมีหลอดเลือดหล่อเลี้ยง และมีชั้นไขมันเพื่อเป็นแหล่งพลังงาน องค์ประกอบง่ายๆ เหล่านี้ทำให้นักวิจัยเชื่อว่า อีกไม่นาน เราน่าจะปลูกเนื้อสัตว์สำหรับการบริโภคในเชิงพาณิชย์ได้

การปลูกเซลล์กล้ามเนื้อจะทำในของเหลวที่มีสารอาหารต่างๆ เช่น กรดอะมิโน น้ำตาลกลูโคส เกลือแร่ และ ซีรั่มซึ่งเลียนแบบสารละลายของเลือด นักวิจัยต้องใช้วิธีกระตุ้นให้เซลล์กล้ามเนื้อเหล่านั้นเติบโต เช่นเดียวกับการเคลื่อนไหว ออกกำลังกาย ที่ทำให้กล้ามเนื้อเจริญเติบโต ซึ่งวิธีการที่นิยมใช้กันตอนนี้ คือการกระตุ้นด้วยไฟฟ้า และการใช้ฮอร์โมน ศาสตราจารย์ มาร์ค โพสต์ (Professor Mark Post) แห่งภาควิชาวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีแห่งไอน์โฮเฟน (Eindhoven University of Technology) ประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเดิมท่านเป็นหมอทางด้านหลอดเลือดหัวใจ (Angiogenesis) แล้วพลิกผันมาเป็นนักวิจัยชั้นนำทางด้านการปลูกสัตว์ไปแล้ว ซึ่งขณะนี้ประเทศเนเธอร์แลนด์ได้จัดตั้งคอนซอร์เทียมขึ้นมา เพื่อจะเป็นผู้นำในการพัฒนาการปลูกเนื้อสัตว์ ซึ่งเนื้อไก่กำลังเป็นที่สนใจในสหภาพยุโรป ศาสตราจารย์ โพสต์ ท่านได้กล่าวว่า "ผมคิดว่าไม่น่าเกิน 10 ปี เราจะสามารถผลิตเนื้อไก่แบบนักเก็ตส์ ได้"


หากคำกล่าวของศาสตราจารย์ โพสต์ เป็นจริง อีก 10 ปี เราจะเริ่มเห็นการกีดกันทางการค้าจากสหภาพยุโรป เนื้อไก่จริงจะเริ่มถูกกีดกัน ด้วยข้อหาทรมานสัตว์ ไก่ส่งออกของไทยที่มีมูลค่ากว่า 50,000 ล้านบาทต่อปี (พ.ศ. 2551) คงจะหาอนาคตไม่เจอ ...........

The Future of Meat - อนาคตของอาหารเนื้อสัตว์ (ตอนที่ 6)


ตอนเด็กๆ ผมเคยครุ่นคิดว่า การที่คนเรารับประทานเนื้อสัตว์ ซึ่งเป็นการไปคร่าชีวิตผู้อื่น เพื่อที่จะนำเนื้อหนังของเขามาดำรงชีพนั้น เป็นสิ่งที่ควรทำหรือไม่ สัตว์เหล่านั้นจะต้องเจ็บปวดทรมานก่อนสิ้นลม โดยเฉพาะสัตว์ใหญ่อย่างวัว ผมเคยเห็นมันร้องไห้กับตาตนเอง มันทุรนทุรายเพื่อหนีไม่ให้คนมาจับมันขึ้นรถไปโรงฆ่าสัตว์

นักวิทยาศาสตร์ส่วนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับการบริโภคเนื้อสัตว์ ด้วยการทรมานชีวิตสัตว์ กำลังขวนขวายทำวิจัยเพื่อพัฒนาวิธีการปลูกเนื้อสัตว์ (in vitro meat) ซึ่งจะเป็นการได้เนื้อสัตว์มาจากการเพาะเลี้ยง เฉกเช่นเดียวกับการปลูกพืชให้ได้ผลผลิต การปลูกเนื้อสัตว์สามารถทำได้ด้วยการเพาะเลี้ยงเซลล์กล้ามเนื้อ ซึ่งมีลักษณะเป็นเส้นใยที่มีความสามารถในการยืด-หดตัว ซึ่งเซลล์เหล่านี้จะมีหลอดเลือดหล่อเลี้ยง และมีชั้นไขมันเพื่อเป็นแหล่งพลังงาน องค์ประกอบง่ายๆ เหล่านี้ทำให้นักวิจัยเชื่อว่า อีกไม่นาน เราน่าจะปลูกเนื้อสัตว์สำหรับการบริโภคในเชิงพาณิชย์ได้

การปลูกเซลล์กล้ามเนื้อจะทำในของเหลวที่มีสารอาหารต่างๆ เช่น กรดอะมิโน น้ำตาลกลูโคส เกลือแร่ และ ซีรั่มซึ่งเลียนแบบสารละลายของเลือด นักวิจัยต้องใช้วิธีกระตุ้นให้เซลล์กล้ามเนื้อเหล่านั้นเติบโต เช่นเดียวกับการเคลื่อนไหว ออกกำลังกาย ที่ทำให้กล้ามเนื้อเจริญเติบโต ซึ่งวิธีการที่นิยมใช้กันตอนนี้ คือการกระตุ้นด้วยไฟฟ้า และการใช้ฮอร์โมน ศาสตราจารย์ มาร์ค โพสต์ (Professor Mark Post) แห่งภาควิชาวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีแห่งไอน์โฮเฟน (Eindhoven University of Technology) ประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเดิมท่านเป็นหมอทางด้านหลอดเลือดหัวใจ (Angiogenesis) แล้วพลิกผันมาเป็นนักวิจัยชั้นนำทางด้านการปลูกสัตว์ไปแล้ว ซึ่งขณะนี้ประเทศเนเธอร์แลนด์ได้จัดตั้งคอนซอร์เทียมขึ้นมา เพื่อจะเป็นผู้นำในการพัฒนาการปลูกเนื้อสัตว์ ซึ่งเนื้อไก่กำลังเป็นที่สนใจในสหภาพยุโรป ศาสตราจารย์ โพสต์ ท่านได้กล่าวว่า "ผมคิดว่าไม่น่าเกิน 10 ปี เราจะสามารถผลิตเนื้อไก่แบบนักเก็ตส์ ได้"


หากคำกล่าวของศาสตราจารย์ โพสต์ เป็นจริง อีก 10 ปี เราจะเริ่มเห็นการกีดกันทางการค้าจากสหภาพยุโรป เนื้อไก่จริงจะเริ่มถูกกีดกัน ด้วยข้อหาทรมานสัตว์ ไก่ส่งออกของไทยที่มีมูลค่ากว่า 50,000 ล้านบาทต่อปี (พ.ศ. 2551) คงจะหาอนาคตไม่เจอ ...........

03 สิงหาคม 2555

The Future of Meat - อนาคตของอาหารเนื้อสัตว์ (ตอนที่ 5)


การที่คนเราหันมาบริโภคเนื้อสัตว์ (จริงๆ) กันน้อยลง แล้วหันไปทานเนื้อสัตว์ปลูก (in vitro meat) แทนในอนาคต นอกจากจะเป็นเรื่องดีในแง่ของความเป็นสัตว์ประเสริฐของมนุษย์เรา ที่จะได้เผื่อแผ่ความเมตตากรุณาให้แก่สัตว์อื่น จริงๆ แล้ว การบริโภคเนื้อสัตว์ให้น้อยลง นอกจากจะเป็นผลดีต่อสุขภาพของเราแล้ว มันยังเป็นผลดีต่อสุขภาพของโลกด้วยครับ

นักวิทยาศาสตร์คำนวณว่า วัวตัวเต็มวัยตัวหนึ่ง ผายลมเอาก๊าซมีเธนออกมาปีละ 180 กิโลกรัม ซึ่งก๊าซมีเธนนี้เป็นก๊าซเรือนกระจก ที่ดักจับความร้อนในชั้นบรรยากาศของโลกได้ดีกว่า คาร์บอนไดออกไซด์ถึง 25 เท่า การผลิตเนื้อวัวนั้นทำลายสิ่งแวดล้อมมากที่สุด เพราะเมื่อเปรียบเทียบกับเต้าหู้ ซึ่งเป็นอาหารหลักของนักมังสวิรัติแล้ว มันใช้พื้นที่เกษตรกรรมมากกว่าเป็น 17 เท่า ใช้น้ำมากกว่า 26 เท่า ใช้เชื้อเพลิงมากกว่า 20 เท่า แถมยังใช้สารเคมีมากกว่าอีก 6 เท่า จากรายงานขององค์กรอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (UN's FAO) พบว่าอุตสาหกรรมปศุสัตว์ปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมาทั้งหมด 18% ซึ่งมากกว่ารถยนต์ รถไฟ เรือ และเครื่องบิน รวมกันเสียอีก ดังนั้น เพียงแค่เราเปลี่ยนจากทานเนื้อ 1 กิโลกรัม มาเป็นเต้าหู้ 1 กิโลกรัม เราจะช่วยโลกนี้ได้มากแค่ไหน

สำหรับผู้ที่ไม่สามารถเลิกกินเนื้อสัตว์ได้ ลองชั่งใจดูนะครับระหว่างการกินเนื้อวัว เนื้อหมู หรือ เนื้อไก่ อะไรจะดีกว่ากันสำหรับโลกใบนี้ นักวิทยาศาสตร์ได้วิจัยพบว่า การผลิตเนื้อวัว 1 กิโลกรัมนั้นใช้พื้นที่มากกว่าการผลิตเนื้อไก่ถึง 7 เท่า และมากกว่าเนื้อหมู 15 เท่า ดังนั้นผู้ที่ถือสัตยาธิษฐานกับพระโพธิสัตว์กวนอิม ว่าจะไม่รับประทานเนื้อวัว จึงถือเป็นการลดโลกร้อนอย่างอัตโนมัติครับ ........

02 สิงหาคม 2555

The Future of Meat - อนาคตของอาหารเนื้อสัตว์ (ตอนที่ 4)



ช่วงที่ผมไม่สบาย ผมมีความรู้สึกอยู่อย่างหนึ่งคือ ไม่อยากทานเนื้อสัตว์เลย อยากกินแต่ผักผลไม้ นี่ก็เป็นสิ่งบ่งชี้หนึ่งที่แสดงว่า ผักและผลไม้ เป็นสิ่งที่ร่างกายต้องการมากกว่าเนื้อสัตว์ เวลาคนเราเกิดเจ็บไข้ได้ป่วย และต้องการฟื้นฟูสุขภาพ อีกทั้งคนที่ไม่ทานเนื้อสัตว์เลย ก็สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ แถมกลับพบว่ามีสุขภาพดีกว่าคนที่ทานเนื้อสัตว์เสียอีก แต่ถ้าเรายังไม่อาจที่จะเลิกทานเนื้อสัตว์ได้ มีทางเลือกอื่นๆ ไหม ที่จะเป็นการเบียดเบียนชีวิตอื่นให้น้อยลง ???


(1) เนื้อสัตว์ที่ปลูกได้ต้องเป็นเนื้อไก่ ซึ่งจะต้องมีรสชาติและรูปกาย (Texture) ไม่ต่างจากเนื้อไก่ของจริง โดยคนที่นิยมทานเนื้อสัตว์ กับ คนที่เป็นมังสวิรัติ ต้องทานแล้วถูกปาก
(2) เนื้อไก่ที่ปลูกขึ้นมานี้ ต้องผลิตในจำนวนที่มากพอจะขายได้ ด้วยราคาที่แข่งขันได้กับเนื้อไก่ของจริง (ซึ่งส่วนใหญ่นำเข้ามาจากประเทศไทย)
(3) ขณะนี้ทาง Peta ได้ทำการฝึกนักชิมประมาณ 10 คน เตรียมความพร้อมเพื่อจะชิมเนื้อไก่ที่เกิดจากการปลูก โดยจะใช้มาตรฐานการชิมเนื้อไก่ที่ได้รับการยอมรับ

ทาง Peta ได้กำหนด Deadline เอาไว้ ณ วันที่ 30 มิถุนายน ค.ศ. 2012 ซึ่งนักวิเคราะห์เชื่อว่าเป็นการกำหนดวันที่ค่อนข้างมองโลกในแง่ดีไปสักนิด เมื่อคำนึงถึงสถานการณ์ความก้าวหน้าในศาสตร์ของการปลูกสัตว์ในขณะนี้ ซึ่งถือว่ายังมีจำนวนนักวิจัยที่เข้ามาทำงานในด้านนี้น้อยมากๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่แปลก เมื่อพิจารณาขนาดของอุตสากรรมนี้ว่ายิ่งใหญ่เพียงใด

แน่นอนครับ หากการปลูกสัตว์หรือ In vitro meat ทำได้เมื่อไหร่ ประเทศผู้ผลิตเนื้อไก่อันดับต้นๆ ของโลกอย่างประเทศไทยจะได้รับผลกระทบแน่นอน เพราะทางอียู จะกีดกันเนื้อไก่แท้ของเรา และโปรโมตให้เนื้อไก่ที่ผลิตจากการปลูกให้ขายดิบขายดีอย่างแน่นอน .....

31 กรกฎาคม 2555

The Future of Meat - อนาคตของอาหารเนื้อสัตว์ (ตอนที่ 3)


ใกล้เข้าพรรษาแล้ว หลายๆท่านคงคิดถึงเรื่องทำบุญกัน ผมมีเพื่อนหลายคนครับที่พยายามจะงดดื่มเครื่องดื่มอัลกอฮอล์ ในระหว่างเข้าพรรษา ช่วงนี้บรรยากาศออกแนวพุทธ พุทธ ผมเลยขอคุยต่อในเรื่องของแนวโน้มใหม่ ที่เราอาจจะมีโอกาสทำบาปน้อยลงจากการบริโภคเนื้อสัตว์ ในตอนที่แล้ว ผมได้พูดถึงเรื่องการ "ปลูกเนื้อสัตว์" หรือ in vitro meat ซึ่งจะทำให้เราปลูกสัตว์ได้เหมือนปลูกพืช ซึ่งเราจะสามารถปลูกน่องไก่ ตับหมู เนื้อสันนอก เนื้อสันใน เป็นต้น

ก่อนหน้านี้ ผมเคยพูดถึงเรื่องการทำไร่ในอาคารสูง ซึ่งว่ากันว่าจะเป็นอนาคตของเกษตรกรรม เพราะการผลิตพืชอาหาร จะย้ายจากชนบทมาสู่เมือง เป็นการนำสถานที่ผลิตมาอยู่ใจกลางสถานที่บริโภค เขาวิจัยออกมาแล้วครับว่า การอยู่ในเมืองมีประสิทธิภาพในการใช้พลังงานและทรัพยาการมากกว่าการกระจายกันอยู่ในชนบท ถ้ามนุษย์ทั้งหมดย้ายเข้ามาอยู่รวมกันในเมือง เราสามารถคืนพื้นที่การเกษตรกลับสู่ธรรมชาติ ปล่อยให้ป่ากลับสู่สภาพเดิมของมัน การทำไร่ในอาคารสูงสามารถที่จะทำในจุดที่มีการบริโภค เช่น บนอาคารมีการผลิตพืชผักแล้วขายในซูเปอร์มาเก็ตชั้นล่างได้เลย หากนำเทคโนโลยีการทำไร่ในอาคารสูง มารวมกับเทคโนโลยีปลูกสัตว์ เราก็จะได้ระบบเกษตรกรรมในเมือง (Urban Agriculture) ที่สมบูรณ์แบบครับ มีทั้งการผลิตพืชและสัตว์ในเมือง เมืองจะเป็น Sustainable City ไม่ต้องพึ่งพาชนบทอีกต่อไป

อีกหน่อย วันเข้าพรรษา วันออกพรรษา จะไม่มีรถติดแล้วครับ เพราะไม่ต้องมีใครกลับบ้านไปทำบุญแล้ว ในเมื่อชนบทไม่มีคนอยู่แล้ว ทุกที่ที่ไม่ใช่เมืองจะเป็นป่า และ อุทยานแห่งชาติ จะว่าไปแล้วในสมัยก่อน การตั้งอาณาจักรก็จะรวมกันอยู่ในชุมชนใหญ่ๆ เป็นนครและหัวเมืองเท่านั้น ไม่มีใครอยู่ในชนบทหรอกครับ เพิ่งจะไม่นานมานี้ ที่การทำเกษตรเพื่อเลี้ยงประชากรจำนวนมากขึ้นทำให้มนุษย์ไปบุกป่า และอาศัยอยู่ในชนบทมากขึ้น แต่ในอนาคตเราจะเลิกอยู่ในชนบท แล้วกลับมารวมกันอยู่เป็นเมืองใหญ่ เหมือนเดิมอีกครั้ง ...... ผมฝันถึงวันนั้นครับ .....


(ภาพบน - วัวเป็นสัตว์ที่น่ารักไม่ต่างอะไรจากหมีแพนด้า แต่เนื้อของมันก็อร่อย .... เมื่อไหร่เราจะเลิกเบียดเบียนพวกมันได้เสียที .....)

24 กรกฎาคม 2555

The Future of Meat - อนาคตของอาหารเนื้อสัตว์ (ตอนที่ 2)


เหตุผลหนึ่งในการที่คนเราทานมังสวิรัติ ก็เพื่อจะเลิกเบียดเบียนชีวิตสัตว์ที่ต้องตกเป็นอาหารให้แก่มนุษย์เรา สัตว์เหล่านั้นไม่เพียงแต่ต้องเจ็บปวด ณ เวลาที่โดนฆ่าเพื่อนำมาทำอาหารเท่านั้น แต่อุตสาหกรรมเลี้ยงสัตว์แบบโรงเรือนที่ทำกันอยู่ในปัจจุบันนี้ ยังเป็นการทรมานพวกมันตั้งแต่เกิดจนตาย ในโรงเรือนเลี้ยงไก่ขนาด 25 x 100 เมตร มีไก่ใช้ชีวิตอยู่อย่างหนาแน่นนับหมื่นตัว หมูก็อยู่อย่างแออัดไม่แพ้กัน สัตว์เหล่านี้ไม่เคยได้ออกมาเห็นเดือนเห็นตะวัน มันตื่นขึ้นมากินอาหารที่ไหลผ่านมาด้วยระบบอัตโนมัติ ขับถ่ายแล้วก็นอน รอวันที่จะถูกนำไปประหาร

พระพุทธองค์ได้ทรงบัญญัติมรรคมีองค์ 8 ว่าเป็นทางสายกลางที่จะนำไปสู่ความหลุดพ้น สัมมาอาชีวะก็เป็นมรรคข้อหนึ่ง นั่นคือ การมีอาชีพที่สุจริตไม่เบียดเบียนผู้อื่น อาชีพการเลี้ยงสัตว์อย่างที่ทำกันในปัจจุบันเป็นอาชีพสุจริตแต่ก็ยังต้องเบียดเบียนชีวิตสัตว์ จึงอาจจะไม่ใช่สัมมาอาชีวะที่สมบูรณ์ แต่ในอนาคตการเลี้ยงสัตว์เพื่อนำมาเป็นอาหารจะเป็นสัมมาอาชีวะได้ เพราะเราจะไม่เลี้ยงสัตว์ แต่จะใช้การ "ปลูกสัตว์" แทนครับ

ในต่างประเทศได้มีการก่อตั้งองค์กรความร่วมมือเพื่อพัฒนาการปลูกเนื้อสัตว์ ที่เรียกว่า In Vitro Meat Consortium โดยจะร่วมมือกันพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อทำให้ต่อไป เราจะได้ไม่ต้องเลี้ยงสัตว์เพื่อเอาเนื้อมาทำอาหาร แต่เราจะใช้การปลูกเนื้อเยื่อ โดยการนำเซลล์กล้ามเนื้อของสัตว์ที่เราอยากกินมาเลี้ยง ด้วยการป้อนสารโปรตีนเข้าไป เซลล์ที่จะใช้เริ่มกระบวนการก็มักจะเป็นสเต็มเซลล์ของกล้ามเนื้อ ซึ่งจะต้องทำให้มีระบบเลือดไปหล่อเลี้ยงเซลล์เหล่านี้ เพื่อให้เซลล์มีการเติบโตเสมือนมันอยู่ในสัตว์จริงๆ ซึ่งก็มีคนพยายามจดสิทธิบัตรในเรื่องนี้แล้วด้วยครับ

21 กรกฎาคม 2555

The Future of Meat - อนาคตของอาหารเนื้อสัตว์ (ตอนที่ 1)


จำได้ว่าตอนเด็กๆ ผมเคยสงสัย และถามผู้ใหญ่ว่าทำไมคนเราถึงต้องกินสัตว์อื่น ไม่ว่าจะเป็น หมู เป็ด ไก่ ปลา กุ้ง หอย ฯลฯ ทำไมคนเราถึงต้องพรากชีวิตอื่นเพื่อเป็นอาหารให้ตัวเองอยู่รอด ทำไมเรากินหญ้าแบบวัวไม่ได้ เวลาผมเดินผ่านร้านข้าวหน้าเป็ดหรือข้าวมันไก่ เห็นเขาเอาเป็ดไก่ทั้งตัวมาแขวนเอาหัวลง ก็อดคิดไม่ได้ว่า นี่ถ้ามีสิ่งมีชีวิตที่เจริญกว่าพวกเรา เช่น มนุษย์ต่างดาว มาบุกยึดโลก มนุษย์ต่างดาวพวกนั้นอาจจะกินพวกเราเป็นอาหาร แล้วก็เอาพวกเรามาแขวนโชว์หน้าร้านอาหารแบบนี้บ้าง หรือ เราอาจจะโดนจับใส่ในเข่งแล้วมีมนุษย์ต่างดาวมาชี้ว่าวันนี้จะเอาคนไหนไปกินเป็นอาหารดี ......

ในระยะหลังๆ ได้เริ่มมีความสนใจที่จะผลิตอาหารประเภทเนื้อสัตว์ โดยไม่ต้องเลี้ยงสัตว์ (จะได้ไม่ต้องฆ่าสัตว์) หรือหากต้องฆ่าสัตว์ก็ขอให้สัตว์ไม่ทรมาน ไม่มีความเจ็บปวดเกิดขึ้น กันมากขึ้นเรื่อยๆ ครับ จะว่าไปแล้วระบบปศุสัตว์หรือฟาร์มเลี้ยงสัตว์แบบอุตสาหกรรมที่ทำกันอยู่ในปัจจุบันมีข้อเสียหลายอย่างครับ เช่น (1) การเลี้ยงสัตว์ทำในคอกหรือโรงเรือนแออัด ทำให้สัตว์ทรมาน (2) มีโอกาสเกิดโรคระบาดได้ง่าย เพราะสัตว์อยู่กันอย่างแออัดยัดเยียด (3) มีการใช้ยาปฏิชีวนะค่อนข้างมาก เพราะไม่ต้องการให้เกิดโรคในข้อ 2 ยาพวกนั้นเหลือมาให้พวกเรานี่แหล่ะครับ รับประทานกัน (4) ฟาร์มเหล่านี้สร้างมลภาวะทางกลิ่นต่อชุมชนอาศัยที่อยู่ใกล้เคียง

ก่อนหน้านี้ ผมได้ออกไปปฏิบัติงานวิจัยภาคสนามที่ฟาร์มหมูแห่งหนึ่งทางภาคเหนือ ฟาร์มแห่งนี้เริ่มมีปัญหากับชุมชนรอบข้างฟาร์ม เนื่องมาจากได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้านในเรื่องของกลิ่นขี้หมู ทางฟาร์มต้องการให้นำ Electronic Nose ไปใช้ศึกษาการลดกลิ่นขี้หมูในฟาร์ม เนื่องจากเราเคยมีผลการทดลองวัดกลิ่นขี้หมูจากฟาร์มหมูที่ จ. ปราจีนบุรีมาก่อน ซึ่งมีผลการทดลองที่ค่อนข้างน่าพอใจว่า Electronic Nose น่าจะใช้เป็นเครื่องมือในการชี้วัด "การเหม็น" ของกลิ่นขี้หมูได้ เนื่องจากเรื่องของกลิ่นขี้หมูนี้ คนที่บอกว่าเหม็น อีกคนอาจบอกว่า "พอทนได้" ก็ได้ ดังนั้นเวลาจะเจรจาความกันมันเลยไม่เคยลงตัวเสียที
โดยปกติ ผมเป็นคนที่ไม่ชอบกินเนื้อสัตว์บก ประเภท หมู เป็ด ไก่ นัก ชอบกินอาหารทะเล โดยเฉพาะปลา มากกว่าครับ การที่ผมได้ไปเห็นเนื้อหมูจากแหล่งกำเนิด คือ ฟาร์มหมู เลยยิ่งทำให้ผมไม่อยากกินหมูเข้าไปใหญ่ มานั่งนึกดูว่า เป็นไปได้ไหมที่ในอนาคต เราสามารถที่จะ "ปลูก" เนื้อสัตว์ขึ้นมาเหมือนกับเราปลูกพืช ตอนหน้าผมจะมาเล่าต่อครับว่า เทคโนโลยีในการปลูกสัตว์อาจเป็นอนาคตของอาหารประเภทเนื้อสัตว์ก็ได้ครับ

24 กันยายน 2551

โรงไฟฟ้าพลังขี้ไก่


เมื่อต้นเดือนกันยายน พ.ศ. 2551 ที่ผ่านมานี้ รัฐมนตรีเกษตรหญิงของเนเธอแลนด์ นาง Gerda Verburg ได้ออกมาประกาศว่า กระทรวงของเธอจะสนับสนุนเงินทุนเพื่อก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังขี้ไก่ ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โรงไฟฟ้าโรงนี้จะนำขี้ไก่จำนวน 1 ใน 3 ของปริมาณที่ไก่ทั้งประเทศอึออกมาทั้งหมด เพื่อมาปั่นกระแสไฟฟ้า ซึ่งก็จะได้ไฟฟ้ามากถึง 36.5 เมกะวัตต์ ซึ่งเพียงพอจะหล่อเลี้ยงบ้านเรือนได้ถึง 90,000 หลัง ข้อดีของโรงไฟฟ้าพลังงานขี้ไก่นี้มีเยอะครับ ข้อหนึ่งก็คือมันให้พลังงานไฟฟ้าแบบเหมือนได้มาเปล่าๆ (ซึ่งไม่จริงหรอกครับ เพราะจริงๆแล้ว ก็มีต้นทุนในการขนส่งขี้ไก่มาป้อนโรงไฟฟ้า) ข้อสองของเสียที่เป็นขี้ไก่จากฟาร์มไก่ก็จะถูกกำจัดไปโดย แทนที่เกษตรกรจะเสียเงินเพื่อมาหาทางกำจัด ตรงข้ามจะได้เงินจากการขายขี้ไก่เพิ่มมาอีก ผมเคยไปเยี่ยมชมฟาร์มไก่ที่ จ.นครสวรรค์ เขามีปัญหาเรื่องขี้ไก่ที่อยากกำจัด โดยคิดจะทำก๊าซชีวมวล แต่ก็ต้องใช้เงินทุน แถมหากเป็นฟาร์มที่ไม่ใหญ่พอก็อาจมีขี้ไก่ไม่พอปั่นไฟ หรือถ้าปั่นไฟได้มากก็จะมีปัญหาว่าจะนำไฟฟ้าที่เหลือไปทำอะไร ข้อสาม การปั่นไฟจากขี้ไก่ ช่วยลดโลกร้อนได้ 2 ต่อครับ ต่อแรกคือการปั่นไฟแบบนี้ไม่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล จึงไม่นำเชื้อเพลิงฟอสซิลมาเผา ต่อที่สองคือ การปั่นไฟแบบนี้เป็นการนำก๊าซมีเธน ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกมาเผาเปลี่ยนให้เป็นคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งก็เป็นก๊าซเรือนกระจกเหมือนกัน แต่คาร์บอนไดออกไซด์นี้พืชสามารถเปลี่ยนหมุนเวียนกลับมาได้ ในขณะที่มีเธนซึ่งเกิดจากการทำปศุสัตว์นั้น จะลอยอยู่ชั้นบนของบรรยากาศและไม่มีการหมุนเวียนในระบบนิเวศน์ ทำให้การทำปศุสัตว์เป็นอาชีพที่ทำให้โลกร้อนอันดับต้นๆของโลก


โรงไฟฟ้าพลังขี้ไก่ที่มีมูลค่าประมาณ 150 ล้านยูโรนี้ จะเปลี่ยนขี้ไก่ปีละ 440,000 ตัน ไปเป็นพลังงานได้ 270 ล้านหน่วย เศษของขี้ไก่ที่เหลือจากการเผาก๊าซมีเธนสามารถนำไปทำปุ๋ย และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ได้อีก ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการเลี้ยงไก่ และส่งออกไก่เป็นอันดับต้นๆ ของโลก ถึงเวลาหรือยังครับที่คนไทยจะใช้ไฟฟ้าที่ผลิตจากขี้ไก่ ????

24 กรกฎาคม 2551

สัตว์เลี้ยงในฟาร์มไม่โง่


ท่านผู้อ่านหลายๆท่าน ที่มีประสบการณ์ในการเลี้ยงสุนัข ก็คงจะเคยคุยกับเขาด้วยภาษามนุษย์ สุนัขเป็นสัตว์เลี้ยงที่ฉลาด และสอนให้ทำนู่นทำนี่ได้ แถมน่ารักอีกด้วย แต่จริงๆแล้วก็เคยมีงานวิจัยหลายๆเรื่อง ที่พยายามบอกว่าพวกสัตว์เลี้ยงในฟาร์มที่เราใช้รับประทานกันนั้น ก็มีความเฉลียวฉลาดพอดู มีงานวิจัยจำนวนหนึ่งที่พิสูจน์ว่าหมูฉลาดกว่าหมาเสียอีก Jack Russel นักวิจัยที่ Babraham Institute ที่เมืองแคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษได้กล่าวว่า "หมูฉลาดครับ มันเป็นสัตว์ขี้สงสัย และก็ช่วยตัวเองได้ดีทีเดียว มันชอบสูดดมหานู่นหานี่ สำรวจไปทั่ว และก็ชอบตระเวณไปเรื่อยเหมือนเด็กซุกซน" งานวิจัยของเขายังบอกว่าไก่เลี้ยงในฟาร์มสามารถฝึกให้มันช่วยเหลือตัวเอง ปรับอุณหภูมิร้อนหนาวในคอกเลี้ยงได้ Professor Donal Broom แห่งมหาวิทยาลัยแคมบริดจ์ได้ทำงานวิจัยเรื่องวัวจนได้ผลสรุปว่า วัวเป็นสัตว์ที่มีความฉลาด มันพัฒนาความสัมพันธ์แบบเพื่อนกับมนุษย์ได้ ทั้งยังพบว่ามันตื่นเต้นที่รู้ว่ามันได้เรียนรู้อะไรเพิ่มเติม หรือว่าได้แก้ปัญหาอะไร
ผมยังจำได้ว่าตอนเด็กๆ อายุสัก 7-8 ขวบ ตอนที่ผมไปเที่ยวบ้านคุณย่าที่จังหวัดเพชรบุรีช่วงปิดเทอม ผมได้วิ่งไปดูเขามาต้อนฝูงวัวขึ้นรถบรรทุก พวกมันวิ่งหนีสุดชีวิต ตอนถูกจับ มันกรีดร้องหากันอย่างน่าเวทนา ผมเข้าไปดูพวกมันใกล้ๆ เห็นน้ำตาที่ไหลออกจากดวงตาของพวกมัน ผมถามคนแถวนั้นว่ามันร้องไห้ทำไม เขาบอกว่ามันรู้ว่าจะถูกนำไปฆ่าที่โรงฆ่าสัตว์ ซึ่งก็ทำให้ผมเลิกกินเนื้อวัวนับตั้งแต่นั้น

รู้อย่างนี้ว่าสัตว์เลี้ยงในฟาร์มที่เราๆ ท่านๆ รับประทานกันอยู่นั้นไม่โง่เลย ทำให้พาลไปถึงคำถามว่า เราควรกินเนื้อสัตว์พวกนี้มั้ย .... Jane Goodall ผู้บุกเบิกศึกษาเรื่องลิงชิมแปนซีบอกว่า "ฉันเลิกทานเลยเมื่อรู้อย่างนี้ ที่คนอื่นๆยังทานอยู่ก็เพราะเขาไม่ได้ค่อยได้คิดเรื่องนี้ดีๆนัก" ด้วยเหตุที่สัตว์เลี้ยงในฟาร์มฉลาดอย่างนี้นี่เองมั๊งครับ เลยทำให้สหภาพยุโรปเริ่มจะเข้มงวดกับผู้ส่งออกไก่จากประเทศไทยกันแล้ว ว่าต้องเลี้ยงให้ดีๆ ให้คำนึงสวัสดิภาพสัตว์เลี้ยงด้วย ซึ่งเทคโนโลยี Smart Farm สามารถเข้ามาช่วยในเรื่องนี้ได้ครับ ......