แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Malaysia แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Malaysia แสดงบทความทั้งหมด

07 พฤษภาคม 2561

เกษตรกรมาเลย์ตื่น ! ทิ้งสวนปาล์ม แห่ปลูกทุเรียน - หลังกระแส มูซัง คิง เริ่มฮิตในจีน




ยุคบูมทุเรียน .. เกษตรกร มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม จีน พม่า หันมาปลูกมากขึ้นเรื่อยๆ
.
เกษตรกรสวนปาล์มทั้งรายเล็ก รายใหญ่ ในมาเลเซีย .. ทยอยเปลี่ยนสวนปาล์มมาเป็นสวนทุเรียน จากที่มาเลเซีย เคยเปลี่ยนจากปลูกยางพารา มาปลูกปาล์ม จนกลายเป็นมหาอำนาจน้ำมันปาล์ม .. วันนี้ เมื่อกระแสฮิตทุเรียนระเบิดระเบ้อในเมืองจีน ประกอบกับ คนจีนเริ่มให้ความสนใจทุเรียนมาเลย์ "มูซังคิง" ซึ่งได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี ด้วยราคาอันจูงใจ .. ในภายภาคหน้า เวลาเราเดินทางไปลงสนามบินกัวลาลัมเปอร์ เราอาจจะได้เห็นสวนทุเรียน กว้างใหญ่ไพศาล สุดลูกหู ลูกตา ก็เป็นได้
.
เมื่อพูดถึงรายได้ของเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียน มูซังคิง ในพื้นที่ 1 ไร่ จะมีรายได้ 2 แสนบาทต่อปี เป็นอย่างน้อย มากเป็น 9 เท่า เทียบกับ เกษตรกรผู้ปลูกปาล์ม ทำให้เกษตรกรรายเล็ก รายน้อย ของมาเลเซียเริ่มตื่นตัวเป็นอย่างมาก โดยถึงแม้นักวิจารณ์จะบอกว่า ถ้าแห่ปลูกกันมาก ราคาก็อาจจะตกก็ได้ .. แต่เกษตรกรต่างก็คิดว่า ก็ยังดีกว่าปลูกปาล์มในตอนนี้แหล่ะ โดยเฉพาะมาเลเซียมีพื้นที่ที่เป็นที่ลาดชันค่อนข้างมาก ซึ่งน่าจะเหมาะกับทุเรียน มากกว่าปาล์ม ด้วยซ้ำ



จากสถิติการนำเข้าทุเรียนสดของประเทศจีนนั้น ในปี ค.ศ. 2016 จีนนำเข้าทุเรียนสด มากถึง 612,063 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 35,000 ล้านบาท ซึ่งเมืองไทยเรานั้น ได้ส่วนแบ่งตรงนี้ไปมากกว่า 99% ในขณะที่มาเลเซียนั้น ส่งทุเรียนไปเมืองจีน ในรูปทุเรียนแช่แข็ง เป็นหลัก แล้วก็ยังส่งไม่มากนัก เมื่อปีที่แล้ว มาเลเซียส่งออกทุเรียนไปต่างประเทศเพียง 14,000 ตัน เท่านั้น .. อย่างไรก็ตาม มาเลเซียกำลังพยายามดำเนินการ เพื่อให้สามารถส่งทุเรียนสด เข้าเมืองจีนโดยตรงได้ (ปัจจุบันต้องส่งผ่าน ไทย และ ฮ่องกง)
.
อย่างไรก็ตาม การหันมาปลูกทุเรียน ก็เป็นเรื่องท้าทายของเกษตรกรมาเลย์ ทุเรียนต้องการดูแลเอาใจใส่มากกว่าปาล์มเยอะ พื้นที่ห่างกันแค่ 50 เมตร ก็มีผลทำให้ทุเรียนที่ออกมามีคุณภาพต่างกันแล้ว ทำให้ในสวนเดียวกัน ก็ยากที่จะทำให้ทุเรียนมีรสชาติเหมือนกันได้ .. ยิ่งไม่ต้องพูดถึง พื้นที่ปลูกที่ต่างพื้นที่กัน ก็ผลิตทุเรียนที่อร่อยแตกต่างกันอย่างแน่นอน
.


นอกจากกระแสตื่นตัวแห่ปลูกทุเรียน จะระบาดในประเทศมาเลเซียแล้ว ยังเชื่อกันว่า เกษตรกรในประเทศอินโดนีเซีย เวียดนาม จีน พม่า ก็เริ่มตื่นตัวหันมาปลูกมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น เกษตรกรมาเลย์ ก็จะต้องเตรียมรับมือการแข่งขันต่างๆ ด้วย ซึ่งเชื่อว่า เทคโนโลยีในการเพาะปลูกจะเป็นตัวชี้ขาดว่าใครจะเป็นผู้นำ ซึ่งถ้ามองในจุดนี้แล้ว ประเทศที่อาจเข้ามาเป็นคู่แข่งเรื่องทุเรียนในอนาคต ก็อาจเป็น ออสเตรเลีย ก็เป็นได้ ?!?! เพราะในอดีตที่ผ่านมา ออสเตรเลียก็ผันตัวเองมาเป็นประเทศผู้ปลูกผลไม้ส่งออก ทั้งๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อน ไม่ว่าจะเป็น มะม่วง กล้วย มะละกอ .. และออสเตรเลีย ก็เริ่มหันมาสนใจปลูกทุเรียน แล้ว !!
.


อัพเดตความก้าวหน้าทางด้านเกษตรได้ทุกวัน กับ เพจเกษตรอัจฉริยะ ... https://www.facebook.com/smartfarmthailand/
Credit : Many Thanks to ....
- Data from http://www.theedgemarkets.com/article/choosing-between-oil-palm-and-durian-trees
- Data from http://worldnews.easybranches.com/regions/asia/a-durian-economy-malaysia-is-banking-on-it-562101
- Data from http://www.scmp.com/news/asia/southeast-asia/article/2140226/14000-tonnes-durians-exported-malaysia-last-year
- Data from http://www.freshplaza.com/article/192096/Great-potential-for-refrigerated-Malaysian-Musang-King-durians-in-China
- Data from https://www.thestar.com.my/news/nation/2018/03/23/liow-were-working-to-export-durians-directly-to-china/
- Data from http://www.scmp.com/news/hong-kong/economy/article/2122620/how-chinas-soaring-appetite-malaysian-durians-causing-spike

28 พฤศจิกายน 2560

รมว.เกษตรมาเลย์ คุย ต่อไปจะเข้าสู่ยุค "ทุเรียนถูก" - เผยมาเลย์มีเทคโนโลยียืดอายุทุเรียนแล้ว


รมว.เกษตรมาเลย์ คุย ต่อไปจะเข้าสู่ยุค "ทุเรียนถูก" - เผยมาเลย์มีเทคโนโลยียืดอายุทุเรียนแล้ว

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และอุตสาหกรรมเกษตร ดาโต๊ะ เสรี อาห์หมัด ชาเบอรี ชีค ได้ออกมาเปิดเผยว่า ตอนนี้ มาเลเซียได้คิดค้นเทคโนโลยีในการยืดอายุทุเรียนให้อยู่ได้นานขึ้น ซึ่งจะมีผลทำให้ต่อไปราคาทุเรียนจะถูกลง 
.
ปัจจุบัน ทุเรียนเป็นผลไม้ที่ผลิตได้ตามฤดูกาล ถึงแม้มาเลเซียจะพยายามผลิตทุเรียนนอกฤดู หรือแม้แต่ผลิตทุเรียนทั้งปี แต่ก็ยังไม่เป็นผล ดังนั้น การทำให้ทุเรียนที่ผลิตในฤดูทุเรียนสามารถอยู่ได้นานขึ้น เพื่อสามารถบริโภคได้ทั้งปี จึงเป็นอะไรที่มีความต้องการสูงมาก ... ยิ่งในปีนี้ สภาพภูมิอากาศที่ไม่ค่อยดีนัก ทำให้ทุเรียนค่อนข้างขาดตลาด และมีราคาแพง
.
อย่างทุเรียนพันธุ์ แบล็คทอร์น ซึ่งปกติราคาประมาณกิโลกรัมละ 300 บาท ได้พุ่งทะยานขึ้นไปถึงกิโลกรัมละ 800 บาท ในปีนี้
.
นอกจากนั้น รัฐมนตรีมาเลเซียยังคุยโม้อีกว่า ตลาดโลกต้องการทุเรียนมาเลเซียมากกว่า ทุเรียนจากประเทศไทย  ซึ่งเป็นผู้ส่งออกทุเรียนสดและแช่แข็งรายใหญ่
.
อัพเดตความก้าวหน้าทางด้านเกษตรได้ทุกวัน กับ เพจเกษตรอัจฉริยะ ... https://www.facebook.com/smartfarmthailand/
Credit : Many Thanks to ....
- Data and Picture from https://www.nst.com.my/news/nation/2017/11/303963/new-preservation-tech-will-help-make-durian-cheaper-future-agriculture

25 ตุลาคม 2556

Malaysia Smart Paddy - โครงการนาข้าวอัจฉริยะ มาเลเซีย



(Credit - Picture from Malaysian National Paddy Precision Farming Project)

"ประเทศไทย ปลูกอะไรก็ขึ้น จะทำ smart farm ไปทำไม" เป็นคำพูดที่ผมมักจะได้ยินนักวิชาการทางด้านเกษตรพูดดูหมิ่นแนวคิดของ smart farm ทำให้เมื่อ 5 ปีก่อน แทนที่ผมจะได้นำแนวคิดของเกษตรอัจฉริยะมาใช้กับนาข้าว ซึ่งเป็นพืชหลักของไทย แต่ผมกลับต้องไปทำ smart farm กับองุ่น พืชที่ปลูกและดูแลยากกว่ามากๆ เพราะนักวิชาการเหล่านั้น "ไม่อนุญาต" ให้เราทำกับสิ่งที่ "ปลูกอะไรก็ขึ้น"

แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ศักยภาพในการ "ปลูกอะไรก็ขึ้น" กำลังจะสูญเสียไป ประเทศไทยกำลังผจญกับการแข่งขันรอบด้าน เวียดนามกำลังพัฒนาข้าวหอมเพื่อมาแข่งขันกับเรา รวมไปถึงกาแฟที่ทุกวันนี้ ทั้งกาแฟของลาวและเวียดนาม บุกถล่มร้านกาแฟในเมืองไทยกันเต็มบ้านเต็มเมือง เมื่อไม่นานมานี้ อินโดนีเซียออกกฎเหล็กเพื่อมาควบคุมทุเรียนไทย อินโดนีเซียตั้งเป้าจะเอาทุเรียนมาแข่งกับไทยให้ได้

จะเห็นว่า ถ้าเรายังอยู่กับที่ ... มีแต่ ตาย กับ ตาย ครับพี่น้อง !!!

วันนี้ผมจะพาไปดูโครงการนาข้าวอัจฉริยะในประเทศมาเลเซียครับ ไปดูกันครับว่า เพื่อนบ้านเค้าทำนาแบบใหม่กันอย่างไร โครงการนี้เป็นการนำเอาเทคโนโลยีหลายอย่าง มาช่วยในการทำนา ผมขออธิบายตามรูปภาพนะครับ ทีนี้ขอให้มองไปที่มุมขวาบนของภาพก่อนครับ

- Soil Sampling ก่อนการทำนาในรอบต่อไป จะมีการตรวจสอบตัวอย่างดินกันก่อนครับ ค่าที่ตรวจสอบจะมี pH, ค่าการนำไฟฟ้า (เพื่อรู้ปริมาณไอออนต่างๆ) ค่าปริมาณของอินทรีย์วัตถุในดิน โดยการใช้รถไถที่ดัดแปลงให้สามารถอ่านค่าตัวอย่างดินได้แบบ ณ ตำแหน่งและเวลาจริงกันเลยทีเดียวครับ ไม่ต้องนำตัวอย่างดินกลับไปทำที่แล็ป

- Soil Mapping จากข้างบน เมื่อเราสามารถตรวจสอบตัวอย่างดินได้ ณ สถานที่และเวลาจริง แบบขับรถไถไปตรวจสอบไป (On-the-go Measurement) เราก็สามารถได้ค่าพารามิเตอร์ของดิน ณ ตำแหน่งต่างๆ ซึ่งก็จะกลายเป็น แผนที่ดินดิจิตอล ที่ทำให้เราทราบว่า ดินในไร่นาของเรามันเหมือนกัน หรือ ต่างกันอย่างไร

- แผนที่ดินดิจิตอลนี้เองครับ จะทำให้เราสามารถดูแลดินแบบแตกต่างกันได้ ตรงไหนไม่ค่อยอุดมสมบูรณ์ก็ใส่ปุ๋ยเยอะๆ หน่อย ตรงไหนดินมันดีกว่าที่อื่น ก็ใส่น้อยหน่อย โดยเราสามารถโปรแกรมใส่รถไถที่จะออกไปรถปุ๋ยครับ เจ้ารถไถนี้จะนำเอาแผนที่เหล่านี้มาใช้อย่างอัตโนมัติ

- Plant Growth Monitoring ในระหว่างที่พืชเติบโต เราจะมีการตรวจวัดด้วยเทคโนโลยีต่างๆ กัน เช่น ใช้เซ็นเซอร์ตรวจวัดการเติบโต หรือใช้ภาพถ่ายทางอากาศจาก UAV ทำให้เราทราบว่า ตกลงที่เราให้ปุ๋ยแก่ดินไปแตกต่างกันตามตำแหน่งต่างๆ กันนั้น มันเป็นไปอย่างที่เราคิดมั้ย

- Variation Rate Application คือการที่เมื่อเรารู้แล้วว่าสิ่งที่เราทำไป หากมันยังไม่เป็นอย่างที่เราคิด เราก็ยังสามารถดูแลให้ปุ๋ย น้ำ ตามความแตกต่างที่เราวัดได้ ซึ่งก็อาจจะมีการติดตั้งเซ็นเซอร์ติดตามในไร่นา เช่น เซ็นเซอร์ตรวจวัดความชื้นในดิน เซ็นเซอร์ตรวจวัดความสูงของต้นข้าว เซ็นเซอร์ตรวจวัดคลอโรฟิล เป็นต้น เรายังสามารถดูแลการกำจัดศัตรูพืช ตามสภาพที่เราตรวจวัดได้อีกด้วย

- Yield Mapping ท้ายสุด เมื่อมาถึงการเก็บเกี่ยว เราจะไม่เก็บเกี่ยวแบบธรรมดาอีกต่อไป แต่เราจะตรวจวัดว่า แปลงไหน ตรงไหน พิกัดที่เท่าไหร่ ให้ผลผลิตมากน้อยอย่างไร แล้วนำค่าผลผลิตที่ตรวจวัดได้นั้นมาทำแผนที่ผลผลิตแบบดิจิตอล เพื่อที่จะได้นำไปปรับปรุงโมเดล และ สมมติฐานต่างๆ ที่จะทำให้การเพาะปลูกในฤดูกาลต่อไปนั้นดีขึ้นครับ

ตอนนี้ ผมเองก็เสนอโครงการนาข้าวอัจฉริยะไปที่สภาวิจัยแห่งชาติอยู่ครับ ถ้าได้รับการสนับสนุน จะนำมาเล่าให้ฟังเพิ่มเติมนะครับ หวังว่า เรายังไม่ได้ตามหลังมาเลเซียไกลเกินไป เผื่อจะได้ไล่ทันบ้างครับ


06 กรกฎาคม 2551

Precision Agriculture - เกษตรกรรมความแม่นยำสูง


เกษตรกรรมความแม่นยำสูง เป็นที่นิยมกันมากใน ประเทศสหรัฐอเมริกา และ ออสเตรเลีย และเริ่มแพร่หลายเข้าไปในหลายประเทศ ทั้งยุโรป ญี่ปุ่น แม้กระทั่งประเทศเพื่อนบ้าน ของเราอย่าง มาเลเซีย ก็มีการนำ Precision Farming มาใช้ดูแลสวนปาล์มขนาดใหญ่ ทำให้มีผลผลิตสูง ประเทศไทย มีพื้นที่เกษตรกรรมขนาดใหญ่ มีความหลากหลายทางพืชพันธุ์ ได้เปรียบเขาหลายๆ อย่าง จึงน่าจะมีการวิจัยและพัฒนา เทคโนโลยีนี้ให้มีความก้าวหน้า Precision Agriculture เกิดจากแนวคิดที่ว่า พืชพันธุ์ที่ปลูก และ สภาพล้อมรอบ (ดิน น้ำ แสง อากาศ) ในไร่นา มีความแตกต่างกัน ในแต่ละบริเวณ แม้จะอยู่ในไร่เดียวกันก็ตาม สภาพล้อมรอบที่แตกต่างนี้ มีผลให้การเกิดผลผลิต แตกต่างกันได้ ดังนั้นการปรับการดูแลให้เหมาะสมกับ สภาพที่แตกต่างนั้น จะทำให้สามารถสร้างผลผลิต อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด ปัญหาก็คือ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าความแตกต่างนั้นมีจริง แล้วจะวัดอย่างไร หรือเมื่อรู้แล้ว เราจะนำเทคโนโลยีมาใช้อย่างไร รวมไปถึงจะบริหารจัดการอย่างไร นาโนเทคโนโลยีสามารถเข้ามาช่วยในงานของ เกษตรกรรมความแม่นยำสูงหลายๆ ด้าน ตั้งแต่เรื่องของ เซ็นเซอร์ตรวจวัด การควบคุมการปลดปล่อยปุ๋ย และ ยาฆ่าแมลงด้วยความแม่นยำสูง บรรจุภัณฑ์ทางการเกษตร การตรวจวัดความสด การควบคุมความสดอาหาร ป้ายอิเล็กทรอนิกส์เก็บข้อมูลสินค้า เป็นต้น


แรงจูงใจหรือแรงผลักดัน ที่ทำให้ประเทศไทยต้องหันมาสนใจวิถีแห่งเกษตรกรรมความแม่นยำสูง ในปัจจุบันและอีกไม่นานต่อจากนี้ ก็คือ สภาพสิ่งแวดล้อมที่เสื่อมถอย จากการเกษตรที่ขาดข้อมูลความเชื่อมโยง ระหว่างกิจกรรมในไร่นา กับสภาพแวดล้อมที่ถูกกระทบ ราคาพืชผลทางการเกษตรที่แปรเปลี่ยนตามปริมาณผลผลิต ซึ่งขาดความสามารถในการคาดการณ์ล่วงหน้า สภาวะการกระจายตัวและพฤติกรรมของประชากรที่เปลี่ยนไป ทำให้แรงงานภาคการเกษตรขาดแคลน หรือขาดคุณภาพ รวมไปถึงสภาวะโลกร้อนที่ทำให้สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงไป จนภูมิปัญญาชาวบ้านที่สืบทอดมาหลายชั่วคนสำหรับใช้ในการดำรงชีวิต และใช้ตัดสินใจในการดำเนินกิจกรรมในไร่นา เริ่มใช้ไม่ได้ผล หรือมีความสุ่มเสี่ยงมากขึ้น เหล่านี้ทำให้การทำการเกษตรในอนาคตข้างหน้า ต้องวางอยู่บนพื้นฐานของข้อมูล และสภาพล้อมรอบที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างเรียลไทม์มากขึ้น จะว่าไปแล้วเกษตรกรรมความแม่นยำสูง สามารถทำได้ง่ายกับฟาร์มหรือไร่นาขนาดเล็กด้วยซ้ำไป ซึ่งก็เป็นลักษณะของเกษตรกรรมในประเทศไทย แม้แต่ในประเทศกำลังพัฒนาก็สามารถทำได้ เช่น การทำสวนชาใน Tanzania และ Sri Lanka
ติดตามเพิ่มเติมที่ http://nanotech.sc.mahidol.ac.th/i-sense/precision_farming.html

(ภาพบน - การนำเซ็นเซอร์มาตรวจวัดและทำแผนที่สภาพดิน ใน Napa Valley - Picture from http://www.winebusiness.com/)

Smart Farm - ยุคใหม่ของเกษตรโลก

ประเทศไทยยังเป็นประเทศเกษตรกรรม ถึงแม้ปัจจุบันสินค้าอุตสาหกรรมจะกลายมาเป็นสินค้าหลักในการส่งออกก็ตาม แต่อาชีพของคนส่วนใหญ่ในประเทศนี้ก็ยังคงตั้งอยู่บนรากฐานของ “ทรัพย์ในดินสินในน้ำ” มาแต่ไหนแต่ไร แต่น่าแปลกใจเป็นอย่างยิ่งว่า งานวิจัยส่วนใหญ่ของนักวิทยาศาสตร์ไทย กลับไม่ได้เกื้อหนุนต่ออาชีพนี้เท่าไรนัก งานวิจัยทางการเกษตรของไทยในปัจจุบันไม่ได้ก้าวตามโลกที่ได้ข้ามไปสู่ยุคไอที – จีโนม – นาโน ไปหลายปีแล้ว ทั้งนี้เพราะประเทศพัฒนาแล้วทั้งหลายต่างก็กำลังขะมักเขม้นกันทำวิจัยในศาสตร์ที่จะทำให้เกษตรกรรมของศตวรรษที่ 21 เป็นอาชีพสุดแสนจะไฮเทค ด้วยการนำเทคโนโลยีผสมผสานต่างๆ ทั้ง คอมพิวเตอร์อิเล็กทรอนิกส์ ไอที สื่อสาร เซ็นเซอร์ เทคโนโลยีชีวภาพ รวมทั้งนาโนเทคโนโลยี เข้ามาช่วยในการทำให้ ไร่นา ฟาร์มเกษตรทั้งหลาย ให้กลายมาเป็นที่ทำงานสุดไฮเทค ศาสตร์ที่จะช่วยทำให้ฟาร์มธรรมดาๆ กลายมาเป็น ฟาร์มอัจฉริยะ (Smart Farm หรือ Intelligent Farm) นี้ได้รับการขนานนามว่า Precision Agriculture Precision Agriculture หรือ Precision Farming ภาษาไทยยังไม่มีการบัญญัติศัพท์ เพราะยังไม่มีการทำวิจัย หรือ นำมาใช้กันอย่างกว้างขวาง จึงขอเรียกมันว่า เกษตรกรรมความแม่นยำสูง ซึ่งเป็นที่นิยมกันมากใน ประเทศสหรัฐอเมริกา และ ออสเตรเลีย และเริ่มแพร่หลายเข้าไปในหลายประเทศ ทั้งยุโรป ญี่ปุ่น แม้กระทั่งประเทศเพื่อนบ้าน ของเราอย่าง มาเลเซีย ก็มีการทำวิจัยทางด้านนี้ หรือไกลออกไปอีกนิดอย่างอินเดียก็ทดลองใช้เทคโนโลยีนี้กันอย่างกว้างขวาง จึงมีความจำเป็นที่ประเทศไทย จะต้องเริ่มให้ความสนใจในเรื่องนี้ให้มากขึ้น เพราะย่านนี้เป็นย่านของเกษตรกรรม ไม่ว่าจะเป็นพม่า ไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม มิฉะนั้นในอนาคตอันใกล้นี้เมื่อเทคโนโลยีเกษตรความแม่นยำสูง ถูกนำไปใช้เชิงพาณิชย์เมื่อไหร่ ประเทศไทยจะสูญเสียโอกาสในการส่งออกเทคโนโลยีเหล่านี้ไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งกำลังมีความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก ในประเทศมาเลเซียเอง มีการนำ Precision Farming มาใช้ดูแลสวนปาล์มขนาดใหญ่ ทำให้มีผลผลิตสูง จริงๆแล้วประเทศไทยเองมีพื้นที่เกษตรกรรมขนาดใหญ่กว่าเสียอีก ทั้งยังมีความหลากหลายทางพืชพันธุ์เหลือคณา ได้เปรียบเขาหลายๆ อย่าง จึงน่าจะมีการวิจัยและพัฒนา เทคโนโลยีนี้ให้มีความก้าวหน้ากว่าเขาให้ได้


(ภาพบน - เกษตรกรกำลังนั่งจิบไวน์มองฟาร์มของพวกเขา เซ็นเซอร์ต่างๆที่ติดตั้งอยู่ในฟาร์มกำลังเก็บข้อมูล ดิน น้ำ ฟ้า ฝน และตัดสินใจเปิด-ปิดน้ำ ให้ปุ๋ย หรือ ออกคำสั่งให้รถเก็บเกี่ยวออกไปทำงานเอง อาชีพเกษตรกรที่เคยต้องหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน กลับผันเปลี่ยนไปเป็น หลังนวดสปาหน้าดูจอ เทคโนโลยี Precision Farming กำลังจะทำให้อาชีพเกษตรกรรมกลายมาเป็นอาชีพที่มีความสุขที่สุดในโลก)