แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Japan แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Japan แสดงบทความทั้งหมด

17 กุมภาพันธ์ 2561

เตรียมพร้อมแข่งขัน ! ญี่ปุ่นเปลี่ยนไปสู่ประเทศส่งออก เกษตร-อาหาร .. ไทยอยู่ในเป้าหมายส่งออก


ญี่ปุ่นได้ปรับเปลี่ยนนโยบายจากประเทศนำเข้าอาหาร ตอนนี้ต้องการเป็นประเทศผู้ส่งออกอาหาร แถมมีประเทศไทยอยู่ในเป้าหมายด้วย จากแนวโน้มการส่งออกอาหารของญี่ปุ่นในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา พบว่า มีแนวโน้มดีขึ้นตลอด
.
- ก่อนหน้านี้ ในปีที่แล้ว สถานทูตไทยในญี่ปุ่น ได้ให้ข่าวว่า ญี่ปุ่นกำลังพิจารณาจะตัดสิทธิพิเศษภาษีศุลกากร หรือ จีเอสพี สินค้าเกษตรจากเมืองไทยจำนวนมากถึง 400 รายการ เริ่มปี พ.ศ. 2563 แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรญี่ปุ่น

- ญี่ปุ่นจะปรับเปลี่ยนจากประเทศนำเข้าอาหาร ไปสู่ประเทศส่งออกสินค้าเกษตร .. อาหารเดิมที่เคยนำเข้า ก็จะใช้วิธีการไปสร้างฟาร์มในประเทศที่ส่งออก เช่น เวียดนาม ยูเครน รัสเซีย แล้วก็ค่อยนำเข้ามาญี่ปุ่น แทน

- สินค้านำเข้าหลายชนิด จะเริ่มมีการปลูกทดแทนแล้ว เช่น มะม่วง หรือ แม้แต่กล้วยหอมที่สามารถปลูกได้ในโรงเรือนทางใต้ของญี่ปุ่น รวมไปถึง กาแฟ ด้วย

- ปีที่แล้ว ญี่ปุ่นส่งออกได้ ประมาณ 2.4 แสนล้านบาท (ถึงแม้จะดูน้อยเมื่อเทียบกับประเทศไทย ที่ส่งสินค้าเกษตรได้ 9 แสนล้านบาท ก็ตาม .. แต่ต้องไม่ลืมว่า เขาเป็นประเทศอุตสาหกรรม นะจ๊ะ) เมื่อเทียบว่า แต่เดิมญี่ปุ่นมีแต่นำเข้าอาหาร แต่ตอนนี้ เริ่มส่งออกอาหาร

- การส่งออกเนื้อวัว เติบโต 41.4 เปอร์เซนต์ ชาเขียวโต 24.3 เปอร์เซนต์ ข้าว โต 18.1 เปอร์เซนต์ สตรอเบอรี่ เติบโตกว่า 56.5 เปอร์เซนต์
.

อัพเดตความก้าวหน้าทางด้านเกษตรได้ทุกวัน กับ เพจเกษตรอัจฉริยะ ... https://www.facebook.com/smartfarmthailand/
Credit : Many Thanks to ....
- Data from https://www.japantimes.co.jp/news/2018/02/09/business/japans-farm-exports-hit-record-high-fifth-straight-year/#.WocAdK7XaUl
- Picture from http://www.jnto.go.jp/eng/location/routes/g_route/golden_45.html

16 พฤศจิกายน 2560

คุณลุงญี่ปุ่น ปลูกมะม่วงในโรงเรือนที่ฮอกไกโด ขายลูกละ 1,000 บาท บังคับออกลูกช่วงปีใหม่





คุณลุงญี่ปุ่น ปลุกมะม่วงในโรงเรือนที่ฮอกไกโด ขายลูกละ 1,000 บาท บังคับออกลูกช่วงปีใหม่

"จงเป็นคนส่วนน้อย" .. "ทำสิ่งที่แตกต่างจากคนอื่น" ... นี่คือสูตรสำเร็จของระบบทุนนิยมครับ ทำในสิ่งที่ผู้คนต้องการ แต่สิ่งนั้นมีไม่มาก .. ด้วยเหตุนี้ คุณลุงมิตสึมูเนะ มูราตะ จึงทำสิ่งที่ใครๆ หลายคนในเกาะฮอกไกโดไม่คาดคิดว่า แกจะบ้าทำ นั่นคือ การปลูกมะม่วงแล้วบังคับให้มันออกลูกในหน้าหนาว โดยเฉพาะช่วงปีใหม่ ที่ผู้คนจะแห่กันซื้อของขวัญ รวมทั้งผลไม้ก็จะมีราคาแพงมากๆ โดยเฉพาะหากเป็นมะม่วงด้วยแล้ว คนต้องแย่งกันซื้อเลยทีเดียวครับ
.
คุณลุงมูราตะได้ไอเดียนี้ มาจากการไปเที่ยวจังหวัดมิยาซากิ ซึ่งอยู่ทางใต้ของประเทศญี่ปุ่น โดยเมืองนี้เป็นถิ่นปลูกมะม่วงในโรงเรือนอันลือชื่อ มะม่วงที่เมืองมิยาซากินี้ เคยถูกเอาออกมาประมูลด้วยราคาสูงถึงคู่ละ 1 แสนบาทเลยทีเดียวครับ ... และแล้ว คุณลุงก็ถึงกับอึ้ง เมื่อเพื่อนเกษตรกรที่มิยาซากิ บอกคุณลุงว่า ทำไมไม่ลองเอาไปปลูกที่ฮอกไกโด ดูหล่ะ 

เมื่อคุณลุงกลับมา แกก็เริ่มลงมือเลย คุณลุงปลูกมะม่วงในโรงเรือนและใช้น้ำพุร้อนใต้ดิน เอามาเป็นแหล่งให้ความร้อนแก่โรงเรือน ทั้งนี้ ในเขตที่คุณลุงอยู่ ใครๆ ก็ต่างเอาน้ำพุร้อนมาใช้ทำออนเซ็นกันทั้งนั้นครับ ... แต่คุณลุงแกเอามาปลูกมะม่วง


จากนั้น คุณลุงก็สลับเอาความหนาวเย็นของฤดูหนาวที่ฮอกไกโด กับ ความร้อนที่ได้จากใต้พิภพ มาสลับใช้เพื่อหลอกมะม่วงให้มันออกลูกครับ
..
จากความพยายามของคุณลุง ทำให้ฟาร์มมะม่วงแห่งนี้ผลิตมะม่วงได้มากถึง 20,000 ลูกต่อฤดูกาล ซึ่งมันก็ไม่เพียงพอ ทำให้คุณลุงวางแผนจะผลิตเพิ่มให้ได้ 60,000 ลูก ... ลองคิดดูนะครับว่า ถ้าแกขายได้ลูกละ 200 บาท มันจะเป็นเงินถึง 12 ล้านบาทเลยทีเดียว แต่ถ้าขายได้ลูกละ 500 บาท ก็จะได้เงินมากถึง 30 ล้านบาทเลยนะครับ ... แต่มะม่วงในช่วงปีใหม่ สามารถขายได้ในราคาสูงกว่าลูกละ 1,000 บาทเลยครับ ลองคิดดูว่า คุณลุงจะมีรายได้เท่าไหร่ ?
..
อัพเดตความก้าวหน้าทางด้านเกษตรได้ทุกวัน กับ เพจเกษตรอัจฉริยะ ... https://www.facebook.com/smartfarmthailand/


Credit : Many Thanks to ....
- Data and Picture from http://www.japantimes.co.jp/news/2016/01/21/national/chilly-hokkaido-farmer-uses-hot-spring-grow-mangoes/#.WCw1JrKLRdg

31 สิงหาคม 2560

ไม่ลังเล ! ญี่ปุ่นมุ่งเข้าสู่ยุคเกษตรอัจฉริยะ ใช้หุ่นยนต์ เซนเซอร์ ระบบอัตโนมัติ แทนมนุษย์



"อีกไม่นาน หุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ จะออกไปทำงานในไร่นาครับ ส่วนเกษตรกร ก็เอนหลังสบายๆ นั่งดูจออยู่ในบ้าน" ศาสตราจารย์ โนโบรุ โนกูจิ แห่งมหาวิทยาลัยฮอกไกโด กล่าวอย่างมั่นใจ เมื่อคำนึงถึงสถานการณ์ปัจจุบัน ที่สังคมญี่ปุ่นได้กลายเป็นสังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ และเกษตรกร ต่างก็มีอายุเยอะกันทั้งนั้น 

การนำหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์มาใช้กับเกษตรกรรมของญี่ปุ่น นอกจากจะเป็นการช่วยประหยัดแรงงานที่ขาดแคลนแล้ว ยังช่วยให้เกษตรกร สามารถมีเวลาว่างมากขึ้น เพื่อเอาไปใช้ทำกิจกรรมที่มีมูลค่าสูง 

เทคโนโลยีอัจฉริยะต่างๆ ในปัจจุบันก็ค่อนข้างพร้อมอีกด้วย รถแทรกเตอร์ขับเองได้ ก็มีขายในท้องตลาดแล้ว ซึ่งมีความแม่นยำในเรื่องพิกัดด้วยระบบจีพีเอส ซึ่งก่อนหน้านี้ ญี่ปุ่นได้ส่งดาวเทียมพิเศษสำหรับเพิ่มความแม่นยำสำหรับจีพีเอส ขึ้นไป 2 ดวง และกำลังส่งขึ้นไปอีก 2 ดวง เรียกว่าเพื่อการทำเกษตรกรรมแบบหุ่นยนต์ กันเลยทีเดียว เพราะจากดาวเทียม 4 ดวง จะมีดาวเทียม 1 ดวงที่ลอยอยู่เหนือท้องฟ้าญี่ปุ่นเสมอ ด้วยความมั่นใจเช่นนี้ บริษัทคูโบต้า จึงออกรถแทรกเตอร์ขับเองได้ มาขายเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2560 ที่ผ่านมานี้เอง ยันมาร์ เองก็อยู่ระหว่างการพัฒนารถแทรกเตอร์ขับเอง และน่าจะส่งเข้าสู่ตลาดประมาณปลายปีหน้า


รถแทรกเตอร์ขับเองได้เหล่านี้ ไม่เพียงแต่ทำงานตามคำสั่งที่ได้รับ เช่น ไถ หว่านเมล็ด หรือ เก็บเกี่ยว แต่ระหว่างที่มันทำงาน มันยังสามารถช่วยตรวจสอบสภาพแวดล้อมและปัจจัยต่างๆ ในไร่นาอีกด้วย เช่น สภาพความอุดมสมบูรณ์ของดิน อีกทั้งเมื่อมีโดรนที่เป็นเหมือนดวงตาจากท้องฟ้า มาช่วยทำงานประสาน ก็จะสามารถตรวจสอบโรค และ แมลง สภาพของผลผลิต เป็นต้น ซึ่งจะช่วยวิเคราะห์ปริมาณปุ๋ยและยา ที่เหมาะสม 

เมื่อเดือนมีนาคม 2560 ที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรแห่งญี่ปุ่น ได้ออกมาตราการเรื่องความปลอดภัยสำหรับการใช้จักรกลเกษตรแบบขับเองได้ในไร่นา โดยทางกระทรวงได้ประกาศว่า ภายในปี 2020 หรืออีก 3 ปีข้างหน้า รัฐบาลญี่ปุ่นจะพัฒนาระบบที่ทำให้เกษตรกรสามารถปล่อยให้จักรกลเกษตรทำงานได้อัตโนมัติในไร่นา ผ่านระบบควบคุมทางไกล โดยเกษตรกรไม่ต้องไปอยู่ประจำเพื่อเฝ้าดูแลจักรกลอีกต่อไป
.
อัพเดตความก้าวหน้าทางด้านเกษตรได้ทุกวัน กับ เพจเกษตรอัจฉริยะ ... https://www.facebook.com/smartfarmthailand/
Credit : Many Thanks to ....
- Data from https://www.japantimes.co.jp/news/2017/08/04/business/tech/japans-farming-industry-poised-automation-revolution/#.Wae2w7Kg-Ul
- Data and Picture from https://www.japantimes.co.jp/news/2017/07/21/business/corporate-business/self-driving-tractors-soon-make-tracks-japan-aging-farmers-face-labor-shortage/#.WXdDmoR941I
- Picture from https://www.yanmar.com/global/technology/robotics.html

07 พฤษภาคม 2560

เตรียมรับ .. อนาคตส่งออกเกษตรไม่ง่าย ? เมื่อผู้นำเข้าอาหาร ต่างอยากเป็นครัวโลก !!



เตรียมรับ .. อนาคตส่งออกเกษตรไม่ง่าย ? เมื่อผู้นำเข้าอาหาร ต่างอยากเป็นครัวโลก !!

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ประเทศที่เราเคยส่งออกอาหารไปขาย เริ่มออกอาหาร งอแง มากขึ้นเรื่อยๆ เริ่มมีมาตรการที่เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ มาจำกัดจำเขี่ยอาหารที่นำเข้าจากประเทศไทย นอกจากเรื่อง แรงงานทาส และ มาตรการคว่ำบาตรในเรื่องประชาธิปไตยแล้ว เกษตรไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายอื่นๆ อีกมากมายครับ โดยเฉพาะในประเด็นของเทคโนโลยี

เทรนด์ที่กำลังเกิดขึ้นก็คือ

- สหรัฐอเมริกาตั้งเป้าจะเป็นประเทศที่ไม่ต้องพึ่งพาพลังงานจากภายนอกอีกต่อไป และ ตั้งใจจะเป็นประเทศผู้นำในการส่งออกอาหาร ไปเลี้ยงพลเมืองโลกที่กำลังจะเพิ่มขึ้นเป็น 9 พันล้านคน ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

- อุตสาหกรรมไอทีของอเมริกาสนใจลงทุนในเรื่องของเกษตร และ อาหารมากขึ้นอย่างชัดเจน กูเกิ้ล ไอบีเอ็ม ออรอเคิล เพย์พาล อเมซอน อินสตาแกรม และ ทวิตเตอร์ ลงทุนภาคเกษตรและอาหาร

- บริษัทเอกชน มหาวิทยาลัย และ หน่วยงานรัฐ ในสหรัฐอเมริกา ร่วมกันจัดตั้งสภาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์และคณิตศาสตร์ เพื่อการเกษตรและอาหาร (Sciene, Technology, Engineering and Mathematics for Food and Agriculture Council) เพื่อรณรงค์สนับสนุน
ให้เยาวชนในสหรัฐฯ หันมาเรียนเกษตรกันมากขึ้น

- อาหรับเริ่มพัฒนาเทคโนโลยีในการปลูกพืชในทะเลทราย มีการค้นคว้าวิจัยการปลูกข้าว ผักต่างๆ ในโรงเรือน ขณะนี้ภาคเกษตรของอาหรับเติบโตเร็วมาก อย่างไม่เคยปรากฎมาก่อน

- ยุโรป วิจัยการผลิตเนื้อไก่ด้วยวิธีการปลูก และเริ่มกำหนดมาตรฐานเนื้อไก่ให้สูงขึ้นเพื่อรองรับสินค้าของตัวเอง กีดกันเนื้อไก่ที่มาตรฐานต่ำกว่า รวมไปถึงการส่งเสริมสตาร์ทอัพเพื่อสร้างนวัตกรรมอาหารอนาคต (Novel Foods)

- อเมริกา และ แคนาดา ออกกฎหมายสวัสดิภาพสัตว์ เพื่อกีดกันเนื้อสัตว์ที่เกิดจากการเลี้ยงในฟาร์มที่สัตว์ไม่มีความสุข ฟาร์มที่เลี้ยงแบบแออัดยัดเยียด มีการส่งเสริมสตาร์ทอัพเพื่อพัฒนาเนื้อสัตว์ชนืดใหม่ เช่น เนื้อสัตว์เทียมผลิตจากโปรตีนพืช เนื้อสัตว์ที่เกิดจากวิธีการปลูก (in vitro meat)

- ญี่ปุ่นส่งเสริมการเกษตรสมัยใหม่ ตั้งเป้าเป็นผู้ส่งออกอาหารมูลค่าสูง มีการทดลองปลูกพืชหลายชนิดเพื่อทดแทนการนำเข้า มีบริษัทที่เริ่มทดลองการปลูกกล้วยหอมเองแล้ว


- สิงคโปร์วิจัยและพัฒนาเกษตรกรรมในเมือง และได้เปิดฟาร์มผักแนวดิ่งเชิงพานิชย์เป็นแห่งแรกในโลก

- ฮ่องกงวิจัยและพัฒนา การทำฟาร์มสัตว์น้ำในอาคาร และได้เปิดฟาร์มเลี้ยงปลาเก๋าเชิงพาณิชย์ในอาคารสูง

- เกาหลีใต้ สร้างเมืองนวัตกรรมอาหาร ตั้งเป้าเป็นศูนย์กลางอาหารป้อนเอเชียตะวันออก รัฐบาลส่งเสริมให้เกิดอุตสาหกรรมการเลี้ยงและแปรรูปแมลง เพื่อเป็นแหล่งโปรตีนแห่งอนาคต

- จีนออกไปพัฒนาพื้นที่เกษตรกรรมในประเทศทางแอฟริกา (อเมริกาก็ไปด้วย) เพื่อปั้นภาคเกษตร

- อินเดียตั้งเป้าเป็นศูนย์กลางอาหารแห่งสุขภาพ อาหารที่มีฤทธิ์ทางยา ของโลก

เกษตรไทยจะไปต่ออย่างไร ... อยู่ที่คนรุ่นใหม่แล้วครับ ว่าเราจะทำแบบเดิมๆ หรือ ก้าวออกไปจากกรอบเก่า สู่ความท้าทายใหม่ๆ
..
อัพเดตความก้าวหน้าทางด้านเกษตรได้ทุกวัน กับ เพจเกษตรอัจฉริยะ ... https://www.facebook.com/smartfarmthailand/
Credit : Many Thanks to .....
- Data from http://blog.stemconnector.org/report-food-and-ag-industries-educational-institutions-need-new-talent-meet-
demand-stem-fields
- Data from AgTech Funding Report 2015 : Midyear Report (by AgFunder.com)
- Data from Behind the Brand Report
- Data from http://www.tradingeconomics.com/thailand/gdp
- Data from http://www.manager.co.th/ibizchannel/ViewNews.aspx?NewsID=9560000152637
- Picture from http://asia.nikkei.com/Business/Companies/Sharp-to-sell-high-tech-strawberry-factories-in-UAE
- Picture from http://popupcity.net/trend-8-urban-farming-becomes-serious-business/

29 เมษายน 2560

กลุ้มใจจัง ! เมื่อญี่ปุ่นจะปลูกกล้วยหอมเอง - แล้วเมืองไทย จะส่งออกไปให้ใครกิน ?



เตรียมตัว เตรียมใจ หน่อยนะครับพี่น้อง .... เมื่อคนญี่ปุ่นกำลังจะปลูกกล้วยหอมกินเอง !!
คนญี่ปุ่น มีนิสัยชื่นชอบการกินกล้วย ทำให้ปีหนึ่งๆ ญี่ปุ่นนำเข้ากล้วยหอมเข้าประเทศจำนวนมากถึง 1 ล้านตัน แต่ในอนาคตที่ไม่ไกลจากนี้ ญี่ปุ่นอาจจะพึ่งพาตัวเองด้วยการปลูกกล้วยเลี้ยงผู้คนในประเทศ หรือแม้แต่ถึงกับส่งออกไปขายต่างประเทศอีกด้วย
..
ถึงแม้ กล้วยจะเป็นพืชเขตร้อน แต่ เซ็ทสึโซะ ทานากะ (Setsuzo Tanaka) เกษตรกรญี่ปุ่น เชื่อว่าเขาได้ค้นพบวิธีการปลูกกล้วยในสภาพอากาศหนาวเย็น แถมทำให้โตได้เร็วอีกด้วย (แอดมินก็เชื่อนะครับ เคยไปเห็นคนญี่ปุ่นปลูกกล้วยข้างๆ โรงเรือนที่เมืองจิบะ) เซ็ทสึโอะบอกว่า เขาสามารถปลูกกล้วยให้โตและออกลูกได้โดยใช้เวลา 4 เดือน ด้วยการให้ต้นอ่อนอยู่ในสภาพจำลองของโลกในช่วงยุคน้ำแข็ง ที่มีอุณหภูมิติดลบ 60 องศา (เซลเซียส) จากนั้นเมื่อน้ำแข็งละลายแล้ว ก็เอาต้นอ่อนไปปลูก ซึ่งเขาบอกว่า พืชจะรู้สึกเหมือนตื่นจากภวังค์ในช่วงจำศีล และเริ่มเติบโตเสมือนการสิ้นสุดยุคน้ำแข็ง ที่กลางวันมีอุณหภูมิประมาณ 12 องศา ส่วนตอนกลางคืนก็ต่ำกว่า ศูนย์
..
ซึ่งเซ็ทสึโอะ เชื่อว่า พืชอย่างกล้วยเองก็เคยผ่านยุคน้ำแข็งมาก่อน จึงน่าจะปลูกในสภาพอากาศหนาวได้ ... แต่เซ็ทสึโอะก็บอกว่า ขั้นตอนการทำจริงๆ มันก็มีรายละเอียดปลีกย่อยอื่นๆ อีกที่เขาได้เรียนรู้มายาวนานถึง 4 ทศวรรษ โดยความพากเพียรของเขาจะเริ่มผลิดอกออกผลในปีหน้านี่หล่ะ ซึ่งบริษัทที่เขาจัดตั้งขึ้นมาจะเริ่มปลุกกล้วยแบบอุตสาหกรรมในญี่ปุ่น !!
..
เซ็ทสึโอะบอกว่า ถ้าญี่ปุ่นปลูกกล้วยได้เมื่อไหร่ มันจะสร้างงานได้ 200,000 ตำแหน่ง และสร้างมูลค่าได้มากกว่า 6 แสนล้านเยน (185,000 ล้านบาท) เลยทีเดียวครับพี่น้อง เซ็ทสึโอะ ยังมองไปถึงการไปลงทุนปลูกพืชอื่นๆ ในไซบีเรีย ซึ่งมีดินและน้ำอุดมสมบูรณ์
..

อัพเดตความก้าวหน้าทางด้านเกษตรได้ทุกวัน กับ เพจเกษตรอัจฉริยะ ... https://www.facebook.com/smartfarmthailand/
Credit : Many Thanks to ....
- Data and Picture from http://asia.nikkei.com/magazine/Fresh-ideas/Tech-Science/Growing-bananas-in-the-cold
- Data from http://www.mopalab.com/enhome
- Picture from http://goope.akamaized.net/48137/170131095546-588fe09218f9c.jpg

23 เมษายน 2560

เกษตรกรไทยปรับตัวด่วน ! ญี่ปุ่นเปลี่ยนนโยบายสู่ประเทศส่งออกอาหาร เตรียมยกเลิกสิทธิพิเศษสินค้าเกษตรไทย 400 รายการ




สถานทูตไทยในญี่ปุ่นเตือนเกษตรกรไทย .. ญี่ปุ่นปรับนโยบายไปสู่ประเทศส่งออกอาหาร

เจ้าหน้าที่สถานทูตระดับสูงของสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโตเกียว ได้ออกมาเตือนเกษตรกร และผู้ส่งออกสินค้าเกษตร-อาหารไทยไปยังญี่ปุ่นว่า ญี่ปุ่นกำลังพิจารณาจะตัดสิทธิพิเศษภาษีศุลกากร หรือ จีเอสพี สินค้าเกษตรจากเมืองไทยจำนวนมากถึง 400 รายการ ในอีก 2 ปีข้างหน้า
..
ฟังดูน่าตกใจ .. แต่นั่นเป็นเพียงน้ำจิ้ม อาหารจานหลักกำลังจะมาเสริฟ เพราะอีกไม่นาน ญี่ปุ่นจะปรับเปลี่ยนจากประเทศนำเข้าอาหาร ไปสู่ประเทศส่งออกสินค้าเกษตร .. อาหารเดิมที่เคยนำเข้า ก็จะใช้วิธีการไปสร้างฟาร์มในประเทศที่ส่งออก เช่น เวียดนาม ยูเครน รัสเซีย แล้วก็ค่อยนำเข้ามาญี่ปุ่น ในขณะที่สินค้านำเข้าหลายชนิด จะเริ่มมีการปลูกทดแทน เช่น มะม่วง หรือ แม้แต่กล้วยหอมที่สามารถปลูกได้ในโรงเรือนทางใต้ของญี่ปุ่น
..
แถม ญี่ปุ่นยังมองไทย เป็น เป้าหมายของการส่งออกสินค้าเกษตร-อาหาร อีกด้วย !!
..
ในปีที่ผ่านมานั้น ญี่ปุ่นนำเข้าสินค้าเกษตร-อาหาร จากประเทศไทยคิดเป็นมูลค่า 175,560 ล้านบาท แต่ญี่ปุ่นส่งออกเกษตร-อาหาร มาประเทศไทยเพียง 10,670 ล้านบาท ซึ่งจะเห็นว่าประเทศเราได้เปรียบดุลการค้าทางเกษตร .. ซึ่งเขาบอกว่า ต่อไปจะไม่ใช่แบบนี้แล้วนะ !!


..
ปีที่แล้วยอดส่งออกสินค้าเกษตร เนื้อสัตว์ ของญี่ปุ่นเติบโตล้นหลาม จากเดิมที่เคยเป็นแต่ประเทศนำเข้าอาหารมาตลอด แต่ปรากฎว่าในปีที่แล้วสามารถส่งออกได้ 6.68 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 2.3 แสนล้านบาท (ถึงแม้จะดูน้อยเมื่อเทียบกับประเทศไทย ที่ส่งสินค้าเกษตรได้เกือบ 1 ล้านล้านบาท ก็ตาม .. แต่ต้องไม่ลืมว่า เขาเป็นประเทศอุตสาหกรรม นะจ๊ะ) เมื่อเทียบว่า แต่เดิมญี่ปุ่นมีแต่นำเข้าอาหาร แต่ตอนนี้ เริ่มส่งออกอาหาร และที่สำคัญมีมูลค่าสูงขึ้นอย่างน่าทึ่ง
..
- การส่งออกองุ่นเติบโตมากถึง 50%
- การส่งออกสตรอเบอรีเติบโต 35% แม้แต่ประเทศมาเลเซียที่มีแหล่งสตรอเบอรีเลื่องชื่อ ก็ยังต้องซื้อกิน
- การส่งออกชาเขียวเติบโต 14% ยอดส่งออก 11.6 พันล้านเยน (ประมาณ 3.6 พันล้านบาท)
- ส่งออกเนื้อวัวเติบโต 23% โดยเฉพาะเนื้อวากิว ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ
..
นอกจากนั้น แทบไม่น่าเชื่อ ญี่ปุ่นยังส่งออกข้าวได้เพิ่มขึ้นอีกด้วยครับ
..
ดังนั้น ต่อไปภายภาคหน้า นอกจากเราจะส่งสินค้าเกษตรเข้าไปขายในญี่ปุ่นได้ยากขึ้นแล้ว เขายังกลายมาเป็นคู่แข่งของเราอีกต่างหาก .. งานเข้าแล้วนะประเทศไทย !!
..
อัพเดตความก้าวหน้าทางด้านเกษตรได้ทุกวัน กับ เพจเกษตรอัจฉริยะ ... https://www.facebook.com/smartfarmthailand/
Credit : Many Thanks to ....
- Data from http://www.nationmultimedia.com/news/business/EconomyAndTourism/30312054
- Picture from http://discovermagazine.com/galleries/zen-photo/h/how-do-you-like-them-apples
- Picture from http://elleandjess.blogspot.com/2015/04/strawberry-picking-in-enzan-winter-in.html

09 เมษายน 2560

ทำบ้างมั้ย ? เกษตรกรญี่ปุ่น ผลิตได้ทั้งอาหาร และ ไฟฟ้า จากการแชร์พื้นที่เกษตรเพื่อปลูกพืช ควบผลิตพลังงาน




กำลังฮิตในญี่ปุ่นครับ เรื่องของ Solar Sharing หรือการแชร์พลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อใช้ปลูกพืช กับ ผลิตกระแสไฟฟ้า ... ทำให้เกษตรกรของเขา เป็นทั้งผู้ผลิตอาหาร และ พลังงาน ครับ ... แม้แต่ นาข้าว ก็ติดตั้งโซลาร์เซลล์ ได้นะครับพี่น้อง ซึ่งที่ญี่ปุ่นเขาจะใช้โครงสร้างโซลาร์เซลล์ที่ยกสูง ทำให้สามารถเข้าไปดำเนินกิจกรรมทางการเพาะปลูกใต้แผงโซลาร์เซลล์ได้ อย่างนาข้าวของเขา ที่มีแผงโซลาร์เซลล์อยู่ข้างบนนั้น แม้แต่รถแทรกเตอร์ รถเกี่ยวข้าว ก็สามารถวิ่งเข้าไปทำงานได้ครับ นอกจากนี้ แผงโซลาร์เซลล์ของเขายังสามารถปรับมุมรับแดดได้ทั้งแบบอัตโนมัติ หรือ ระบบแมนวล เพื่อให้เกษตรกร สามารถตั้งองศาได้ว่า จะให้แผงโซลาร์เซลล์ กับ พืชที่อยู่ข้างล่าง แบ่งแสงกันเท่าไหร่
..
ญี่ปุ่นนั้นมีกฎหมาย ห้ามสร้างโซลาฟาร์ม บนพื้นดิน เหมือนในบ้านเรา เพราะเขาไม่ต้องการให้โซลาฟาร์มมาแย่งพื้นที่ทำการเกษตร ดังนั้น การผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ของเขามักจะเป็นการติดตั้งบนหลังคา (Solar Rooftop) หรือ สร้างบนผิวน้ำ ซึ่งก็นับว่าเป็นเรื่องฉลาดกว่าบ้านเรามากที่เขาเห็นค่าในผืนดิน ซึ่งน่าเสียดายที่โซลาร์ฟาร์มในบ้านเรา หลายๆ แห่ง กลับไปสร้างในพื้นที่เกษตร ที่สามารถปลูกพืชได้ดี แทนที่จะไปสร้างที่ที่ดินที่ปลูกพืชไม่ได้ผล เช่น ที่ดินเค็ม เป็นต้น




อย่างไรก็ตาม เขาก็ยังอนุญาตให้การเพาะปลูกและโซลาร์เซลล์ใช้ที่ดินร่วมกันได้ ถ้ามีการพิสูจน์ว่า การติดตั้งโซลาร์เซลล์ไม่ได้ทำให้ประสิทธิภาพในการใช้ที่ดินเพื่อเพาะปลูกสูญเสียไป ดังนั้นจึงต้องติดตั้งโซลาร์เซลล์ให้สูงขึ้น เพื่อให้สามารถเพาะปลูกพืชด้านล่างได้ อีกทั้งยังต้องมีการคำนวณให้ติดตั้งโซลาร์เซลล์ให้มีช่องว่าง พอที่แสงจะลอดผ่านลงมาให้แก่พืชที่ปลูกด้านล่างได้ ซึ่งเขาก็จะมีการคำนวณว่าพืชที่เพาะปลูกนั้น ต้องการแสงแดดเท่าใด จึงจะเพียงพอ

..
ซึ่งนักวิทยาศาสตร์พบว่า หากพืชได้รับแสงที่เพียงพอแล้ว แสงส่วนเกินที่พืชได้รับ พืชก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์อยู่ดี ดังนั้น เราสามารถใช้โซลาร์เซลล์ เพื่อมาดูดซับแสงที่เหลือไปใช้ได้


..

อัพเดตความก้าวหน้าทางด้านเกษตรได้ทุกวัน กับ เพจเกษตรอัจฉริยะ ... https://www.facebook.com/smartfarmthailand/

Credit : Many Thanks to ....
- Picture from http://www.maruhsei.com/wp-content/uploads/2014/12/sharing.jpg
- Picture from http://www.d3.dion.ne.jp/~higashi9/hyousi2a.jpg
- Picture from http://smartblue.jp/wp-content/uploads/DSC01172.jpg

01 เมษายน 2560

ลองมั้ย ! วิธีเพิ่มมูลค่าผลไม้ญี่ปุ่น ที่เกษตรกรไทยสามารถทำตามได้ไม่ยาก เพิ่มราคาได้ 10-100 เท่า



แตงโมรูปทรงเรขาคณิตในญี่ปุ่น เป็นผลไม้ที่ทำราคาได้ดีมากครับ อย่างเช่น แตงโมรูปหัวใจ รูปลูกบาศก์ หรือ ปิระมิด สามารถขายได้ตกเฉลี่ยลูกละ 3,500 บาท ซึ่งการจะทำให้ได้รูปทรงแบบนี้ เกษตรกรจะนำบล็อกมาบังคับรูปทรงของลูกผลไม้ และต้องคอยดูแลเอาใจใส่ จนกว่าจะได้รูปทรงที่สวยงาม .. หลักการตลาดของเกษตรกรญี่ปุ่น ในการสร้างมูลค่าของผลไม้เหล่านี้ ที่เราน่าจะลองนำมาปรับใช้ ได้แก่
..
(1) ถึงแม้เกษตรกรหลายๆ ที่จะมีความชำนาญในการสร้างรูปทรงแปลกๆ ให้แก่ผลไม้ แต่เกษตรกรเขาก็จะไม่ทำออกมาเยอะ เพื่อให้มีจำนวนการผลิตที่เหมาะสมสำหรับการตั้งราคาที่สูงได้ เรียกว่า มีทั้ง ปริมาณ และ คุณภาพ ควบคู่กันไป

(2) ผลไม้ระดับพรีเมียมเหล่านี้ มักจะถูกนำไปวางชายในร้านขายผลไม้ที่ตั้งขึ้นมาพิเศษ เพื่อขายผลไม้ไฮโซ ผลไม้เกรดพรีเมียม และ ผลไม้แปลก โดยเฉพาะ เลยทำให้ได้รับความเชื่อถือ และมีคนยอมจ่ายเงินในราคาสูง .. ถ้าไปวางตามห้าง ก็จะมีมุมผลไม้พิเศษขึ้นไป มีการตกแต่งให้สมกับราคาที่ต้องจ่ายแพง ๆ

(3) ประเพณีการนำผลไม้ราคาเกรดซูเปอร์พรีเมียม  มาออกประมูล ก็ช่วยทำให้ดันราคาผลไม้ชนิดนั้นๆ ให้สูงขึ้นได้ครับ คือลูกที่ประมูลเมื่อขายได้ราคาแพง ก็พลอยทำให้ผลไม้จากสวน จากฟาร์มนั้นๆ เพิ่มมูลค่าไปในตัว อย่างเช่น มะม่วงที่ปลูกกันในโรงเรือนที่จังหวัดมิยาซากิ ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเมื่อจะเริ่มฤดูกาลที่มะม่วงจะออกสู่ตลาด เขาจะเอามะม่วงล็อตแรกที่ดีที่สุดมาประมูลกัน และแล้ว มะม่วงไข่พระอาทิตย์ (Egg of the Sun) ก็ได้ราคาที่สูงที่สุดถึง คู่ละ 300,000 เยน คิดเป็นเงินไทยก็ 8 หมื่นกว่าบาท ... กลายเป็น มะม่วงที่แพงที่สุดในโลกครับผม
..
มะม่วงญี่ปุ่นได้รับความนิยมในหมู่ผู้บริโภคชาวญี่ปุ่น และฮ่องกง ถึงขนาด สายการบินเจแปน แอร์ไลน์ ต้องจัดตู้สินค้าให้พิเศษมายังฮ่องกง ในช่วงฤดูกาลมะม่วงกันเลยทีเดียว ซึ่งก็จะอยู่ในช่วงเดือน พ.ค. - มิ.ย. นี้หล่ะครับ


อัพเดตความก้าวหน้าทางด้านเกษตรได้ทุกวัน กับ เพจเกษตรอัจฉริยะ ... https://www.facebook.com/smartfarmthailand/
Credit : Many Thanks to .....
- Picture from http://edition.cnn.com/2017/03/22/foodanddrink/japan-luxury-expensive-fruit/
- Picture from http://mangoworldmagazine.blogspot.com/

11 ตุลาคม 2556

ญี่ปุ่นเข้าสู่ยุคสมาร์ทฟาร์ม


(Picture from Fujitsu)

เมื่อต้นเดือน ต.ค. 2556 ผมได้มีโอกาสเข้าร่วมงานการแสดงทางการค้า (Trade Fair) ที่มีชื่อว่า CEATEC Japan 2013 ในงานนี้ ทำให้ผมได้มีโอกาสเข้าไปติดตามความก้าวหน้าของระบบสมาร์ทฟาร์ม ซึ่งบริษัท Fujitsu พัฒนาขึ้นและได้นำมาออกแสดงในงาน CEATEC Japan แทบจะทุกปี โดยเมื่อครั้งก่อนหน้านี้ ผมก็เคยเข้าไปดูงาน CEATEC Japan มาแล้วครั้งหนึ่ง ตั้งแต่ปี 2007 นู่นเลยครับ ในครั้งนั้น ผมได้มีโอกาสไปเห็นบริษัท Fujitsu เสนอแนวคิดเรื่องสมาร์ทฟาร์มขึ้นมาใหม่ๆ ซึ่งผมก็ได้นำแนวคิดหลายๆ อย่างจากการไปเห็นในนิทรรศการนั่นแหล่ะครับ เอากลับมาทำ พูดอย่างไม่อายเลยครับว่า การไปดูงานแบบ expo หรือ trade fair เนี่ย มันช่วยจุดประกายความคิดเราได้เยอะ หลายๆ เรื่อง เราแค่ไปดูๆ แล้วเอากลับมาทำต่อยอดได้เลย 

หลังจากกลับมาจาก CEATEC Japan 2007 ผมก็ได้ลองนำแนวคิดหลายๆ อย่างของ Fujitsu กลับมาทำ ผ่านไปจากปี 2007 ก็อยากจะกลับไปดูว่า Fujitsu ทำอะไรใหม่ๆ บ้าง แล้วเวลาที่ผ่านมาตั้ง 6 ปี สิ่งที่ Fujitsu ทำ กับ สิ่งที่ผมได้ทำ มันมีพัฒนาการต่างกันเยอะมั้ย ... ไม่น่าเชื่อครับ พอกลับมาดูอีกที ปรากฎว่า พัฒนาการของสมาร์ทฟาร์มของ Fujitsu กับที่ผมทำและวางแผนจะทำ มันกลับมีความคล้ายคลึงกันมาก ทั้งๆ ที่ ในช่วงเวลา 6 ปีที่ผ่านมา ผมไม่เคยติดตามงานของ Fujitsu อีกเลย

นั่นแสดงว่า แนวโน้มของการพัฒนาสมาร์ทฟาร์มในโลกนี้ มันกำลังไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งก็คือ

(1) เรื่องของการติดตามข้อมูลและกิจกรรมในไร่ ด้วยเซ็นเซอร์ (Field Sensors) ต่างๆ รวมไปถึงการใช้จักรกล หุ่นยนต์ และเครื่องทุ่นแรงที่มีระบบอัจฉริยะ

(2) เรื่องของ mobile devices ที่เข้ามามีส่วนในการทำไร่ทำนา การบันทึกและเข้าถึงข้อมูลต่างๆ

(3) เรื่องของระบบ Cloud Computing ที่จะทำให้พารามิเตอร์ในการเพาะปลูก ปัจจัยการผลิต สภาพผลผลิต เชื่อมโยงกันหมด จากไร่นาไปสู่โรงงานแปรรูป และผู้จัดส่งอาหาร ไปถึงผู้บริโภค รวมถึงการเชื่อมโยงเซอร์วิสอื่นๆ ในห่วงโซ่คุณค่าทั้งหมด

เมื่อการเพาะปลูกเชื่อมโยงเข้ากับห่วงโซ่คุณค่าทั้งหมด พารามิเตอร์ ตัวแปร ต่างๆ สามารถที่จะนำมาเชื่อมโยงกันด้วยโมเดลทางคณิตศาสตร์ และอัลกอริทึมต่างๆ ทำให้เกษตรกรสามารถวิเคราะห์ราคาพืชผล จาก demand-supply ได้

สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากงาน CEATEC Japan 2013 ที่เป็นเรื่องใหญ่ๆ อีกเรื่องหนึ่งคือ เรื่องของระบบอัจฉริยะมันมาถึงจุดที่ใกล้ความเป็นจริงมากๆ แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ Smart City, Smart Car, Smart Home, Smart Healthcare และนั่น ก็เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะทำให้ Smart Farm เกิดขึ้นในไม่ช้านี้ครับ ....

01 เมษายน 2552

Rice Planting Robot - หุ่นยนต์ปลูกข้าว


เมื่อปลายปี 2008 ผมได้ไปประชุมวิชาการ World Conference on Agricultural Informatics and IT 2008 ซึ่งใน session นิทรรศการนั้น ผมได้ไปสะดุดตาเข้ากับสิ่งประดิษฐ์ชิ้นหนึ่งเข้า นั่นคือเจ้าหุ่นยนต์ดำนาปลูกข้าว (Rice Planting Robot) จริงๆแล้ว เครื่องปลูกข้าวไม่ใช่อะไรที่ใหม่หรอกครับ เพราะมีคนทำได้แล้ว แต่นวัตกรรมชิ้นนี้มีข้อต่างจากเครื่องพวกนั้นอย่างสำคัญตรงที่ มันทำงานได้เองโดยที่ไม่ต้องมีคนคอยควบคุม


การดำนาเพื่อปลูกข้าวนั้น เป็นงานหนักที่ต้องใช้ความอดทนสูง รวมไปถึงประสบการณ์ด้วยครับ ชาวนาจะต้องใช้เวลาค่อนข้างนานในแต่ละแปลง เพื่อจัดวางตำแหน่งของต้นกล้า ให้อยู่เป็นแถวเป็นแนว งานที่ท้าทายนี้สามารถถ่ายทอดไปให้หุ่นยนต์จัดการได้แล้วครับ โดยทางศูนย์วิจัยเกษตรแห่งชาติญี่ปุ่น (National Agricultural Research Center) ได้พัฒนาหุ่นยนต์ปลูกข้าวขึ้นมาโดยไร้มนุษย์ควบคุม เจ้าหุ่นตัวนี้สามารถทำงานในนาข้าวโดยอาศัยการกำหนดตำแหน่งจาก GPS ผสมผสานกับการระบุทิศทางและความเร็วด้วยเซ็นเซอร์อย่างอื่นด้วย ทำให้มันสามารถทำงานได้อย่างแม่นยำ มันมีความสามารถในการดำนาได้ 1,000 ตารางเมตร ภายใน 20 นาที (หรือคิดเป็นพื้นที่ 250 ตารางวา) ดังนั้นหากให้มันทำงาน 10 ชั่วโมงต่อวัน มันสามารถดำนาได้ทั้งหมด 20 ไร่ ซึ่งแน่นอนว่าเร็วกว่ามนุษย์มาก การเข้ามาของหุ่นยนต์ปลูกข้าวนั้น นับว่าถูกที่ถูกเวลา เพราะสังคมเกษตรกรรมของญี่ปุ่นในปัจจุบันนั้น เหลือแต่ผู้สูงวัย คนหนุ่มสาวไม่ค่อยอยากทำงานด้านนี้แล้วครับ หุ่นยนต์พวกนี้นอกจากจะช่วยเกษตรกรผู้สูงวัยแล้ว มันยังดึงดูดให้คนหนุ่มสาวอยากเข้ามาทำงานเกษตรมากขึ้นด้วยครับ .........

07 พฤศจิกายน 2551

Intelligent Vending Machine - ตู้หยอดเหรียญอัจฉริยะ (ตอนที่ 3)

สวัสดีครับท่านผู้อ่าน ยังอยู่ญี่ปุ่นครับ แต่คืนพรุ่งนี้จะไปพักโรงแรมในสนามบินนาริตะ เพื่อเตรียมบินกลับเมืองไทยแล้วครับ เนื้อหาที่จะนำมาเล่าก็เลยยังวนเวียนอยู่แถวๆ นี้ครับ ตลอดเวลา 10 กว่ากันที่ผมอยู่ในญี่ปุ่น เวลาเดินทางไปไหน หากเห็นตู้หยอดเหรียญก็จะเข้าไปดู มันเป็นความเพลิดเหลินอย่างหนึ่งครับ เพราะไม่ว่าจะเดินไปที่ไหน มันก็ตามเราไปทุกที่ หลายๆตู้ที่แวะไปดูก็จะเก็บรูปเอากลับไปดูที่เมืองไทย มาว่ากันต่อในเรื่องของตู้หยอดเหรียญที่ ยิ่งนานวันจะฉลาดล้ำขึ้นไปเรื่อยๆ บริษัท M-one Cafe พยายามเอาใจคอกาแฟที่ชอบดื่มกาแฟสด และรู้สึกหงุดหงิดกับรสชาติของกาแฟที่ออกมาจากตู้หยอดเหรียญ จริงๆแล้ว กาแฟหยอดตู้ก็สามารถเซิร์ฟในถ้วยกระดาษร้อนๆ และมีตัวเลือกได้ค่อนข้างมาก ทั้ง เอสเพรสโซ คาปูชิโน ลาเต้ แต่ M-one เขาอยากให้ตู้หยอดเหรียญสำหรับกาแฟมีความฉลาดข้ามขั้นไปเลย คือให้ผู้ซื้อมีอิสรภาพในการกำหนดรสชาติที่ตัวเองต้องการ เหมือนกับการปรุงเอง ซึ่งอิสรภาพที่ได้มานี้มากกว่าการไปนั่งสั่งกาแฟสดด้วยการปรุงจากมนุษย์ในร้านกาแฟเสียด้วยซ้ำ เพราะผู้ซื้อสามารถควบคุมการปรุงได้จากการเฝ้าดูจอ LCD ที่ตู้โดยการใช้ Touch-screen สั่งเลือกสูตรกาแฟที่ตนชื่นชอบ ไม่ว่าจะเป็นความเข้มข้นของกลิ่นรส ความหวาน ความมันของนม ถ้าจะดื่มกาแฟเย็นก็เลือกขนาดของก้อนน้ำแข็งที่ต้องการได้ เครื่องจะตัดน้ำแข็งในขนาดตามนั้นให้สดๆ เลยครับ ตอนนี้ตู้หยอดเหรียญจำนวนมาก นอกจากจะรับเหรียญแล้ว ยังสามารถใช้บัตรโดยสารสมาร์ทการ์ดมาแตะที่ตู้แทนการใช้เหรียญ ตู้ก็จะหักเงินในบัตรเอง โดยเฉพาะตู้หยอดเหรียญที่สถานีรถไฟไฟ้าทั้งหลาย ซึ่งหลายๆตู้ สามารถหักเงินผ่านโทรศัพท์มือถือได้ แค่นำไปแตะเท่านั้น เดี๋ยวนี้บริษัทโฆษณาสินค้าทั้งหลายก็นิยมโปรโมตสินค้า โดยการส่ง e-mail ไปเข้ามือมือลูกค้า เช่นให้เครื่องดื่มโค้กฟรี 1 กระป๋อง เพียงนำบาร์โค้ดที่ส่งไปทาง e-mail เอาไปให้ตู้หยอดเหรียญสแกน โดยหันหน้าจอมือถือไปทางเครื่องสแกน โค้กก็จะหล่นลงมาให้ดื่ม

04 พฤศจิกายน 2551

Intelligent Vending Machine - ตู้หยอดเหรียญอัจฉริยะ (ตอนที่ 2)

ยังวนเวียนอยู่แถวญี่ปุ่นนะครับ ตู้หยอดเหรียญในญี่ปุ่นเกิดขึ้นมาตั้งแต่ ค.ศ. 1890 หรือเกือบ 120 ปีก่อนครับ ถึงวันนี้การพัฒนาตู้หยอดเหรียญก็ดำเนินต่อไปเรื่อยๆ มันมีความเฉลียวฉลาดและทำอะไรได้มากขึ้นเยอะเลยครับ บริษัท Fuji Electric ได้คิดค้นตู้หยอดเหรียญที่ใช้พลังงานจากโซลาร์เซลล์เพื่อทำความเย็นให้แก่สินค้าข้างใน ที่ด้านข้างของมันมีมอสเขียวๆขึ้นอยู่ เพื่อเป็นฉนวนความร้อนและเพิ่มความเขียวขจี แก่สภาพแวดล้อมตรงที่ตู้มันไปวางตั้งอยู่ อีกความฉลาดหนึ่งที่ตู้หยอดเหรียญยุคใหม่มีก็คือ ความสามารถในการเดาอายุของผู้หยอดเหรียญ ซึ่งจะมีประโยชน์มากสำหรับตู้หยอดเหรียญเพื่อซื้อบุหรี่ บริษัท Fujitaka ได้ประดิษฐ์ตู้หยอดเหรียญที่ใช้เทคโนโลยี Face Recognition เพื่อทำการประเมินอายุของผู้ซื้อบุหรี่ที่ตู้ ด้วยการใช้กล้องเก็บภาพหน้าของผู้หยอดเหรียญ แล้วทำการวิเคราะห์รูปทรงของใบหน้า ความเต่งตึงของผิวหน้า ลักษณะของเส้นรอบๆดวงตา แล้วทำการเปรียบเทียบกับฐานข้อมูลของใบหน้าคน ในช่วงอายุต่างๆ ในฐานข้อมูลที่มีอยู่มากถึง 100,000 ใบหน้า ตู้นี้จะปฏิเสธการขายหากมันคิดว่าคนซื้อเป็นเยาวชน แล้วในกรณีที่ผู้ซื้อเกิดเป็นคนหน้าอ่อนกว่าอายุมากๆ ล่ะจะทำอย่างไร สำหรับกรณีที่ผู้ซื้อเป็นผู้ใหญ่แบบ Baby-Faced แล้วเครื่องปฏิเสธการขาย ก็ยังสามารถซื้อได้โดยนำบัตรประชาชนมาให้ตู้สแกน มันก็จะยอมขายให้ โดยเก็บข้อมูลความผิดพลาดในการคำนวณเอาไว้ด้วย เพื่อปรับปรุงความฉลาดของมันต่อไป แม้ว่าปัจจุบันความถูกต้องในการคำนวณของมันจะมีเพียง 90% เท่านั้น (ทุกๆ 100 คน มันจะเดาผิด 10 คน) แต่ในอนาคตพลังของซอฟต์แวร์ปัญญาประดิษฐ์จะสูงขึ้น เพื่อลดข้อผิดพลาดให้ลดลงไปเรื่อยๆครับ บริษัทเดียวกันนี้ยังได้นำตู้หยอดเหรียญที่แนะนำที่กินข้าว ที่เที่ยว ให้แก่ผู้หยอดเหรียญที่มากดซื้อกาแฟทานด้วยครับ โดยใช้จอภาพแบบ Touch-Screen ให้ผู้ซื้อใช้เล่นแพนและซูมแผนที่ มันก็จะโฆษณาแนะนำว่ามีร้านไหนอร่อยแถวนี้ สามารถบอกเจ้าตู้ฉลาดนี้ว่าเราอยากทานอะไรเป็นพิเศษ มันจะโชว์แผนที่ให้ และพูดบอกเราว่าให้เดินไปทางไหน เลี้ยวตรงไหน

01 พฤศจิกายน 2551

Intelligent Vending Machine - ตู้หยอดเหรียญอัจฉริยะ (ตอนที่ 1)


ท่านผู้อ่านที่เคยอยู่อพาร์ทเมนท์คงจะคุ้นเคยกับเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญนะครับ เดี๋ยวนี้หาค่อนข้างง่าย เป็นความสะดวกสบายอย่างหนึ่งไปแล้วในเมืองไทย แต่เครื่องหยอดเหรียญเพื่อกดขนม หรือ เครื่องดื่มออกมานั้นอาจจะไม่ค่อยแพร่หลายเท่าไรนักในบ้านเรา ผมก็เคยเห็นบ้างในมหาวิทยาลัยบ้านเรา แต่ที่ญี่ปุ่น เครื่องหยอดเหรียญเพื่อซื้อเครื่องดื่ม บุหรี่ ขนม หรือแม้แต่ของเล่น นั้นพบได้ทั่วไป เรียกว่าเดินออกจากโรงแรมไปซัก 1 ป้ายรถเมล์ ก็เจอเป็นสิบๆเครื่องแล้ว ตามลานจอดรถก็มี ปากซอยก็มี บนชานชาลารถไฟก็มี ออกไปเดินเล่นข้างๆท้องนาในชนบทก็ยังเจอเลยครับ แถมมีของแปลกๆ อย่างไข่ไก่ เป็นต้น บางทีผมยังอดสงสัยไม่ได้ว่าบริษัทที่ติดตั้งเครื่องหยอดเหรียญเหล่านี้จะจำได้ไหมว่าตนเองเอาเครื่องไปวางไว้ที่ไหนบ้าง แถมยังต้องไปคอยเอาของไปเติมด้วย ปรากฎว่าเครื่องเหล่านี้ในญี่ปุ่นเขาเชื่อมโยงกับเครือข่ายไร้สายหมดครับ ซึ่งมันจะส่งข้อมูลของสินค้าที่ขายดี ขายไม่ดี ไปยังศูนย์ข้อมูล ซึ่งมันก็จะแจ้งเตือนเมื่อสินค้าใกล้จะหมดด้วย ตู้หยอดเหรียญในญี่ปุ่นมีเยอะเสียจนเขามีการจัดงานแสดงสินค้าและนิทรรศการเกี่ยวกับตู้หยอดเหรียญโดยเฉพาะ อย่าง Vendex Japan มีบริษัทมาแสดงสินค้าในงานถึง 194 บริษัท จำนวน 822 บูธ ซึ่งมีผู้มาเที่ยวชมงานจำนวน 150,000 คน ทั้งๆที่เก็บค่าเข้าชมงานคนละ 500 บาท ว่ากันว่าในญี่ปุ่นตอนนี้มีตู้หยอดเหรียญจำนวน 5,405,300 ตู้ครับ หรือมีตู้หยอดเหรียญ 1 ตู้ต่อประชากร 23 คน ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในโลก ครึ่งหนึ่งของ 5 ล้านกว่านี้เป็นตู้สำหรับกดเครื่องดื่มไร้อัลกอฮอล์ครับ ประมาณ 118,000 ตู้จะเป็นของแปลกที่ไม่น่าเอามาใส่ในตู้ ไม่ว่าจะเป็น มีดโกนหนวด ถุงเท้า ไข่ไก่ น่าทึ่งมากครับมี 5,500 ตู้ที่เป็นบะหมี่กระป๋อง เขาสำรวจออกมาพบว่า 22% ของคนตอบแบบสำรวจนั้นใช้ตู้หยอดเหรียญอย่างน้อยวันละครั้ง ทำให้รายได้ของตู้หยอดเหรียญทั้งหมดรวมทั้งปีมีมูลค่าถึง 7,000,000,000,000 เยน หรือ ประมาณ 2.2 ล้านล้านบาท มากกว่างบประมาณของรัฐบาลไทยใน 1 ปีเสียอีกครับ


ชีวิตในโลกอนาคตนั้น นับวันจักรกลที่มีความฉลาดจะยิ่งเข้ามาวนเวียนในชีวิตประจำวันของพวกเรามากขึ้นเรื่อยๆ วันหลังจะมาเล่าต่อนะครับ .....

29 สิงหาคม 2551

Information Technology for Agriculture (ตอนที่ 2)


กลับมาจากโตเกียวแล้วครับ ไปญี่ปุ่นครั้งนี้เพื่อไปประเมินสถานภาพทางเทคโนโลยีไอทีที่นำมาใช้ทางเกษตร ของญี่ปุ่น และประเทศอื่นๆที่เป็นคู่แข่งกับไทย ในงาน World Conference on Agricultural Informatics and IT 2008 ซึ่งจากภาพรวมก็พบว่ายังไม่มีเทคโนโลยีอะไรใหม่ๆ ที่มีสีสันฉูดฉาด สร้างความตื่นเต้นร้อนแรงมาแสดงในงาน นั่นอาจเป็นเพราะว่า สหรัฐอเมริกา กับ ออสเตรเลีย ไม่ได้มาร่วม เพราะว่าทางอเมริกาเขาก็มีการประชุมประจำปีของเขา ที่นั่นเรียกว่า Precision Agriculture ครับ เป็นศาสตร์ที่กว้างกว่า IT Agriculture มาก เพราะเชื่อมโยงเทคโนโลยีอื่นนอกเหนือ IT ด้วย ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีชีวภาพ วัสดุศาสตร์ ไปจนถึงนาโนเทคโนโลยี การประชุมที่โตเกียวครั้งนี้ จึงให้ภาพเพียงด้านเดียวของ Precision Agriculture เองครับ


ผมเป็นคนจากสาขานาโน พอเข้าไปเข้าร่วมประชุมในงานของทางเกษตร มันมีความรู้สึกหนึ่งเข้ามา นั่นคือ แต่ละคนแต่ละประเทศดูจะหวงๆ ศาสตร์ ความรู้ และเทคนิคของตัวเอง ขนาดการประชุมทางด้านนี้ยังแบ่งเป็นทวีปๆ อย่างชัดเจน เช่น อเมริกาก็มีของเขา ออสเตรเลีย ยุโรป และ เอเชีย ก็ชอบจัดงานแยกกัน ที่ผมพอจะอธิบายได้ก็คือ (1) การเกษตร เป็นเรื่องของ Geo-specific ครับ คือ แต่ละถิ่นปลูกพืชไม่เหมือนกัน ความสนใจจึงต้องกำหนดขอบเขตทางด้านภูมิศาสตร์ด้วย (2) การเกษตรเป็นอะไรที่แต่ละประเทศหวงแหน เป็นอาชีพที่รัฐอุดหนุนไม่ให้ล้มตาย จึงต้องพยายามรักษาสถานภาพในการแข่งขันของตัวเองให้สูงอยู่เสมอ ถึงแม้ผู้ร่วมประชุมแต่ละท่านจะมีความเป็นนักวิชาการ แต่การเปิดเผยข้อมูล หรือ ความรู้ที่ตัวเองทำก็ค่อนข้างระมัดระวังครับ


สิ่งที่น่าจับตาของญี่ปุ่นก็คือ เขาได้พัฒนาเซ็นเซอร์ภาคสนาม (Field Server) ของเขาเอง ซึ่งประกอบไปด้วยเซ็นเซอร์วัดแสง อุณหภูมิ ความชื้นในอากาศ ความชื้นในอากาศ ความชื้นในดิน กล้อง โดยเขาได้ตั้งบริษัทขึ้นมาชื่อว่า elab experience ตอนนี้เขาก็พยายามทำตลาดในประเทศญี่ปุ่น เท่าที่ผมประเมินดูคิดว่าการทำตลาดในประเทศไทยเราไม่น่าง่าย อย่างไรก็ตามเขาพยายามแทรกซึมเข้ามาด้วยการร่วมงานวิจัยผ่านมหาวิทยาลัยบางแห่งของไทย ซึ่งก็มีนักศึกษาไทยทำงานร่วมอยู่กับเขาครับ ก็ยังพอมีเวลาหากประเทศไทยเราจะพัฒนาเทคโนโลยี Smart Farm ของตัวเอง เพื่อแข่งกับต่างประเทศครับ

26 สิงหาคม 2551

Information Technology for Agriculture


สวัสดีครับท่านผู้อ่าน ตอนนี้ผมอยู่กรุงโตเกียวครับ มาเข้าร่วมประชุม World Conference on Agricultural Informatics and IT 2008 วันพฤหัสบดีนี้ก็จะกลับกรุงเทพฯ แล้วครับ วันนี้พอดีพอมีเวลามาอัพเดตบล็อกสักหน่อย ก็ขอเล่าเรื่องความก้าวหน้าต่างๆ ที่ได้รับรู้มาจากการประชุมนะครับ งานนี้มีคนเข้าร่วมสักประมาณ 200 คนได้ครับ ซึ่งถือว่าไม่ใหญ่เลยครับ หากไปเทียบกับงานประชุมทางด้านนาโนเทคโนโลยีในระดับนานาชาติ ที่เป็นงานฮ็อตฮิตของปี แล้วยิ่งงานนี้ซึ่งเป็น World Conference ที่เอางานประชุมย่อยๆ ของแต่ละสมาคมมาร่วมจัดในคราวเดียวกัน แต่ทำไมมีคนเข้าร่วมแค่ระดับ 200 คนเอง ยิ่งทำให้รู้สึก เอ... ทำไมคนทำวิจัยทางด้านนี้น้อยจัง ทั้งๆที่วิทยาการทางด้าน Information Technology for Agriculture นั้นนับวันจะยิ่งมีความสำคัญกับโลกมากขึ้นทุกที ยิ่งในสภาวะที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตโลกร้อน และพลังงานมีราคาแพง ทำให้การผลิตอาหารจะต้องทำอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ผมลองมานั่งนึกดู แล้วจึงพบว่า .... อ๋อ ..... งานนี้มีแต่นัก IT มาเสนอผลงาน แต่ดันไม่ยักมีคนทางด้านเกษตร ที่เป็นผู้ใช้มาเลย คือ ..... มีแต่ developers มา แต่กลับไม่มี users มาครับ ผมจึงลองไป search ดูงานประชุมทางด้านเกษตรของโลกเรา จึงได้พบว่าโลกของเรามีงานประชุมทางด้านเกษตรน้อยมากๆ เพราะ..... เมื่อเทียบกับสาขาอื่นๆ ปีหนึ่งๆ เรามีงานประชุมทางด้านนาโนไม่รู้จักกี่งาน แต่งานประชุมทางด้านเกษตรทั้งโลกกลับมีแค่ 2-3 งานเท่านั้น น่าน้อยใจแทนคนในสาขาเกษตรนะครับ งานประชุมนี้มีคนไทยเข้าร่วมพอสมควรนะครับ เท่าที่ผมนับดูก็ประมาณ 15-20 คน อาจจะเป็นอันดับสอง หรือสาม รองจากคนญี่ปุ่น เลยนะครับ ก็ประเทศไทยยังเป็นประเทศเกษตรกรรมนี่ครับ ถึงแม้งานนี้จะไม่ใหญ่โตอย่างที่ผมคิด แต่ผมก็ดีใจที่ได้มาประชุมงานนี้ เพราะได้พบว่างานทางด้านเกษตรแม่นยำสูงของเรา ไม่ได้แพ้ญี่ปุ่นเลยครับ งานของคนไทยที่ไปเสนอในที่ประชุมนี้ ฝรั่งเองก็ยังทึ่งครับ ดังนั้นบ้านเราอาจจะต้องให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีชั้นสูง มาใช้งานทางเกษตรให้มากขึ้น เพราะเราค่อนข้างได้เปรียบมากๆ ในเรื่องความหลากหลายของสินค้าเกษตรครับ