แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Chiang Mai แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Chiang Mai แสดงบทความทั้งหมด

18 กุมภาพันธ์ 2560

เกษตรกรไทย ก็รวยได้ ไม่แพ้เกษตรกรในญี่ปุ่น !! มารู้จักเกษตรกรเชียงใหม่ เจ้าพ่อมันฝรั่ง




(ภาพ - พื้นที่บริเวณบ้านของเกษตรกรผู้ปลูกพืชหมุนเวียน มันฝรั่ง - ข้าวโพด - ข้าว แห่ง อ.สันทราย จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งมีฐานะความเป็นอยู่ไม่แพ้เกษตรกญี่ปุ่น เลยทีเดียว)

วันนี้ ทีมงาน เกษตรอัจฉริยะ – Smart Farm จะพามารู้จัก คุณลุงบุญศรี ใจเป็ง เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาพืชไร่ภาคเหนือ พ.ศ.2553 ผู้ปลูกมันฝรั่งในอำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ ด้วยพื้นที่กว่า 1500 ไร่



ดั้งเดิมคุณลุงและครอบครัว มีอาชีพเกษตรกร ทำนาข้าว และเริ่มปลูกมันฝรั่ง ตั้งแต่เด็กๆ ราวปี พ.ศ.2507 โดยมันฝรั่งที่ปลูกในประเทศไทยในสมัยนั้น เน้นการนำไปบริโภคสด เช่นการนำไปทำซุป ลูกค้าส่วนใหญ่ยังเป็นชาวต่างชาติ และทหารที่เข้ามาตั้งฐานทัพในไทย ในยุคเริ่มแรก การปลูกมันฝรั่ง ให้ผลผลิตเพียงแค่ 2-3 ตันต่อไร่เนื่องจากการปลูกมันฝรั่ง ต้องปลูกในสภาวะอากาศหนาว เพื่อให้หัวมันฝรั่งสะสมอาหารได้มากๆ ดังนั้น ในฤดูอื่นๆ จะใช้พื้นที่เพื่อการปลูกพืชชนิดอื่นๆ เช่นข้าว อ้อย เป็นการทำการเกษตรแบบหมุนเวียน

จากการสนับสนุน ค้นความ วิจัยอย่างต่อเนื่อง ของคุณลุงบุญศรี ร่วมกับมูลนิธิโครงการหลวง ตั้งแต่ปี พ.ศ.2512 เป็นต้นมา ทำให้การปลูกมันฝรั่งเพิ่มผลผลิตเป็น 5-6 ตันต่อไร่ ใกล้เคียงกับการปลูกในต่างประเทศ

ตั้งแต่ พ.ศ.2532 เริ่มมีการตั้งโรงงานแปรรูปมันฝรั่งเป็นขนมขบเคี้ยว ภายใต้ยี่ห้อ เลย์ ของบริษัท เป๊บซี่-โค จำกัด ทำให้มีการขยายตลาดมันฝรั่งในประเทศไทย และรับซื้อมันฝรั่งจากเกษตรกรเป็นจำนวนมาก คุณลุงจึงหันมาปลูกมันฝรั่งเพื่อป้อนสู่โรงงานผลิตขนมขบเคี้ยวของ เป๊บซี่-โค ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ไม่ไกลออกไปนัก



ปัจจุบัน คุณลุงบุญศรี ยังคงพัฒนาเทคโนโลยีการปลูกมันฝรั่งอย่างต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของการพัฒนาเครื่องจักรกลการเกษตร สำหรับเตรียมดิน ปลูก และเก็บเกี่ยว  และในส่วนของการพัฒนาระบบรดน้ำ การให้ปุ๋ย พ่นยาฆ่าแมลงอย่างเหมาะสม เพื่อให้เกิดความปลอดภัย และคุ้มค่า

คุณลุงบุญศรี ใจเป็ง เล่าให้ฟังว่า “โดยทั่วไป การเพาะปลูกมันฝรั่งในประเทศไทยนั้นมีผลผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 2 – 3 ตันต่อไร่ แต่สำหรับที่อำเภอสันทราย เราได้พัฒนา เรียนรู้และทดลองการเพาะปลูกร่วมกับภาครัฐและภาคเอกชนมาอย่างต่อเนื่องกว่า 20 ปี จนสามารถสร้างผลผลิตมันฝรั่งได้สูงถึง 5 ตันต่อไร่ ทั้งนี้ นอกเหนือจากความใส่ใจและการให้ความสำคัญกับปัจจัยแวดล้อมต่างๆ อาทิ ดิน น้ำ อากาศ หัวพันธุ์ ปุ๋ย ตลอดจนเทคนิคและเทคโนโลยีการเพาะปลูกแล้ว อีกหนึ่งกุญแจสำคัญที่ส่งผลต่อการเพิ่มประสิทธิภาพและการเพิ่มผลผลิต คือ การปลูกพืชหมุนเวียนที่เหมาะสมกับพื้นที่และฤดูกาล อย่างมันฝรั่งเป็นพืชเมืองหนาว เราก็จะปลูกในช่วงหน้าหนาว จากนั้นเมื่อเก็บเกี่ยวเสร็จเราก็หันมาปลูกข้าวโพดในช่วงหน้าร้อน และพอถึงหน้าฝนเราก็ปลูกข้าว เวียนกันไปแบบนี้แทนที่จะเป็นการปลูกพืชเชิงเดี่ยว ซึ่งระบบการปลูกพืชหมุนเวียนนี้ช่วยสร้างความสมดุลและการปรับปรุงโครงสร้างของดิน  ช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดโรคในพืช ทั้งยังเป็นการส่งเสริมให้เกิดความยั่งยืนในการทำเกษตรกรรมด้วย”

(ภาพขวามือ - ขอบพระคุณ น้องตั้ม นักข่าวเพจเกษตรอัจฉริยะ สำหรับภาพ และ ข้อมูล ครับ)

16 พฤศจิกายน 2556

เมืองเกษตรสีเขียว (Green Agriculture City)



ตั้งแต่ปี 2557 รัฐจะเริ่มดำเนินการโครงการเมืองเกษตรสีเขียว (Green Agriculture City) ครับ โดยนำร่องใน 6 จังหวัด ใช้งบดำเนินการทั้งหมด 2.75 หมื่นล้านบาทครับ ... แหม มีหนองคาย เมืองที่ผมหลงไหลเสียด้วยสิ อาจจะต้องหาเรื่องไปช่วยงานนี้สักหน่อยแล้ว

6 จังหวัดที่นำร่องนี้ ก็ได้แก่

- เชียงใหม่ โดดเด่นในการผลิตผลไม้ และพืชผักเมืองหนาว
- หนองคาย โดดเด่นเรื่องการท่องเที่ยวเชิงเกษตรชายแดน
- ศรีสะเกษ โดดเด่นเรื่องการผลิตข้าว พืชผัก และผลไม้
- จันทบุรี โดดเด่นเรื่องการผลิตผลไม้เมืองร้อน และประมง
- ราชบุรี โดดเด่นเรื่องปศุสัตว์ และพืชผัก
- พัทลุง โดดเด่นเรื่องการเกษตรผสมผสาน (ข้าว ผลไม้ สุกร ยางพารา)

หลายๆ ท่านอาจจะสงสัยว่า เอ๊ ... ศรีสะเกษเนี่ยทำไมโดดเด่นด้านผลไม้ นะ ... เด๋ว ผมต้องไปสืบหาข้อมูลหน่อยแล้ว ... แต่นานมาแล้ว ผมเคยไปฟังงานวิจัยเรื่องที่ว่า พื้นที่แถวนั้นปลูกมังคุดดีกว่าแถวเมืองจันท์อีกครับ

หลักการขับเคลื่อนโครงการเมืองเกษตรสีเขียวต้องมี 3 ต้อง คือ 

1.ต้องกำหนดสินค้าเกษตรที่สำคัญของจังหวัด โดยให้จังหวัดเลือกเอง แต่มีเงื่อนไขต้องมีศักยภาพและโดดเด่นจริง มีศักยภาพนำไปแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มได้

2.ต้องให้มีการสร้างเครือข่ายการผลิตให้ผลิตได้มาตรฐานเดียวกัน และมีปริมาณมากพอที่จะขายได้ในระดับแมส

3.ต้องสร้างเจตนารมณ์ร่วมกันที่จะผลิตสินค้าปลอดภัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับวัฒนธรรม ภูมิปัญญา ซึ่งภาครัฐต้องสนับสนุนเทคโนโลยีสนับสนุนการแปรรูป

ส่วนตัวชี้วัด ที่เขาจะใช้วัดความสำเร็จของโครงการคือ 

1.เกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ปลอดภัยจากสารตกค้างในสินค้าเกษตร
2.มลพิษจากกระบวนการผลิตสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรลดลง
3.ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP) ภาคเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรเพิ่มขึ้น

จริงๆ แล้ว ผมฝันอยากจะเห็นเมืองเกษตรสีเขียวที่ว่านี้ เป็นเมืองฉลาด ด้วยนะครับ (Smart Green Agriculture City)

01 ธันวาคม 2551

108-1009 (ร้อยแปด พันเก้า)


วันนี้ขอเก็บตกจากงานประชุมชานานาชาติเรื่องชาที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ต่ออีกนิดนะครับ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมอยู่ต่างจังหวัดทางภาคเหนือเกือบทั้งสัปดาห์เลยครับ เข้าร่วมงานประชุมแค่ 2 วันเท่านั้น ที่เหลือก็ตระเวณตามดอยต่างๆ ทั้งดอยสุเทพ สะเมิง ดอยตุง ดอยช้าง ดอยอินทนนท์ ในรูปทางด้านซ้ายนั้น เป็นรูปที่ผมถ่ายกับป้ายจราจร เป็นเส้นทางที่นำเราไปจุดสูงสุดของประเทศไทย ซึ่งก็คือดอยอินทนนท์ไงล่ะครับ หลายๆคนที่เคยขึ้นดอยแห่งนี้ อาจจะลืมสังเกตป้ายจราจรที่ผมถ่ายมาให้ดูนี้ เค้าตั้งอยู่ที่สามแยกทางขึ้นดอยอินทนนท์ก่อนถึงไฟแดง พอผมไปถึงผมขอให้คนขับรถจอดเพื่อลงไปถ่ายรูป คนขับยังถามงงๆ ว่าถ่ายไปทำไม ผมบอกเค้าว่าป้ายแบบนี้มีแห่งเดียวในประเทศไทย เพราะมันอ่านว่า "ร้อยแปด พันเก้า" ไงครับ ผมจึงมักจะเรียกเส้นทางขึ้นดอยอิน (ขอเรียกสั้นๆนะครับ) ว่า เส้นทาง "ร้อยแปด พันเก้า" เพราะเราต้องใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 108 ก่อน จากนั้นจะแยกเข้าทางขวาเพื่อใช้ทางหลวงหมายเลข 1009 ต่อ จริงๆ เส้นทางนี้น่าเที่ยวมากๆ สมกับเป็นเส้นทางร้อยแปดพันเก้า ที่มีทั้งน้ำตกสวย ป่าดิบ โครงการหลวง พระธาตุ ชุมชนชาวเขาเผ่าต่างๆ มหาวิทยาลัย สถาบันดาราศาสตร์แห่งชาติ สถานีเรดาห์ รีสอร์ทต่างๆ ไปจนถึงสถานีตรวจวัดนิวตรอน โอ้โฮ ครบรสเลยครับ ด้วยความน่าเสน่หาของดอยอิน ผมมักจะแวะมาที่แห่งนี้ทุกๆปี ทั้งฤดูร้อน ฤดูฝน ฤดูหนาว (แล้วก็ฤดูอกหักด้วย)


ด้วยการที่ภูมิประเทศของภาคเหนือเป็นภูเขาน้อยใหญ่ สลับซับซ้อน สภาพภูมิอากาศท้องถิ่น หรือ micro-climate จะแตกต่างกันไปได้ค่อนข้างมาก ไม่เหมือนทางภาคกลาง หรือ ภาคอีสาน ที่ภูมิอากาศจะคล้ายๆกัน แต่ในภาคเหนือนี้ ดอยที่อยู่ถัดไปใกล้ๆกัน ก็จะมี micro-climate แตกต่างกันได้มาก หรือแม้แต่ไร่เดียวกัน อย่างไร่ชาอาจมีบริเวณที่ slope แตกต่างกัน มีทิศทางแตกต่างกัน ทำให้ได้แสงแดดไม่เท่ากัน อุณหภูมิและความชื้นในอากาศ ที่ผิวดิน หรือในดิน อาจมีความแตกต่างกันได้ สภาพการรับน้ำก็แตกต่างกันได้มาก การทำไร่ชาของชาวเขาจึงเกิดสภาพที่ว่า บางไร่มีผลผลิตดี บางไร่ผลผลิตแย่ ทำให้การควบคุมคุณภาพของชาในบริเวณเดียวกันเพื่อที่จะสร้างแบรนด์ท้องถิ่นทำได้ยาก ด้วยความที่ลักษณะของ micro-environment ในพื้นที่เกษตรมีได้ "ร้อยแปด พันเก้า" นี่เอง ทีมงาน Smart Farm ของเราจึงตัดสินใจจะนำเทคโนโลยี Precision Agriculture ไปติดตั้งและทดลองภาคสนามที่ ไร่ชาดอยช้าง จ.เชียงราย เริ่มตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไปครับ