แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ fruit แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ fruit แสดงบทความทั้งหมด

07 พฤษภาคม 2561

เกษตรกรมาเลย์ตื่น ! ทิ้งสวนปาล์ม แห่ปลูกทุเรียน - หลังกระแส มูซัง คิง เริ่มฮิตในจีน




ยุคบูมทุเรียน .. เกษตรกร มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม จีน พม่า หันมาปลูกมากขึ้นเรื่อยๆ
.
เกษตรกรสวนปาล์มทั้งรายเล็ก รายใหญ่ ในมาเลเซีย .. ทยอยเปลี่ยนสวนปาล์มมาเป็นสวนทุเรียน จากที่มาเลเซีย เคยเปลี่ยนจากปลูกยางพารา มาปลูกปาล์ม จนกลายเป็นมหาอำนาจน้ำมันปาล์ม .. วันนี้ เมื่อกระแสฮิตทุเรียนระเบิดระเบ้อในเมืองจีน ประกอบกับ คนจีนเริ่มให้ความสนใจทุเรียนมาเลย์ "มูซังคิง" ซึ่งได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี ด้วยราคาอันจูงใจ .. ในภายภาคหน้า เวลาเราเดินทางไปลงสนามบินกัวลาลัมเปอร์ เราอาจจะได้เห็นสวนทุเรียน กว้างใหญ่ไพศาล สุดลูกหู ลูกตา ก็เป็นได้
.
เมื่อพูดถึงรายได้ของเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียน มูซังคิง ในพื้นที่ 1 ไร่ จะมีรายได้ 2 แสนบาทต่อปี เป็นอย่างน้อย มากเป็น 9 เท่า เทียบกับ เกษตรกรผู้ปลูกปาล์ม ทำให้เกษตรกรรายเล็ก รายน้อย ของมาเลเซียเริ่มตื่นตัวเป็นอย่างมาก โดยถึงแม้นักวิจารณ์จะบอกว่า ถ้าแห่ปลูกกันมาก ราคาก็อาจจะตกก็ได้ .. แต่เกษตรกรต่างก็คิดว่า ก็ยังดีกว่าปลูกปาล์มในตอนนี้แหล่ะ โดยเฉพาะมาเลเซียมีพื้นที่ที่เป็นที่ลาดชันค่อนข้างมาก ซึ่งน่าจะเหมาะกับทุเรียน มากกว่าปาล์ม ด้วยซ้ำ



จากสถิติการนำเข้าทุเรียนสดของประเทศจีนนั้น ในปี ค.ศ. 2016 จีนนำเข้าทุเรียนสด มากถึง 612,063 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 35,000 ล้านบาท ซึ่งเมืองไทยเรานั้น ได้ส่วนแบ่งตรงนี้ไปมากกว่า 99% ในขณะที่มาเลเซียนั้น ส่งทุเรียนไปเมืองจีน ในรูปทุเรียนแช่แข็ง เป็นหลัก แล้วก็ยังส่งไม่มากนัก เมื่อปีที่แล้ว มาเลเซียส่งออกทุเรียนไปต่างประเทศเพียง 14,000 ตัน เท่านั้น .. อย่างไรก็ตาม มาเลเซียกำลังพยายามดำเนินการ เพื่อให้สามารถส่งทุเรียนสด เข้าเมืองจีนโดยตรงได้ (ปัจจุบันต้องส่งผ่าน ไทย และ ฮ่องกง)
.
อย่างไรก็ตาม การหันมาปลูกทุเรียน ก็เป็นเรื่องท้าทายของเกษตรกรมาเลย์ ทุเรียนต้องการดูแลเอาใจใส่มากกว่าปาล์มเยอะ พื้นที่ห่างกันแค่ 50 เมตร ก็มีผลทำให้ทุเรียนที่ออกมามีคุณภาพต่างกันแล้ว ทำให้ในสวนเดียวกัน ก็ยากที่จะทำให้ทุเรียนมีรสชาติเหมือนกันได้ .. ยิ่งไม่ต้องพูดถึง พื้นที่ปลูกที่ต่างพื้นที่กัน ก็ผลิตทุเรียนที่อร่อยแตกต่างกันอย่างแน่นอน
.


นอกจากกระแสตื่นตัวแห่ปลูกทุเรียน จะระบาดในประเทศมาเลเซียแล้ว ยังเชื่อกันว่า เกษตรกรในประเทศอินโดนีเซีย เวียดนาม จีน พม่า ก็เริ่มตื่นตัวหันมาปลูกมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น เกษตรกรมาเลย์ ก็จะต้องเตรียมรับมือการแข่งขันต่างๆ ด้วย ซึ่งเชื่อว่า เทคโนโลยีในการเพาะปลูกจะเป็นตัวชี้ขาดว่าใครจะเป็นผู้นำ ซึ่งถ้ามองในจุดนี้แล้ว ประเทศที่อาจเข้ามาเป็นคู่แข่งเรื่องทุเรียนในอนาคต ก็อาจเป็น ออสเตรเลีย ก็เป็นได้ ?!?! เพราะในอดีตที่ผ่านมา ออสเตรเลียก็ผันตัวเองมาเป็นประเทศผู้ปลูกผลไม้ส่งออก ทั้งๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อน ไม่ว่าจะเป็น มะม่วง กล้วย มะละกอ .. และออสเตรเลีย ก็เริ่มหันมาสนใจปลูกทุเรียน แล้ว !!
.


อัพเดตความก้าวหน้าทางด้านเกษตรได้ทุกวัน กับ เพจเกษตรอัจฉริยะ ... https://www.facebook.com/smartfarmthailand/
Credit : Many Thanks to ....
- Data from http://www.theedgemarkets.com/article/choosing-between-oil-palm-and-durian-trees
- Data from http://worldnews.easybranches.com/regions/asia/a-durian-economy-malaysia-is-banking-on-it-562101
- Data from http://www.scmp.com/news/asia/southeast-asia/article/2140226/14000-tonnes-durians-exported-malaysia-last-year
- Data from http://www.freshplaza.com/article/192096/Great-potential-for-refrigerated-Malaysian-Musang-King-durians-in-China
- Data from https://www.thestar.com.my/news/nation/2018/03/23/liow-were-working-to-export-durians-directly-to-china/
- Data from http://www.scmp.com/news/hong-kong/economy/article/2122620/how-chinas-soaring-appetite-malaysian-durians-causing-spike

28 พฤศจิกายน 2560

รมว.เกษตรมาเลย์ คุย ต่อไปจะเข้าสู่ยุค "ทุเรียนถูก" - เผยมาเลย์มีเทคโนโลยียืดอายุทุเรียนแล้ว


รมว.เกษตรมาเลย์ คุย ต่อไปจะเข้าสู่ยุค "ทุเรียนถูก" - เผยมาเลย์มีเทคโนโลยียืดอายุทุเรียนแล้ว

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และอุตสาหกรรมเกษตร ดาโต๊ะ เสรี อาห์หมัด ชาเบอรี ชีค ได้ออกมาเปิดเผยว่า ตอนนี้ มาเลเซียได้คิดค้นเทคโนโลยีในการยืดอายุทุเรียนให้อยู่ได้นานขึ้น ซึ่งจะมีผลทำให้ต่อไปราคาทุเรียนจะถูกลง 
.
ปัจจุบัน ทุเรียนเป็นผลไม้ที่ผลิตได้ตามฤดูกาล ถึงแม้มาเลเซียจะพยายามผลิตทุเรียนนอกฤดู หรือแม้แต่ผลิตทุเรียนทั้งปี แต่ก็ยังไม่เป็นผล ดังนั้น การทำให้ทุเรียนที่ผลิตในฤดูทุเรียนสามารถอยู่ได้นานขึ้น เพื่อสามารถบริโภคได้ทั้งปี จึงเป็นอะไรที่มีความต้องการสูงมาก ... ยิ่งในปีนี้ สภาพภูมิอากาศที่ไม่ค่อยดีนัก ทำให้ทุเรียนค่อนข้างขาดตลาด และมีราคาแพง
.
อย่างทุเรียนพันธุ์ แบล็คทอร์น ซึ่งปกติราคาประมาณกิโลกรัมละ 300 บาท ได้พุ่งทะยานขึ้นไปถึงกิโลกรัมละ 800 บาท ในปีนี้
.
นอกจากนั้น รัฐมนตรีมาเลเซียยังคุยโม้อีกว่า ตลาดโลกต้องการทุเรียนมาเลเซียมากกว่า ทุเรียนจากประเทศไทย  ซึ่งเป็นผู้ส่งออกทุเรียนสดและแช่แข็งรายใหญ่
.
อัพเดตความก้าวหน้าทางด้านเกษตรได้ทุกวัน กับ เพจเกษตรอัจฉริยะ ... https://www.facebook.com/smartfarmthailand/
Credit : Many Thanks to ....
- Data and Picture from https://www.nst.com.my/news/nation/2017/11/303963/new-preservation-tech-will-help-make-durian-cheaper-future-agriculture

16 พฤศจิกายน 2560

คุณลุงญี่ปุ่น ปลูกมะม่วงในโรงเรือนที่ฮอกไกโด ขายลูกละ 1,000 บาท บังคับออกลูกช่วงปีใหม่





คุณลุงญี่ปุ่น ปลุกมะม่วงในโรงเรือนที่ฮอกไกโด ขายลูกละ 1,000 บาท บังคับออกลูกช่วงปีใหม่

"จงเป็นคนส่วนน้อย" .. "ทำสิ่งที่แตกต่างจากคนอื่น" ... นี่คือสูตรสำเร็จของระบบทุนนิยมครับ ทำในสิ่งที่ผู้คนต้องการ แต่สิ่งนั้นมีไม่มาก .. ด้วยเหตุนี้ คุณลุงมิตสึมูเนะ มูราตะ จึงทำสิ่งที่ใครๆ หลายคนในเกาะฮอกไกโดไม่คาดคิดว่า แกจะบ้าทำ นั่นคือ การปลูกมะม่วงแล้วบังคับให้มันออกลูกในหน้าหนาว โดยเฉพาะช่วงปีใหม่ ที่ผู้คนจะแห่กันซื้อของขวัญ รวมทั้งผลไม้ก็จะมีราคาแพงมากๆ โดยเฉพาะหากเป็นมะม่วงด้วยแล้ว คนต้องแย่งกันซื้อเลยทีเดียวครับ
.
คุณลุงมูราตะได้ไอเดียนี้ มาจากการไปเที่ยวจังหวัดมิยาซากิ ซึ่งอยู่ทางใต้ของประเทศญี่ปุ่น โดยเมืองนี้เป็นถิ่นปลูกมะม่วงในโรงเรือนอันลือชื่อ มะม่วงที่เมืองมิยาซากินี้ เคยถูกเอาออกมาประมูลด้วยราคาสูงถึงคู่ละ 1 แสนบาทเลยทีเดียวครับ ... และแล้ว คุณลุงก็ถึงกับอึ้ง เมื่อเพื่อนเกษตรกรที่มิยาซากิ บอกคุณลุงว่า ทำไมไม่ลองเอาไปปลูกที่ฮอกไกโด ดูหล่ะ 

เมื่อคุณลุงกลับมา แกก็เริ่มลงมือเลย คุณลุงปลูกมะม่วงในโรงเรือนและใช้น้ำพุร้อนใต้ดิน เอามาเป็นแหล่งให้ความร้อนแก่โรงเรือน ทั้งนี้ ในเขตที่คุณลุงอยู่ ใครๆ ก็ต่างเอาน้ำพุร้อนมาใช้ทำออนเซ็นกันทั้งนั้นครับ ... แต่คุณลุงแกเอามาปลูกมะม่วง


จากนั้น คุณลุงก็สลับเอาความหนาวเย็นของฤดูหนาวที่ฮอกไกโด กับ ความร้อนที่ได้จากใต้พิภพ มาสลับใช้เพื่อหลอกมะม่วงให้มันออกลูกครับ
..
จากความพยายามของคุณลุง ทำให้ฟาร์มมะม่วงแห่งนี้ผลิตมะม่วงได้มากถึง 20,000 ลูกต่อฤดูกาล ซึ่งมันก็ไม่เพียงพอ ทำให้คุณลุงวางแผนจะผลิตเพิ่มให้ได้ 60,000 ลูก ... ลองคิดดูนะครับว่า ถ้าแกขายได้ลูกละ 200 บาท มันจะเป็นเงินถึง 12 ล้านบาทเลยทีเดียว แต่ถ้าขายได้ลูกละ 500 บาท ก็จะได้เงินมากถึง 30 ล้านบาทเลยนะครับ ... แต่มะม่วงในช่วงปีใหม่ สามารถขายได้ในราคาสูงกว่าลูกละ 1,000 บาทเลยครับ ลองคิดดูว่า คุณลุงจะมีรายได้เท่าไหร่ ?
..
อัพเดตความก้าวหน้าทางด้านเกษตรได้ทุกวัน กับ เพจเกษตรอัจฉริยะ ... https://www.facebook.com/smartfarmthailand/


Credit : Many Thanks to ....
- Data and Picture from http://www.japantimes.co.jp/news/2016/01/21/national/chilly-hokkaido-farmer-uses-hot-spring-grow-mangoes/#.WCw1JrKLRdg

05 สิงหาคม 2560

เอาแล้วไง ! สตาร์ทอัพสหรัฐ แปรรูป "ขนุน" ทำอาหารแห่งอนาคต แหล่งโปรตีนใหม่ ทดแทนเนื้อสัตว์



ขนุน เป็นผลไม้พื้นบ้านของประเทศเขตร้อน ที่พวกเรามักไม่ค่อยเห็นคุณค่า .. แถมราคายังถูกแสนถูก จนไม่ค่อยจะมีใครคิดอยากปลูก .. แต่จริงๆ แล้ว ขนุน นั้นเป็นผลไม้ที่มีคุณค่าทางอาหารสูงมาก มีไฟเบอร์สูง น้ำตาลต่ำ และที่สำคัญมีโปรตีนสูง .. ยิ่งไปกว่านั้น การที่มันมีลายเส้นของไฟเบอร์คล้ายๆ กับเนื้อสัตว์ เมื่อเอามาแปรรูปแล้ว จะทำให้เวลารับประทาน ก็จะมีความรู้สึกเหมือนกับว่าเรากำลังกินเนื้อสัตว์อีกด้วย (ดีไม่ดี อาจจะอร่อยกว่า เนื้อสัตว์ปลูก ก็เป็นได้)
.
ด้วยเหตุนี้ บริษัทสตาร์ทอัพที่มีชื่อว่า เดอะแจ็คฟรุตกัมปานี (The Jackfruit Company) ก็เลยเกิดไอเดีย แปรรูปขนุนไปเป็นแหล่งโปรตีนใหม่ ทดแทนเนื้อสัตว์ซะเลย โดยส่งออกขนุนจากกลุ่มเกษตรกร 350 ราย ในเขตชนบททางตอนใต้ของอินเดีย ซึ่งขนุนที่ปลูกส่วนใหญ่ก็ ปลูกทิ้งปลูกขว้าง กินกันไม่หวาดไม่ไหว .. เจ้าของสตาร์ทอัพรายนี้บอกว่า จะทำให้อินเดียใต้ เป็นแหล่งป้อนขนุนคุณภาพให้แก่ อเมริกา และ โลกใบนี้
.
ส่วนสินค้าแปรรูปขนุน ที่บริษัทสตาร์ทแห่งนี้ผลิตก็ได้แก่ ข้าวแกงกระหรี่ขนุน ข้าวผัดพริกขิงขนุน ข้าวหน้าเทอริยากิขนุน เท็กเม็กซ์ขนุน บาร์บีคิวขนุน ขนุนสดแช่แข็ง ขนุนเนื้อสำหรับทำอาหาร โดยได้ส่งขายไปตามซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วสหรัฐอเมริกา และกำลังมีแผนจะส่งออกไปทั่วโลกอีกด้วย


อัพเดตความก้าวหน้าทางด้านเกษตรได้ทุกวัน กับ เพจเกษตรอัจฉริยะ ... https://www.facebook.com/smartfarmthailand/

Credit : Many Thanks to ....
- Data fromhttp://www.foodnavigator-usa.com/R-D/IFT-2017-Clean-meat-clean-label-jackfruit-green-banana-flour
- Data from http://www.foodnavigator.com/Market-Trends/Introducing-jackfruit-The-next-big-thing-in-plant-based-meat-alternatives

03 พฤษภาคม 2560

ไม่ง้อนำเข้า ! รัสเซียใช้ปัญญาประดิษฐ์ ดูแลฟาร์มสตรอเบอรีแนวตั้ง ปลูกในร่ม เก็บขายได้ทั้งปี



ไม่ง้อนำเข้า ! รัสเซียใช้ปัญญาประดิษฐ์ ดูแลฟาร์มสตรอเบอรีแนวตั้ง ปลูกในร่ม เก็บขายได้ทั้งปี

เกษตรกรรมกำลังจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วครับพี่น้อง .. เมื่อก่อนเกษตรอยู่ในชนบท แต่ก็กำลังย้ายเข้าไปอยู่ในเมือง .. เมื่อก่อนเกษตรเกษตรอยู่กลางแจ้ง แต่ก็กำลังย้ายเข้าไปอยู่ในร่ม ทำให้ตอนนี้ ประเทศที่มีเทคโนโลยีการเพาะปลูกแบบในร่ม สามารถลดการพึ่งพาการนำเข้าผลผลิตทางการเกษตรจากต่างประเทศ
.
ญี่ปุ่น วางแผนปลูกกล้วยหอมในโรงเรือนเอาไว้กินเอง .. ในขณะที่รัสเซียนั้น สามารถปลูกสตรอเบอรีแบบอุตสาหกรรม ในฟาร์มแนวตั้ง มีพอกินได้ตลอดปีโดยไม่ต้องนำเข้าอีกต่อไป
.
ผู้สื่อข่าวเกษตรอัจฉริยะ รายงานว่า บริษัทฟิโบนัซซี (Fibonacci) ซึ่งเป็นบริษัทสัญชาติรัสเซียได้พัฒนาระบบปลูกสตรอเบอรีในร่มแบบแนวตั้ง โดยระบบปลูกที่ตั้งชื่อว่า BerryFarm800 นี้สามารถปลูกสตรอเบอรีได้ตลอดทั้งปี คือ เก็บเกี่ยวได้ปีละ 6 ครั้งเลยทีเดียว โดยการปลูกแบบเป็นชั้นๆ เรียงกันแนวตั้งนั้นทำให้ประหยัดพื้นที่มาก ด้วยกระบะปลูก 800 ส่วนนี้ ซึ่งมีต้นสตรอเบอรีอยู่ 76,800 ต้น สามารถผลิตสตรอเบอรีได้มากถึงเดือนละ 15 ตัน เลยทีเดียวครับพี่น้อง ... โดยฟาร์มปลูกสตรอเบอรีนี้ใช้คนงานเพียง 5 คนก็เกินพอแล้ว เพราะระบบปลูกทุกอย่างควบคุมด้วยปัญญาประดิษฐ์

.
บริษัทนี้ รับติดตั้งระบบปลูกสตรอเบอรีทั่วรัสเซีย ซึ่งจะทำให้รัสเซียไม่ต้องนำเข้าสตรอเบอรีอีกต่อไป โดยเมื่อสั่งไปติดตั้งแล้ว ก็รอขายผลสตรอเบอรีใน 2 เดือนถัดไปได้เลยนะจ๊ะ โดยระบบนี้สามารถนำไปติดตั้งในโกดัง หรือ อาคารร้าง ที่มีอยู่แล้วได้เลย .. นอกจากนี้ บริษัทนี้เขายังบอกว่า เขารับติดตั้งทั่วโลกเลยครับผม
..
อัพเดตความก้าวหน้าทางด้านเกษตรได้ทุกวัน กับ เพจเกษตรอัจฉริยะ ... https://www.facebook.com/smartfarmthailand/
Credit : Many Thanks to ....
- Data and Picture from http://agro.fibonacci.farm/
- Data and Picture from http://www.agronet.bg/agro/18767-1a9204e68eda843bdfded0978b630741.html

29 เมษายน 2560

กลุ้มใจจัง ! เมื่อญี่ปุ่นจะปลูกกล้วยหอมเอง - แล้วเมืองไทย จะส่งออกไปให้ใครกิน ?



เตรียมตัว เตรียมใจ หน่อยนะครับพี่น้อง .... เมื่อคนญี่ปุ่นกำลังจะปลูกกล้วยหอมกินเอง !!
คนญี่ปุ่น มีนิสัยชื่นชอบการกินกล้วย ทำให้ปีหนึ่งๆ ญี่ปุ่นนำเข้ากล้วยหอมเข้าประเทศจำนวนมากถึง 1 ล้านตัน แต่ในอนาคตที่ไม่ไกลจากนี้ ญี่ปุ่นอาจจะพึ่งพาตัวเองด้วยการปลูกกล้วยเลี้ยงผู้คนในประเทศ หรือแม้แต่ถึงกับส่งออกไปขายต่างประเทศอีกด้วย
..
ถึงแม้ กล้วยจะเป็นพืชเขตร้อน แต่ เซ็ทสึโซะ ทานากะ (Setsuzo Tanaka) เกษตรกรญี่ปุ่น เชื่อว่าเขาได้ค้นพบวิธีการปลูกกล้วยในสภาพอากาศหนาวเย็น แถมทำให้โตได้เร็วอีกด้วย (แอดมินก็เชื่อนะครับ เคยไปเห็นคนญี่ปุ่นปลูกกล้วยข้างๆ โรงเรือนที่เมืองจิบะ) เซ็ทสึโอะบอกว่า เขาสามารถปลูกกล้วยให้โตและออกลูกได้โดยใช้เวลา 4 เดือน ด้วยการให้ต้นอ่อนอยู่ในสภาพจำลองของโลกในช่วงยุคน้ำแข็ง ที่มีอุณหภูมิติดลบ 60 องศา (เซลเซียส) จากนั้นเมื่อน้ำแข็งละลายแล้ว ก็เอาต้นอ่อนไปปลูก ซึ่งเขาบอกว่า พืชจะรู้สึกเหมือนตื่นจากภวังค์ในช่วงจำศีล และเริ่มเติบโตเสมือนการสิ้นสุดยุคน้ำแข็ง ที่กลางวันมีอุณหภูมิประมาณ 12 องศา ส่วนตอนกลางคืนก็ต่ำกว่า ศูนย์
..
ซึ่งเซ็ทสึโอะ เชื่อว่า พืชอย่างกล้วยเองก็เคยผ่านยุคน้ำแข็งมาก่อน จึงน่าจะปลูกในสภาพอากาศหนาวได้ ... แต่เซ็ทสึโอะก็บอกว่า ขั้นตอนการทำจริงๆ มันก็มีรายละเอียดปลีกย่อยอื่นๆ อีกที่เขาได้เรียนรู้มายาวนานถึง 4 ทศวรรษ โดยความพากเพียรของเขาจะเริ่มผลิดอกออกผลในปีหน้านี่หล่ะ ซึ่งบริษัทที่เขาจัดตั้งขึ้นมาจะเริ่มปลุกกล้วยแบบอุตสาหกรรมในญี่ปุ่น !!
..
เซ็ทสึโอะบอกว่า ถ้าญี่ปุ่นปลูกกล้วยได้เมื่อไหร่ มันจะสร้างงานได้ 200,000 ตำแหน่ง และสร้างมูลค่าได้มากกว่า 6 แสนล้านเยน (185,000 ล้านบาท) เลยทีเดียวครับพี่น้อง เซ็ทสึโอะ ยังมองไปถึงการไปลงทุนปลูกพืชอื่นๆ ในไซบีเรีย ซึ่งมีดินและน้ำอุดมสมบูรณ์
..

อัพเดตความก้าวหน้าทางด้านเกษตรได้ทุกวัน กับ เพจเกษตรอัจฉริยะ ... https://www.facebook.com/smartfarmthailand/
Credit : Many Thanks to ....
- Data and Picture from http://asia.nikkei.com/magazine/Fresh-ideas/Tech-Science/Growing-bananas-in-the-cold
- Data from http://www.mopalab.com/enhome
- Picture from http://goope.akamaized.net/48137/170131095546-588fe09218f9c.jpg

01 เมษายน 2560

ลองมั้ย ! วิธีเพิ่มมูลค่าผลไม้ญี่ปุ่น ที่เกษตรกรไทยสามารถทำตามได้ไม่ยาก เพิ่มราคาได้ 10-100 เท่า



แตงโมรูปทรงเรขาคณิตในญี่ปุ่น เป็นผลไม้ที่ทำราคาได้ดีมากครับ อย่างเช่น แตงโมรูปหัวใจ รูปลูกบาศก์ หรือ ปิระมิด สามารถขายได้ตกเฉลี่ยลูกละ 3,500 บาท ซึ่งการจะทำให้ได้รูปทรงแบบนี้ เกษตรกรจะนำบล็อกมาบังคับรูปทรงของลูกผลไม้ และต้องคอยดูแลเอาใจใส่ จนกว่าจะได้รูปทรงที่สวยงาม .. หลักการตลาดของเกษตรกรญี่ปุ่น ในการสร้างมูลค่าของผลไม้เหล่านี้ ที่เราน่าจะลองนำมาปรับใช้ ได้แก่
..
(1) ถึงแม้เกษตรกรหลายๆ ที่จะมีความชำนาญในการสร้างรูปทรงแปลกๆ ให้แก่ผลไม้ แต่เกษตรกรเขาก็จะไม่ทำออกมาเยอะ เพื่อให้มีจำนวนการผลิตที่เหมาะสมสำหรับการตั้งราคาที่สูงได้ เรียกว่า มีทั้ง ปริมาณ และ คุณภาพ ควบคู่กันไป

(2) ผลไม้ระดับพรีเมียมเหล่านี้ มักจะถูกนำไปวางชายในร้านขายผลไม้ที่ตั้งขึ้นมาพิเศษ เพื่อขายผลไม้ไฮโซ ผลไม้เกรดพรีเมียม และ ผลไม้แปลก โดยเฉพาะ เลยทำให้ได้รับความเชื่อถือ และมีคนยอมจ่ายเงินในราคาสูง .. ถ้าไปวางตามห้าง ก็จะมีมุมผลไม้พิเศษขึ้นไป มีการตกแต่งให้สมกับราคาที่ต้องจ่ายแพง ๆ

(3) ประเพณีการนำผลไม้ราคาเกรดซูเปอร์พรีเมียม  มาออกประมูล ก็ช่วยทำให้ดันราคาผลไม้ชนิดนั้นๆ ให้สูงขึ้นได้ครับ คือลูกที่ประมูลเมื่อขายได้ราคาแพง ก็พลอยทำให้ผลไม้จากสวน จากฟาร์มนั้นๆ เพิ่มมูลค่าไปในตัว อย่างเช่น มะม่วงที่ปลูกกันในโรงเรือนที่จังหวัดมิยาซากิ ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเมื่อจะเริ่มฤดูกาลที่มะม่วงจะออกสู่ตลาด เขาจะเอามะม่วงล็อตแรกที่ดีที่สุดมาประมูลกัน และแล้ว มะม่วงไข่พระอาทิตย์ (Egg of the Sun) ก็ได้ราคาที่สูงที่สุดถึง คู่ละ 300,000 เยน คิดเป็นเงินไทยก็ 8 หมื่นกว่าบาท ... กลายเป็น มะม่วงที่แพงที่สุดในโลกครับผม
..
มะม่วงญี่ปุ่นได้รับความนิยมในหมู่ผู้บริโภคชาวญี่ปุ่น และฮ่องกง ถึงขนาด สายการบินเจแปน แอร์ไลน์ ต้องจัดตู้สินค้าให้พิเศษมายังฮ่องกง ในช่วงฤดูกาลมะม่วงกันเลยทีเดียว ซึ่งก็จะอยู่ในช่วงเดือน พ.ค. - มิ.ย. นี้หล่ะครับ


อัพเดตความก้าวหน้าทางด้านเกษตรได้ทุกวัน กับ เพจเกษตรอัจฉริยะ ... https://www.facebook.com/smartfarmthailand/
Credit : Many Thanks to .....
- Picture from http://edition.cnn.com/2017/03/22/foodanddrink/japan-luxury-expensive-fruit/
- Picture from http://mangoworldmagazine.blogspot.com/

23 ธันวาคม 2559

สตาร์ทอัพน้ำมะพร้าว .. กำเนิดโดยคนอิสราเอล ปลุกกระแสคลั่งน้ำมะพร้าวทั่วโลก สู่อุตสาหกรรมแสนล้าน



เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ขณะที่คนอเมริกันยังไม่รู้จักน้ำมะพร้าว และยังดื่มน้ำมะพร้าวกันไม่ค่อยเป็นนั้น ได้มีนักธุรกิจกลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่ง (Startup) ได้นำน้ำมะพร้าวมาแพ็คใส่กล่องให้อยู่ในรูปน้ำมะพร้าวพร้อมดื่ม และเริ่มทำตลาดในหมู่ผู้ออกกำลังกาย เสียเหงื่อ และต้องการความสดชื่นกลับคืนมา และจากคนกลุ่มเล็กๆ ที่หันมาดื่มน้ำมะพร้าว ก็มีดาราระดับซูเปอร์สตาร์มาลองดื่มดูแล้วชอบ จนเกิดเป็นกระแส "เอาอย่าง" กันจนตลาดน้ำมะพร้าวพร้อมดื่มที่ไม่มีมูลค่าอะไรเลยใน ปี ค.ศ. 2004 ได้เติบโตอย่างรวดเร็ว จนปัจจุบันมีมูลค่ากว่า 42,000 ล้านบาท เฉพาะในประเทศสหรัฐอเมริกา และมีทีท่าจะเติบโตขึ้นไปเรื่อยๆ อีกด้วย โดยมีมูลค่าตลาดทั่วโลกนับแสนล้านบาทต่อปี
..
จากจุดเล็กๆ ที่เป็นเพียงนักธุรกิจกลุ่มเล็กๆ ปัจจุบันมีแบรนด์น้ำมะพร้าวพร้อมดื่มนับร้อยยี่ห้อ โดยแบรนด์หลัก 3 แบรนด์ ซึ่งรวมของโคคาโคล่า และ เป็ปซี่ มีส่วนแบ่งตลาดรวมกันเกือบครึ่งหนึ่ง 



โดยผู้นำตลาดคือ "วีต้าโคโค่" (Vita Coco) ซึ่งผู้ก่อตั้งนั้นเป็นชาวอิสราเอล 2 คน คือ ไมค์ เคอร์บัน (Mike Kirban) และ ไอรา ลิแรน (Ira Liran) ในปี ค.ศ. 2003 ทั้งคู่ได้เข้าไปนั่งดริงค์ในบาร์แห่งหนึ่ง กลางมหาครนิวยอร์ค แล้วได้ไปปิ๊งกับสาวบราซิล 2 นาง ซึ่งมานั่งดื่มด้วยกัน จากการสนทนากันนั้น เขาได้ถามเจ้าหล่อนว่า "คุณรู้สึกคิดถึงอะไรมากที่สุด เมื่อจากบ้านมา" และ เธอก็ตอบว่า "น้ำมะพร้าว" !!
..
นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ชาวอิสราเอลทั้งคู่ เกิดความคิดว่า ทำไมไม่มีน้ำมะพร้าวพร้อมดื่มขายบ้างหล่ะ
..
จากนั้น ไมค์ และ ไอรา ได้ตั้งบริษัทสตาร์ทอัพ ผลิตน้ำมะพร้าวพร้อมดื่มขึ้นในปี ค.ศ. 2004 แล้วยอดขายก็เติบโตมาเรื่อยๆ จนเป็นผู้นำตลาดโลกในเวลานี้ มีโรงงานผลิต 10 แห่ง ใน 8 ประเทศ ไอราบอกว่า จริงๆ แล้วก็ไม่เคยคิดว่าธุรกิจน้ำมะพร้าวของตัวเองจะมาได้ไกลขนาดนี้ เริ่มแรกที่ทำ คิดเพียงจะหาอะไรเล็กๆ ทำ เพื่อดำรงชีพแค่นั้น
..
ความสำเร็จของน้ำมะพร้าวพร้อมดื่ม เกิดจากการประสานกันทั้งองคาพยพ คือ ดารามาช่วยโปรโมต และถือหุ้นน้ำมะพร้าว ไม่ว่าจะเป็น มาดอนน่า เดมี่ มัวร์ และบริษัทพวกโมเดิร์นเทรด อย่าง เทสโก้ เซเว่นอีเลฟเว่น มาช่วยกระจายสินค้า ความนิยมของน้ำมะพร้าวพร้อมดื่มกำลังแพร่ไปยุโรป โดยเนสท์เล่ กำลังลงทุนอย่างจริงจังในเรื่องนี้
..
อัพเดตความก้าวหน้าทางด้านเกษตรได้ทุกวัน กับ เพจเกษตรอัจฉริยะ ... https://www.facebook.com/smartfarmthailand/
Credit : Many Thanks to ....
- Data from http://jewishbusinessnews.com/2016/04/27/israeli-chutzpah-lies-at-the-heart-of-americas-favorite-coconut-drink/
- Picture from https://plus.google.com/101828700604579394898/posts/DKXCbP566mV
- Picture from http://shiberty.com/2015/10/vita-coco-hydrate-naturally/

22 สิงหาคม 2551

ตาชั่งอัจฉริยะ - Intelligent Scales


หากท่านผู้อ่านเคยไปซูเปอร์มาเก็ต แล้วไปซื้อผัก/ผลไม้ที่ต้องนำมาชั่งหาน้ำหนัก กับ ราคาเอง ก็คงเคยมีประสบการณ์ที่สับสนกับปุ๋มกดมากมาย เพราะไม่รู้ว่าเจ้าปุ๋มกดเพื่อเลือกชนิดของผัก หรือ ผลไม้ ของเราอยู่ตรงไหน รู้สึกลายตาไปหมด แต่นักวิจัยแห่ง Fraunhofer Institute for Information and Data Processing (IITB) เขากำลังจะแก้เรื่องปวดหัวนี้ให้แล้วครับ โดยเขาได้พัฒนาตาชั่งอัจฉริยะที่สามารถจดจำ และรู้จักผัก หรือ ผลไม้ ที่มนุษย์นำมาชั่ง เมื่อมันไม่แน่ใจ มันก็จะขึ้นตัวเลือกมาถาม เฉพาะไม่กี่ตัวเลือกเท่านั้น เช่น มะเขือเทศชนิดอะไร ซึ่งเป็นความแตกต่างเล็กน้อย ที่เครื่องอาจไม่เข้าใจ เครื่องชั่งนี้ทำงานโดยการติดกล้องเอาไว้ที่ตาชั่ง เมื่อมีของมาวางชั่งน้ำหนัก ซอฟต์แวร์จะทำการประมวลผล เพื่อระลึกรู้ว่าของที่นำมาชั่งนั้นคืออะไร ถึงแม้จะมีถุงพลาสติกยับยู่ยี่ขวางอยู่ระหว่างกล้องกับผลไม้ก็ไม่เป็นปัญหา นักวิจัยได้พัฒนาให้เครื่องชั่งนี้สามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ๆได้ ทำให้พนักงานซูเปอร์มาเก็ตสามารถเพิ่มทางเลือกใหม่ๆ ให้แก่เจ้าตาชั่งนี้ มันสามารถเรียนรู้แม้ว่ากล้วยจะมาแบบห่ามๆ สุกแล้ว หรือ สุกแบบมีรอยช้ำสีน้ำตาลตามเปลือก ณ ขณะนี้ตาชั่งนี้ได้ถูกนำออกทดสอบในซูเปอร์มาเก็ต 300 แห่งทั่วเยอรมันครับ

19 กรกฎาคม 2551

Electronic Nose for Food Industry (ตอนที่ 3)



งานประยุกต์ของจมูกอิเล็กทรอนิกส์นั้นมีได้มากมาย จะขอยกตัวอย่างแนวทางและความเป็นไปได้ในการนำมาใช้งาน ซึ่งส่วนหนึ่งมีผู้รายงานไว้ในวารสารวิชาการในต่างประเทศไว้แล้ว และส่วนหนึ่งมาจากการสำรวจของคณะวิจัยในประเทศไทยเอง

การวัดความสุกของผลไม้ จากรายงานผลการวิจัยนั้น ได้มีการนำจมูกอิเล็กทรอนิกส์มาจำแนกระดับความสุกของผลไม้หลายชนิดแล้ว เช่น กล้วย ส้มจีน บลูเบอรี่ เป็นต้น โดยในการใช้งานสามารถทำได้ด้วยวิธีง่ายๆ คือ นำจมูกอิเล็กทรอนิกส์มาสูดดมกลิ่นจากผลไม้ ซึ่งก็พบว่า กล้วยหอมมีความสุกถึง 7 ระดับ โดยระดับความสุกที่ 5-6 เป็นความสุกที่รสชาติของกล้วยหอมนั้นดีที่สุด สำหรับส้มจีนนั้นมีความสุกอยู่ 4 ระดับ ซึ่งผู้วิจัยพยายามศึกษาสภาวะที่เหมาะสมในการรักษา Shelf Life ของมันให้ได้นานโดยการตรวจคุณภาพจากกลิ่นของมัน


การควบคุมคุณภาพของไวน์และเครื่องดื่มอื่นๆ เป็นหัวข้อที่ฮิตที่สุดในการใช้งานจมูกอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะในยุโรปมีการนำจมูกอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ในการควบคุมคุณภาพไวน์ พบว่า จมูกอิเล็กทรอนิกส์สามารถจำแนกยี่ห้อของไวน์ได้ หรือแม้แต่สามารถจำแนกไวน์แบรนด์เดียวกันแต่ผลิตในปีที่ต่างกัน ดังนั้นจมูกอิเล็กทรอนิกส์จึงสามารถจำแนกไวน์แท้หรือปลอมแปลงได้อย่างรวดเร็ว ในประเทศญี่ปุ่นได้มีการลองนำจมูกอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ในการควบคุมคุณภาพของเหล้าสาเก สำหรับประเทศไทย เรามีผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มประเภทไวน์ และ สุรา นานาชนิด ทั้งประเภทเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ และ OTOP จึงน่าจะมีการนำจมูกอิเล็กทรอนิกส์มาใช้เพื่อควบคุมคุณภาพในสายการผลิต เนื่องจาก จมูกอิเล็กทรอนิกส์ สามารถติดตั้งให้มีการใช้งานในรูปแบบออนไลน์ได้เลย ไม่เหมือนกับอุปกรณ์ตรวจวิเคราะห์ชนิดอื่นๆ ที่ต้องมีการจัดตั้งห้องปฏิบัติการทดลองขึ้นมาต่างหาก เช่น อาจมีการติดตั้งจมูกอิเล็กทรอนิกส์ในถังหมักเบียร์เพื่อประเมินระยะเวลาที่เหมาะสมในการหมักเบียร์ให้มีรสชาติคงที่ ซึ่งปัจจุบันต้องมีการคอยเก็บชิมเป็นระยะ


การตรวจวัดความสดของปลา กุ้ง เนื้อสัตว์ จมูกอิเล็กทรอนิกส์สามารถจำแนกระดับความสดของเนื้อสัตว์ เช่น เนื้อวัว กุ้ง ปลาแซลมอน ปลาทูน่า เป็นต้น ทำให้ผู้ผลิตอาหารแช่แข็งส่งออก สามารถประเมินระดับความสดของผลิตภัณฑ์ได้ ในปัจจุบันการรับซื้อกุ้งหน้าโรงงานแช่แข็งของไทยมักจะใช้ “นักชิม” เพื่อทดสอบความสดของกุ้ง ซึ่งน่าจะมีการนำจมูกอิเล็กทรอนิกส์มาช่วยในการตรวจสอบร่วมด้วย เพื่อให้เกิดความมั่นใจมากขึ้น เนื่องจากจมูกมนุษย์จะไม่ได้กลิ่นไอโมเลกุลหลายชนิด ที่ปลอมปนมากับเนื้อกุ้ง
(ภาพขวามือ - ภาพไวน์ GranMonte ไวน์คุณภาพ ที่ผลิตจากสวนไวน์บูติค บริเวณเขาใหญ่แหล่งมรดกโลก กำลังสร้างชื่อในระดับนานาชาติ)