แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ cow แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ cow แสดงบทความทั้งหมด

28 มีนาคม 2563

นมแม่เทียม มาแล้ว สตาร์ทอัพสิงคโปร์เตรียมผลิตนมมนุษย์ ป้อนทารกทั่วโลก



"นมโค ก็ควรจะให้ลูกวัวกินสิ ไม่ใช่ลูกมนุษย์" เป็นสิ่งที่ผมสงสัยมานานแล้วว่า วันหนึ่งเราจะสามารถผลิตน้ำนมสำหรับลูกมนุษย์ ที่ไม่ใช่นมวัวได้หรือไม่ และวันนี้ ก็ได้เกิดสตาร์ทอัพสัญชาติสิงคโปร์ ที่ได้พัฒนากระบวนการที่เรียกว่า Cellular Agriculture เพื่อทำการผลิตน้ำนม โดยการเลี้ยงเซลล์ผลิตนม ให้ทำการผลิตน้ำนม

- โลกเรากำลังเข้าสู่ยุคแห่งการผลิตอาหารที่เบียดเบียนสัตว์น้อยลง ไม่ว่าจะเป็น เนื้อเทียมที่ผลิตจากพืช (Plant-based meat) เนื้อสัตว์ปลูก (in vitro meat) ไข่ที่ไม่ต้องมีไก่ (Plant-based egg)นมทางเลือกชนิดต่างๆ ที่ผลิตจากพืช

- สตาร์ทอัพสิงคโปร์ที่มีชื่อว่า TurtleTree Labs ได้พัฒนาเทคโนโลยีเลี้ยงเซลล์ผลิตน้ำนม ให้สามารถผลิตน้ำนมของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ไม่ว่าจะเป็น วัว แพะ แกะ ได้หมด แต่ผลิตภัณฑ์แรกที่เขาจะนำมาขายคือ น้ำนมมนุษย์ ซึ่งมีขนาดตลาดนมเด็กทารกขนาด 45,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1.5 ล้านล้านบาท



- TurtleTree Labs ไม่ได้คิดจะผลิตน้ำนมขายเอง แต่เขาจะขายไลเซนส์ หรือ สิทธิ์ในการใช้เทคโนโลยี เพื่อให้บริษัทผลิตนมขนาดใหญ่ นำเทคโนโลยีนี้ไปผลิตน้ำนมขาย 

- ข้อดีของเทคโนโลยีนี้ก็คือ เราสามารถวิศวกรรมการผลิตให้ได้น้ำนมแบบที่ผู้บริโภคมีความต้องการ เช่น มีไขมัน หรือ คลอเรสเตอรอล ต่ำ ปราศจากแลคโตส เป็นต้น อีกทั้งยังสามารถเจาะตลาดได้หลายประเภท ที่มีความต้องการเฉพาะ เช่น ตลาดของผู้บริโภคที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก ตลาดอาหารที่ต้องการนมที่มีความเป็นครีมสูง เป็นต้น

- รัฐบาลสิงคโปร์ได้ให้การสนับสนุนแก่บริษัทสตาร์ทอัพแห่งนี้ รวมทั้งบริษัทสตาร์ทอัพด้านเกษตรและอาหารอีกหลายแห่ง ด้วยความหวังที่จะทำให้สิงคโปร์สามารถผลิตอาหารเองได้ในอนาคต

- ล่าสุดบริษัทสตาร์ทอัพแห่งนี้ ได้รับทุนสนับสนุนจากกองทุน KBW Ventures ซึ่งเป็นของเจ้าชายพระองค์หนึ่งแห่งซาอุดิอารเบีย พักหลังๆ นี้ เราจะเห็นว่า ประเทศอาหรับลงทุนทางด้านเกษตรอาหาร เยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของโรงงานผลิตพืชผัก การปลูกข้าวในทะเลทราย ฟาร์มเลี้ยงปลาและกุ้งขนาดใหญ่ในทะเลทราย



Credit : Many Thanks to ....
- Data from https://turtletreelabs.com/
- Picture from https://phys.org/news/2019-06-lab-grown-dairy-food-frontier.html
- Picture from https://www.greenqueen.com.hk/turtletree-labs-singapore-lab-grown-dairy-milk-without-cows/

23 เมษายน 2562

ฤาจะหมดยุคนมวัว ! เกษตรกรโคนมเศร้า นมจากพืช ตีตลาดกระจุย



ยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงแบบล้มล้าง (Disruptive Change) ไม่ละเว้นวงการไหนในโลก .. แม้แต่ในวงการอาหารเอง ผู้เล่นรายเก่าเริ่มมีอันเป็นไป ธุรกิจที่อยู่คู่โลกมานานอย่าง โคนม ก็กำลังประสบปัญหายอดขายตกต่ำลงเรื่อยๆ โดยในปี 2018 ที่ผ่านมานั้น ยอดขายนมวัวหายไปจากตลาดกว่า 1.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือ  35,000 ล้านบาท เลยทีเดียว 

- เมื่อปีที่แล้ว เกิดข่าวใหญ่ในสหรัฐฯ  เมื่อสหกรณ์โคนมยักษ์ใหญ่ ที่มีจำนวนสมาชิกมากที่สุด ได้ประกาศปิดโรงงานผลิตน้ำนมที่เปิดมากว่า 100 ปี ด้วยเหตุผลยอดขายที่ลดลงจนไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ ก่อนหน้านั้น ในปี 2017 บริษัท Dean Foods ยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตสินค้าจากนมวัว ก็ได้ปิดโรงงานบางแห่งจากภาวะขาดทุน ต่อเนื่องมาจากปี 2015 และ ปี 2016 ที่มีการปิดโรงงานผลิตนมวัวและผลิตภัณฑ์จากนมวัว ในหลายๆ รัฐ

- ยอดขายของนมวัวในปี 2018 นั้นเท่ากับ 13.6 พันล้านเหรียญ (4.34 แสนล้านบาท) ลดลงจากปี 2017 ที่มียอดขายกว่า 14.7 พันล้านเหรียญ (ประมาณ 4.69 แสนล้านบาท) ในขณะที่ยอดขายของนมจากพืชในปี 2017 นั้นมีสูงถึง 11.9 พันล้านเหรียญ (3.8 แสนล้านบาท) และคาดว่าจะเติบโตไปเป็น 1.1 ล้านบาท ในอีก 4-5 ปีข้างหน้า แซงนมวัวไปแบบไม่เห็นฝุ่น

- บริษัทคาร์กิล (Cargill) ยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมอาหารได้ทำการสำรวจความนิยมของ "นมจากพืช" พบว่า ผู้บริโภคนมวัวในสหรัฐฯ จำนวน 50% ก็กำลังบริโภคผลิตภัณฑ์ทางเลือกที่ทำมาจากพืชอยู่ พร้อมๆ กันไปด้วย (อันแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มที่คนกลุ่มนี้ จะหันเหไปสู่ทางเลือกใหม่แทนที่ผลิตภัณฑ์เดิม - ผู้เขียน) ซึ่งมีผู้บริโภคจำนวน 20% ที่ตอบแบบสอบถาม บอกว่า ตนเองไม่บริโภคนมวัว อันเนื่องมาจากเรื่องของสวัสดิภาพสัตว์ 

- ผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 35% บอกว่าไม่บริโภคนมวัว เพราะแพ้นมวัว ทั้งนี้ในโลกของเรามีคนที่ดื่มนมวัวไม่ได้ มากถึง 75% ซึ่งนี่แหล่ะ คือโอกาสของ "นมจากพืช

- กระแสความนิยม "นมทางเลือก ที่ไม่ใช่นมวัว" กำลังกระพือทั่วสหรัฐฯ และมีแนวโน้มจะกระจายไปทั่วโลก โดยมีเหล่าสตาร์ทอัพ และ นักลงทุน Venture Capital ช่วยกันประโคมกระแส ในห้างหลายๆ แห่งถึงกับมีเครื่องทำนมอัลมอนด์ด้วยตัวเอง ไว้บริการลูกค้า



- ความร้อนแรงของตลาดนมทางเลือกที่ทำจากพืชนี้ ถึงกับทำให้ เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในสหรัฐฯ ออกมาเรียกร้องไม่ให้ใช้คำว่า "นม" กับผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาจาก "วัว" แต่ก็ได้รับการเย้ยหยันว่า คำว่า นมเพื่อเรียกสิ่งอื่นๆ ที่ไม่ใช่นมวัว เขาก็ใช้กันมาเป็นร้อยปีแล้ว

- มีเหตุผลหลายอย่าง ที่ผู้บริโภคทั้งหลาย อยากบอกลา "นมวัว" แล้วหันมาบริโภค "นมจากพืช" แทน อันได้แก่ นมจากพืชมีให้เลือกหลากหลาย คุณค่าทางอาหารก็หลากหลายกว่า ไม่ว่าจะเป็น นมถั่ว นมอัลมอนด์ นมข้าว มะพร้าว ฮาเซลนัท ทั้งนี้ยังรวมไปถึง กระแสสวัสดิการสัตว์ ซึ่งผู้บริโภคจำนวนมาก ไม่ต้องการทรมานสัตว์ อีกทั้ง นมจากพืช ยังมีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ในขณะที่การผลิต นมวัว สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมาก ทั้งการปล่อยก๊าซมีเทนสู่ชั้นบรรยากาศ การใช้น้ำอย่างฟุ่มเฟือย เป็นต้น นี่ยังไม่นับรวมจำนวนผู้แพ้นมวัว ที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ อีกด้วย ในกลุ่มประชากรรุ่นใหม่

-ก่อนหน้านี้ วงการไข่ไก่ของสหรัฐฯ อเมริกา ก็ต้องกระอักเลือด เมื่อ "ไข่ ที่ไม่ต้องมี ไก่" เริ่มเข้ามาทดแทนไข่จากไก่จริงๆ จนทำให้บริษัทไข่ไก่ยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ประสบภาวะขาดทุนหลายพันล้านบาท เป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 2017


.
อัพเดตความก้าวหน้าทางด้านเกษตรได้ทุกวัน กับ เพจเกษตรอัจฉริยะ ... https://www.facebook.com/smartfarmthailand/
Credit : Many Thanks to .....
- Data from https://www.fastcompany.com/90324853/dont-cry-but-milk-sales-plummeted-by-1-1-billion-last-year?mc_cid=6f3e9409e5&mc_eid=197d05a1de
- Data from https://www.dairyreporter.com/Article/2018/01/17/California-Dairies-closing-Los-Banos-plant?utm_source=newsletter_daily&utm_medium=email&utm_campaign=17-Jan-2018&c=huXCe7ePaPPdhvyxS%2Fw4%2FFYD%2FkC7QWDo&p2
- Data from http://www.onegreenplanet.org/news/california-daires-inc-shutting-hundred-year-old-plant/
- Data from http://www.onegreenplanet.org/news/cargill-finds-milk-drinkers-also-use-dairy-alternatives/
- Data from https://www.fastcompany.com/3067287/big-dairy-wants-plant-based-milk-to-stop-calling-itself-milk
- Picture from https://smartlifebites.com/plant-based-milk/
- Picture from https://www.foodnavigator-usa.com/Article/2017/09/01/FDA-too-busy-to-weigh-into-plant-milk-debate

27 ธันวาคม 2560

เขย่า ! อุตสาหกรรมเนื้อสัตว์ - กลุ่มทุนยักษ์ดัน "ภาษีเนื้อสัตว์" เปิดทาง เนื้อสัตว์ชนิดใหม่



ดันภาษีเนื้อสัตว์ เป็น ภาษีบาป .. ผลักดัน 10 ปีนี้ ต้องเกิดทั่วโลก เพื่อหนุนการลดโลกร้อน
.
กำลังเป็นข่าวใหญ่ในประเทศสหรัฐอเมริกา ยุโรป ออสเตรเลียครับ สำหรับการเคลื่อนไหวของกลุ่มนักลงทุนขนาดใหญ่ ที่มีมูลค่าทรัพยสินรวมกันกว่า 4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 131 ล้านล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มนักลงทุนที่ทรงอิทธิพลมาก สามารถที่จะเข้าล็อบบี้ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับนโยบาย หรือการออกกฎหมายต่างๆ ... และสิ่งที่กลุ่มนี้ กำลังจะทำต่อไป คือการเคลื่อนไหวให้ออก "ภาษีเนื้อสัตว์" ทั่วโลก !!
.
เป็นที่ทราบกันดีว่า มีนักลงทุนระดับโลกมากมาย ที่เข้ามาลงทุนทางด้านเนื้อสัตว์ทางเลือกใหม่ ได้แก่ ลีกาชิง มหาเศรษฐีของฮ่องกง บิล เกตส์ แห่งไมโครซอฟต์ เซอร์เก้ บริน แห่งกูเกิ้ล เจฟ เบซอส แห่งอเมซอน (ว่ากันว่า การเข้าซื้อแบรนด์ซูเปอร์มาร์เก็ตใหญ่ของเขา ส่วนหนึ่งก็เพื่อเปิดช่องทางจำหน่าย ให้เนื้อสัตว์ที่ทำจากพืช) และล่าสุด มหาเศรษฐีชาวจีน ได้เข้าลงทุนสตาร์ทอัพเนื้อสัตว์ทางเลือกของอิสราเอล .. กลุ่มคนเหล่านี้มองว่า ด้วยการเติบโตของประชากรโลก ปัญหาขีดจำกัดด้านทรัพยากรต่างๆ รวมถึง ภาวะโลกร้อน เหล่านี้ทำให้ อุตสาหกรรมเนื้อสัตว์แบบเดิมไม่ตอบโจทย์อีกแล้ว ?!?
.
จึงนำมาสู่แนวคิดที่จะ "ล้มล้าง" เนื้อสัตว์แบบเก่า ที่ต้อง "เลี้ยง แล้ว ฆ่า" !! แล้วแทนที่ด้วย เนื้อสัตว์ที่มาจากพืช (Plant-Based Meat) กับ เนื้อสัตว์ปลูก (in vitro meat) 
.


นักลงทุนกลุ่มนี้ ได้นำเสนอแก่รัฐบาลทั่วโลก ให้เก็บ "ภาษีเนื้อสัตว์" โดยเป็นหนึ่งใน "ภาษีบาป" (Sin Tax) เช่นเดียวกับ อัลกอฮอล์ และ บุหรี่ !! ด้วยเหตุผลที่ว่า เนื้อสัตว์แบบเก่านอกจากทำลายสุขภาพแล้ว ยังเป็นสาเหตุหลักมากถึง 15% ที่ทำให้โลกร้อน อีกทั้งยังผลาญน้ำ และ พื้นที่เป็นจำนวนมาก ... ซึ่งตอนนี้ รัฐบาลที่สนใจในเรื่องการเก็บภาษีเหล่านี้ ตอนนี้ก็มี เยอรมัน เดนมาร์ก สวีเดน หรือแม้กระทั่ง เมืองจีน ด้วย
.
ว่ากันว่า ในอีก 30 ปีข้างหน้านั้น การบริโภคเนื้อสัตว์จะเพิ่มขึ้นอีก 75% (ซึ่งนี่หล่ะครับ คือ ตลาดของเนื้อสัตว์ทางเลือก ที่จะเข้ามาแทนที่)
.
น่าสนใจครับว่า อุตสาหกรรมเนื้อสัตว์จะปรับตัวอย่างไร ? ซึ่งขณะนี้ บริษัทผลิตเนื้อยักษ์ใหญ่ในสหรัฐอเมริกา ก็เข้าไปลงทุนในสตาร์ทอัพเนื้อสัตว์ที่ทำมาจากพืชแล้ว
.
อัพเดตความก้าวหน้าทางด้านเกษตรได้ทุกวัน กับ เพจเกษตรอัจฉริยะ ... https://www.facebook.com/smartfarmthailand/



Credit : Many Thanks to ....
- Picture and Data from https://www.theatlantic.com/health/archive/2017/12/should-meat-cost-more-than-gold/548264/
- Data from https://qz.com/1157014/the-next-big-sin-tax-could-be-aimed-at-meat/
- Data from https://futurism.com/experts-should-tax-meateaters-same-way-tax-smokers/
- Data from http://www.thescottishfarmer.co.uk/news/15790902.Sinful_meat_taxation/
- Data from https://www.theguardian.com/environment/2017/dec/11/meat-tax-inevitable-to-beat-climate-and-health-crises-says-report
- Data from https://www.forbes.com/sites/michaelpellmanrowland/2017/12/15/meat-tax/#7bf478d54743

04 สิงหาคม 2555

The Future of Meat - อนาคตของอาหารเนื้อสัตว์ (ตอนที่ 6)


ตอนเด็กๆ ผมเคยครุ่นคิดว่า การที่คนเรารับประทานเนื้อสัตว์ ซึ่งเป็นการไปคร่าชีวิตผู้อื่น เพื่อที่จะนำเนื้อหนังของเขามาดำรงชีพนั้น เป็นสิ่งที่ควรทำหรือไม่ สัตว์เหล่านั้นจะต้องเจ็บปวดทรมานก่อนสิ้นลม โดยเฉพาะสัตว์ใหญ่อย่างวัว ผมเคยเห็นมันร้องไห้กับตาตนเอง มันทุรนทุรายเพื่อหนีไม่ให้คนมาจับมันขึ้นรถไปโรงฆ่าสัตว์

นักวิทยาศาสตร์ส่วนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับการบริโภคเนื้อสัตว์ ด้วยการทรมานชีวิตสัตว์ กำลังขวนขวายทำวิจัยเพื่อพัฒนาวิธีการปลูกเนื้อสัตว์ (in vitro meat) ซึ่งจะเป็นการได้เนื้อสัตว์มาจากการเพาะเลี้ยง เฉกเช่นเดียวกับการปลูกพืชให้ได้ผลผลิต การปลูกเนื้อสัตว์สามารถทำได้ด้วยการเพาะเลี้ยงเซลล์กล้ามเนื้อ ซึ่งมีลักษณะเป็นเส้นใยที่มีความสามารถในการยืด-หดตัว ซึ่งเซลล์เหล่านี้จะมีหลอดเลือดหล่อเลี้ยง และมีชั้นไขมันเพื่อเป็นแหล่งพลังงาน องค์ประกอบง่ายๆ เหล่านี้ทำให้นักวิจัยเชื่อว่า อีกไม่นาน เราน่าจะปลูกเนื้อสัตว์สำหรับการบริโภคในเชิงพาณิชย์ได้

การปลูกเซลล์กล้ามเนื้อจะทำในของเหลวที่มีสารอาหารต่างๆ เช่น กรดอะมิโน น้ำตาลกลูโคส เกลือแร่ และ ซีรั่มซึ่งเลียนแบบสารละลายของเลือด นักวิจัยต้องใช้วิธีกระตุ้นให้เซลล์กล้ามเนื้อเหล่านั้นเติบโต เช่นเดียวกับการเคลื่อนไหว ออกกำลังกาย ที่ทำให้กล้ามเนื้อเจริญเติบโต ซึ่งวิธีการที่นิยมใช้กันตอนนี้ คือการกระตุ้นด้วยไฟฟ้า และการใช้ฮอร์โมน ศาสตราจารย์ มาร์ค โพสต์ (Professor Mark Post) แห่งภาควิชาวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีแห่งไอน์โฮเฟน (Eindhoven University of Technology) ประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเดิมท่านเป็นหมอทางด้านหลอดเลือดหัวใจ (Angiogenesis) แล้วพลิกผันมาเป็นนักวิจัยชั้นนำทางด้านการปลูกสัตว์ไปแล้ว ซึ่งขณะนี้ประเทศเนเธอร์แลนด์ได้จัดตั้งคอนซอร์เทียมขึ้นมา เพื่อจะเป็นผู้นำในการพัฒนาการปลูกเนื้อสัตว์ ซึ่งเนื้อไก่กำลังเป็นที่สนใจในสหภาพยุโรป ศาสตราจารย์ โพสต์ ท่านได้กล่าวว่า "ผมคิดว่าไม่น่าเกิน 10 ปี เราจะสามารถผลิตเนื้อไก่แบบนักเก็ตส์ ได้"


หากคำกล่าวของศาสตราจารย์ โพสต์ เป็นจริง อีก 10 ปี เราจะเริ่มเห็นการกีดกันทางการค้าจากสหภาพยุโรป เนื้อไก่จริงจะเริ่มถูกกีดกัน ด้วยข้อหาทรมานสัตว์ ไก่ส่งออกของไทยที่มีมูลค่ากว่า 50,000 ล้านบาทต่อปี (พ.ศ. 2551) คงจะหาอนาคตไม่เจอ ...........

The Future of Meat - อนาคตของอาหารเนื้อสัตว์ (ตอนที่ 6)


ตอนเด็กๆ ผมเคยครุ่นคิดว่า การที่คนเรารับประทานเนื้อสัตว์ ซึ่งเป็นการไปคร่าชีวิตผู้อื่น เพื่อที่จะนำเนื้อหนังของเขามาดำรงชีพนั้น เป็นสิ่งที่ควรทำหรือไม่ สัตว์เหล่านั้นจะต้องเจ็บปวดทรมานก่อนสิ้นลม โดยเฉพาะสัตว์ใหญ่อย่างวัว ผมเคยเห็นมันร้องไห้กับตาตนเอง มันทุรนทุรายเพื่อหนีไม่ให้คนมาจับมันขึ้นรถไปโรงฆ่าสัตว์

นักวิทยาศาสตร์ส่วนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับการบริโภคเนื้อสัตว์ ด้วยการทรมานชีวิตสัตว์ กำลังขวนขวายทำวิจัยเพื่อพัฒนาวิธีการปลูกเนื้อสัตว์ (in vitro meat) ซึ่งจะเป็นการได้เนื้อสัตว์มาจากการเพาะเลี้ยง เฉกเช่นเดียวกับการปลูกพืชให้ได้ผลผลิต การปลูกเนื้อสัตว์สามารถทำได้ด้วยการเพาะเลี้ยงเซลล์กล้ามเนื้อ ซึ่งมีลักษณะเป็นเส้นใยที่มีความสามารถในการยืด-หดตัว ซึ่งเซลล์เหล่านี้จะมีหลอดเลือดหล่อเลี้ยง และมีชั้นไขมันเพื่อเป็นแหล่งพลังงาน องค์ประกอบง่ายๆ เหล่านี้ทำให้นักวิจัยเชื่อว่า อีกไม่นาน เราน่าจะปลูกเนื้อสัตว์สำหรับการบริโภคในเชิงพาณิชย์ได้

การปลูกเซลล์กล้ามเนื้อจะทำในของเหลวที่มีสารอาหารต่างๆ เช่น กรดอะมิโน น้ำตาลกลูโคส เกลือแร่ และ ซีรั่มซึ่งเลียนแบบสารละลายของเลือด นักวิจัยต้องใช้วิธีกระตุ้นให้เซลล์กล้ามเนื้อเหล่านั้นเติบโต เช่นเดียวกับการเคลื่อนไหว ออกกำลังกาย ที่ทำให้กล้ามเนื้อเจริญเติบโต ซึ่งวิธีการที่นิยมใช้กันตอนนี้ คือการกระตุ้นด้วยไฟฟ้า และการใช้ฮอร์โมน ศาสตราจารย์ มาร์ค โพสต์ (Professor Mark Post) แห่งภาควิชาวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีแห่งไอน์โฮเฟน (Eindhoven University of Technology) ประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเดิมท่านเป็นหมอทางด้านหลอดเลือดหัวใจ (Angiogenesis) แล้วพลิกผันมาเป็นนักวิจัยชั้นนำทางด้านการปลูกสัตว์ไปแล้ว ซึ่งขณะนี้ประเทศเนเธอร์แลนด์ได้จัดตั้งคอนซอร์เทียมขึ้นมา เพื่อจะเป็นผู้นำในการพัฒนาการปลูกเนื้อสัตว์ ซึ่งเนื้อไก่กำลังเป็นที่สนใจในสหภาพยุโรป ศาสตราจารย์ โพสต์ ท่านได้กล่าวว่า "ผมคิดว่าไม่น่าเกิน 10 ปี เราจะสามารถผลิตเนื้อไก่แบบนักเก็ตส์ ได้"


หากคำกล่าวของศาสตราจารย์ โพสต์ เป็นจริง อีก 10 ปี เราจะเริ่มเห็นการกีดกันทางการค้าจากสหภาพยุโรป เนื้อไก่จริงจะเริ่มถูกกีดกัน ด้วยข้อหาทรมานสัตว์ ไก่ส่งออกของไทยที่มีมูลค่ากว่า 50,000 ล้านบาทต่อปี (พ.ศ. 2551) คงจะหาอนาคตไม่เจอ ...........

03 สิงหาคม 2555

The Future of Meat - อนาคตของอาหารเนื้อสัตว์ (ตอนที่ 5)


การที่คนเราหันมาบริโภคเนื้อสัตว์ (จริงๆ) กันน้อยลง แล้วหันไปทานเนื้อสัตว์ปลูก (in vitro meat) แทนในอนาคต นอกจากจะเป็นเรื่องดีในแง่ของความเป็นสัตว์ประเสริฐของมนุษย์เรา ที่จะได้เผื่อแผ่ความเมตตากรุณาให้แก่สัตว์อื่น จริงๆ แล้ว การบริโภคเนื้อสัตว์ให้น้อยลง นอกจากจะเป็นผลดีต่อสุขภาพของเราแล้ว มันยังเป็นผลดีต่อสุขภาพของโลกด้วยครับ

นักวิทยาศาสตร์คำนวณว่า วัวตัวเต็มวัยตัวหนึ่ง ผายลมเอาก๊าซมีเธนออกมาปีละ 180 กิโลกรัม ซึ่งก๊าซมีเธนนี้เป็นก๊าซเรือนกระจก ที่ดักจับความร้อนในชั้นบรรยากาศของโลกได้ดีกว่า คาร์บอนไดออกไซด์ถึง 25 เท่า การผลิตเนื้อวัวนั้นทำลายสิ่งแวดล้อมมากที่สุด เพราะเมื่อเปรียบเทียบกับเต้าหู้ ซึ่งเป็นอาหารหลักของนักมังสวิรัติแล้ว มันใช้พื้นที่เกษตรกรรมมากกว่าเป็น 17 เท่า ใช้น้ำมากกว่า 26 เท่า ใช้เชื้อเพลิงมากกว่า 20 เท่า แถมยังใช้สารเคมีมากกว่าอีก 6 เท่า จากรายงานขององค์กรอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (UN's FAO) พบว่าอุตสาหกรรมปศุสัตว์ปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมาทั้งหมด 18% ซึ่งมากกว่ารถยนต์ รถไฟ เรือ และเครื่องบิน รวมกันเสียอีก ดังนั้น เพียงแค่เราเปลี่ยนจากทานเนื้อ 1 กิโลกรัม มาเป็นเต้าหู้ 1 กิโลกรัม เราจะช่วยโลกนี้ได้มากแค่ไหน

สำหรับผู้ที่ไม่สามารถเลิกกินเนื้อสัตว์ได้ ลองชั่งใจดูนะครับระหว่างการกินเนื้อวัว เนื้อหมู หรือ เนื้อไก่ อะไรจะดีกว่ากันสำหรับโลกใบนี้ นักวิทยาศาสตร์ได้วิจัยพบว่า การผลิตเนื้อวัว 1 กิโลกรัมนั้นใช้พื้นที่มากกว่าการผลิตเนื้อไก่ถึง 7 เท่า และมากกว่าเนื้อหมู 15 เท่า ดังนั้นผู้ที่ถือสัตยาธิษฐานกับพระโพธิสัตว์กวนอิม ว่าจะไม่รับประทานเนื้อวัว จึงถือเป็นการลดโลกร้อนอย่างอัตโนมัติครับ ........

02 สิงหาคม 2555

The Future of Meat - อนาคตของอาหารเนื้อสัตว์ (ตอนที่ 4)



ช่วงที่ผมไม่สบาย ผมมีความรู้สึกอยู่อย่างหนึ่งคือ ไม่อยากทานเนื้อสัตว์เลย อยากกินแต่ผักผลไม้ นี่ก็เป็นสิ่งบ่งชี้หนึ่งที่แสดงว่า ผักและผลไม้ เป็นสิ่งที่ร่างกายต้องการมากกว่าเนื้อสัตว์ เวลาคนเราเกิดเจ็บไข้ได้ป่วย และต้องการฟื้นฟูสุขภาพ อีกทั้งคนที่ไม่ทานเนื้อสัตว์เลย ก็สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ แถมกลับพบว่ามีสุขภาพดีกว่าคนที่ทานเนื้อสัตว์เสียอีก แต่ถ้าเรายังไม่อาจที่จะเลิกทานเนื้อสัตว์ได้ มีทางเลือกอื่นๆ ไหม ที่จะเป็นการเบียดเบียนชีวิตอื่นให้น้อยลง ???


(1) เนื้อสัตว์ที่ปลูกได้ต้องเป็นเนื้อไก่ ซึ่งจะต้องมีรสชาติและรูปกาย (Texture) ไม่ต่างจากเนื้อไก่ของจริง โดยคนที่นิยมทานเนื้อสัตว์ กับ คนที่เป็นมังสวิรัติ ต้องทานแล้วถูกปาก
(2) เนื้อไก่ที่ปลูกขึ้นมานี้ ต้องผลิตในจำนวนที่มากพอจะขายได้ ด้วยราคาที่แข่งขันได้กับเนื้อไก่ของจริง (ซึ่งส่วนใหญ่นำเข้ามาจากประเทศไทย)
(3) ขณะนี้ทาง Peta ได้ทำการฝึกนักชิมประมาณ 10 คน เตรียมความพร้อมเพื่อจะชิมเนื้อไก่ที่เกิดจากการปลูก โดยจะใช้มาตรฐานการชิมเนื้อไก่ที่ได้รับการยอมรับ

ทาง Peta ได้กำหนด Deadline เอาไว้ ณ วันที่ 30 มิถุนายน ค.ศ. 2012 ซึ่งนักวิเคราะห์เชื่อว่าเป็นการกำหนดวันที่ค่อนข้างมองโลกในแง่ดีไปสักนิด เมื่อคำนึงถึงสถานการณ์ความก้าวหน้าในศาสตร์ของการปลูกสัตว์ในขณะนี้ ซึ่งถือว่ายังมีจำนวนนักวิจัยที่เข้ามาทำงานในด้านนี้น้อยมากๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่แปลก เมื่อพิจารณาขนาดของอุตสากรรมนี้ว่ายิ่งใหญ่เพียงใด

แน่นอนครับ หากการปลูกสัตว์หรือ In vitro meat ทำได้เมื่อไหร่ ประเทศผู้ผลิตเนื้อไก่อันดับต้นๆ ของโลกอย่างประเทศไทยจะได้รับผลกระทบแน่นอน เพราะทางอียู จะกีดกันเนื้อไก่แท้ของเรา และโปรโมตให้เนื้อไก่ที่ผลิตจากการปลูกให้ขายดิบขายดีอย่างแน่นอน .....

31 กรกฎาคม 2555

The Future of Meat - อนาคตของอาหารเนื้อสัตว์ (ตอนที่ 3)


ใกล้เข้าพรรษาแล้ว หลายๆท่านคงคิดถึงเรื่องทำบุญกัน ผมมีเพื่อนหลายคนครับที่พยายามจะงดดื่มเครื่องดื่มอัลกอฮอล์ ในระหว่างเข้าพรรษา ช่วงนี้บรรยากาศออกแนวพุทธ พุทธ ผมเลยขอคุยต่อในเรื่องของแนวโน้มใหม่ ที่เราอาจจะมีโอกาสทำบาปน้อยลงจากการบริโภคเนื้อสัตว์ ในตอนที่แล้ว ผมได้พูดถึงเรื่องการ "ปลูกเนื้อสัตว์" หรือ in vitro meat ซึ่งจะทำให้เราปลูกสัตว์ได้เหมือนปลูกพืช ซึ่งเราจะสามารถปลูกน่องไก่ ตับหมู เนื้อสันนอก เนื้อสันใน เป็นต้น

ก่อนหน้านี้ ผมเคยพูดถึงเรื่องการทำไร่ในอาคารสูง ซึ่งว่ากันว่าจะเป็นอนาคตของเกษตรกรรม เพราะการผลิตพืชอาหาร จะย้ายจากชนบทมาสู่เมือง เป็นการนำสถานที่ผลิตมาอยู่ใจกลางสถานที่บริโภค เขาวิจัยออกมาแล้วครับว่า การอยู่ในเมืองมีประสิทธิภาพในการใช้พลังงานและทรัพยาการมากกว่าการกระจายกันอยู่ในชนบท ถ้ามนุษย์ทั้งหมดย้ายเข้ามาอยู่รวมกันในเมือง เราสามารถคืนพื้นที่การเกษตรกลับสู่ธรรมชาติ ปล่อยให้ป่ากลับสู่สภาพเดิมของมัน การทำไร่ในอาคารสูงสามารถที่จะทำในจุดที่มีการบริโภค เช่น บนอาคารมีการผลิตพืชผักแล้วขายในซูเปอร์มาเก็ตชั้นล่างได้เลย หากนำเทคโนโลยีการทำไร่ในอาคารสูง มารวมกับเทคโนโลยีปลูกสัตว์ เราก็จะได้ระบบเกษตรกรรมในเมือง (Urban Agriculture) ที่สมบูรณ์แบบครับ มีทั้งการผลิตพืชและสัตว์ในเมือง เมืองจะเป็น Sustainable City ไม่ต้องพึ่งพาชนบทอีกต่อไป

อีกหน่อย วันเข้าพรรษา วันออกพรรษา จะไม่มีรถติดแล้วครับ เพราะไม่ต้องมีใครกลับบ้านไปทำบุญแล้ว ในเมื่อชนบทไม่มีคนอยู่แล้ว ทุกที่ที่ไม่ใช่เมืองจะเป็นป่า และ อุทยานแห่งชาติ จะว่าไปแล้วในสมัยก่อน การตั้งอาณาจักรก็จะรวมกันอยู่ในชุมชนใหญ่ๆ เป็นนครและหัวเมืองเท่านั้น ไม่มีใครอยู่ในชนบทหรอกครับ เพิ่งจะไม่นานมานี้ ที่การทำเกษตรเพื่อเลี้ยงประชากรจำนวนมากขึ้นทำให้มนุษย์ไปบุกป่า และอาศัยอยู่ในชนบทมากขึ้น แต่ในอนาคตเราจะเลิกอยู่ในชนบท แล้วกลับมารวมกันอยู่เป็นเมืองใหญ่ เหมือนเดิมอีกครั้ง ...... ผมฝันถึงวันนั้นครับ .....


(ภาพบน - วัวเป็นสัตว์ที่น่ารักไม่ต่างอะไรจากหมีแพนด้า แต่เนื้อของมันก็อร่อย .... เมื่อไหร่เราจะเลิกเบียดเบียนพวกมันได้เสียที .....)

24 กรกฎาคม 2555

The Future of Meat - อนาคตของอาหารเนื้อสัตว์ (ตอนที่ 2)


เหตุผลหนึ่งในการที่คนเราทานมังสวิรัติ ก็เพื่อจะเลิกเบียดเบียนชีวิตสัตว์ที่ต้องตกเป็นอาหารให้แก่มนุษย์เรา สัตว์เหล่านั้นไม่เพียงแต่ต้องเจ็บปวด ณ เวลาที่โดนฆ่าเพื่อนำมาทำอาหารเท่านั้น แต่อุตสาหกรรมเลี้ยงสัตว์แบบโรงเรือนที่ทำกันอยู่ในปัจจุบันนี้ ยังเป็นการทรมานพวกมันตั้งแต่เกิดจนตาย ในโรงเรือนเลี้ยงไก่ขนาด 25 x 100 เมตร มีไก่ใช้ชีวิตอยู่อย่างหนาแน่นนับหมื่นตัว หมูก็อยู่อย่างแออัดไม่แพ้กัน สัตว์เหล่านี้ไม่เคยได้ออกมาเห็นเดือนเห็นตะวัน มันตื่นขึ้นมากินอาหารที่ไหลผ่านมาด้วยระบบอัตโนมัติ ขับถ่ายแล้วก็นอน รอวันที่จะถูกนำไปประหาร

พระพุทธองค์ได้ทรงบัญญัติมรรคมีองค์ 8 ว่าเป็นทางสายกลางที่จะนำไปสู่ความหลุดพ้น สัมมาอาชีวะก็เป็นมรรคข้อหนึ่ง นั่นคือ การมีอาชีพที่สุจริตไม่เบียดเบียนผู้อื่น อาชีพการเลี้ยงสัตว์อย่างที่ทำกันในปัจจุบันเป็นอาชีพสุจริตแต่ก็ยังต้องเบียดเบียนชีวิตสัตว์ จึงอาจจะไม่ใช่สัมมาอาชีวะที่สมบูรณ์ แต่ในอนาคตการเลี้ยงสัตว์เพื่อนำมาเป็นอาหารจะเป็นสัมมาอาชีวะได้ เพราะเราจะไม่เลี้ยงสัตว์ แต่จะใช้การ "ปลูกสัตว์" แทนครับ

ในต่างประเทศได้มีการก่อตั้งองค์กรความร่วมมือเพื่อพัฒนาการปลูกเนื้อสัตว์ ที่เรียกว่า In Vitro Meat Consortium โดยจะร่วมมือกันพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อทำให้ต่อไป เราจะได้ไม่ต้องเลี้ยงสัตว์เพื่อเอาเนื้อมาทำอาหาร แต่เราจะใช้การปลูกเนื้อเยื่อ โดยการนำเซลล์กล้ามเนื้อของสัตว์ที่เราอยากกินมาเลี้ยง ด้วยการป้อนสารโปรตีนเข้าไป เซลล์ที่จะใช้เริ่มกระบวนการก็มักจะเป็นสเต็มเซลล์ของกล้ามเนื้อ ซึ่งจะต้องทำให้มีระบบเลือดไปหล่อเลี้ยงเซลล์เหล่านี้ เพื่อให้เซลล์มีการเติบโตเสมือนมันอยู่ในสัตว์จริงๆ ซึ่งก็มีคนพยายามจดสิทธิบัตรในเรื่องนี้แล้วด้วยครับ

21 กรกฎาคม 2555

The Future of Meat - อนาคตของอาหารเนื้อสัตว์ (ตอนที่ 1)


จำได้ว่าตอนเด็กๆ ผมเคยสงสัย และถามผู้ใหญ่ว่าทำไมคนเราถึงต้องกินสัตว์อื่น ไม่ว่าจะเป็น หมู เป็ด ไก่ ปลา กุ้ง หอย ฯลฯ ทำไมคนเราถึงต้องพรากชีวิตอื่นเพื่อเป็นอาหารให้ตัวเองอยู่รอด ทำไมเรากินหญ้าแบบวัวไม่ได้ เวลาผมเดินผ่านร้านข้าวหน้าเป็ดหรือข้าวมันไก่ เห็นเขาเอาเป็ดไก่ทั้งตัวมาแขวนเอาหัวลง ก็อดคิดไม่ได้ว่า นี่ถ้ามีสิ่งมีชีวิตที่เจริญกว่าพวกเรา เช่น มนุษย์ต่างดาว มาบุกยึดโลก มนุษย์ต่างดาวพวกนั้นอาจจะกินพวกเราเป็นอาหาร แล้วก็เอาพวกเรามาแขวนโชว์หน้าร้านอาหารแบบนี้บ้าง หรือ เราอาจจะโดนจับใส่ในเข่งแล้วมีมนุษย์ต่างดาวมาชี้ว่าวันนี้จะเอาคนไหนไปกินเป็นอาหารดี ......

ในระยะหลังๆ ได้เริ่มมีความสนใจที่จะผลิตอาหารประเภทเนื้อสัตว์ โดยไม่ต้องเลี้ยงสัตว์ (จะได้ไม่ต้องฆ่าสัตว์) หรือหากต้องฆ่าสัตว์ก็ขอให้สัตว์ไม่ทรมาน ไม่มีความเจ็บปวดเกิดขึ้น กันมากขึ้นเรื่อยๆ ครับ จะว่าไปแล้วระบบปศุสัตว์หรือฟาร์มเลี้ยงสัตว์แบบอุตสาหกรรมที่ทำกันอยู่ในปัจจุบันมีข้อเสียหลายอย่างครับ เช่น (1) การเลี้ยงสัตว์ทำในคอกหรือโรงเรือนแออัด ทำให้สัตว์ทรมาน (2) มีโอกาสเกิดโรคระบาดได้ง่าย เพราะสัตว์อยู่กันอย่างแออัดยัดเยียด (3) มีการใช้ยาปฏิชีวนะค่อนข้างมาก เพราะไม่ต้องการให้เกิดโรคในข้อ 2 ยาพวกนั้นเหลือมาให้พวกเรานี่แหล่ะครับ รับประทานกัน (4) ฟาร์มเหล่านี้สร้างมลภาวะทางกลิ่นต่อชุมชนอาศัยที่อยู่ใกล้เคียง

ก่อนหน้านี้ ผมได้ออกไปปฏิบัติงานวิจัยภาคสนามที่ฟาร์มหมูแห่งหนึ่งทางภาคเหนือ ฟาร์มแห่งนี้เริ่มมีปัญหากับชุมชนรอบข้างฟาร์ม เนื่องมาจากได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้านในเรื่องของกลิ่นขี้หมู ทางฟาร์มต้องการให้นำ Electronic Nose ไปใช้ศึกษาการลดกลิ่นขี้หมูในฟาร์ม เนื่องจากเราเคยมีผลการทดลองวัดกลิ่นขี้หมูจากฟาร์มหมูที่ จ. ปราจีนบุรีมาก่อน ซึ่งมีผลการทดลองที่ค่อนข้างน่าพอใจว่า Electronic Nose น่าจะใช้เป็นเครื่องมือในการชี้วัด "การเหม็น" ของกลิ่นขี้หมูได้ เนื่องจากเรื่องของกลิ่นขี้หมูนี้ คนที่บอกว่าเหม็น อีกคนอาจบอกว่า "พอทนได้" ก็ได้ ดังนั้นเวลาจะเจรจาความกันมันเลยไม่เคยลงตัวเสียที
โดยปกติ ผมเป็นคนที่ไม่ชอบกินเนื้อสัตว์บก ประเภท หมู เป็ด ไก่ นัก ชอบกินอาหารทะเล โดยเฉพาะปลา มากกว่าครับ การที่ผมได้ไปเห็นเนื้อหมูจากแหล่งกำเนิด คือ ฟาร์มหมู เลยยิ่งทำให้ผมไม่อยากกินหมูเข้าไปใหญ่ มานั่งนึกดูว่า เป็นไปได้ไหมที่ในอนาคต เราสามารถที่จะ "ปลูก" เนื้อสัตว์ขึ้นมาเหมือนกับเราปลูกพืช ตอนหน้าผมจะมาเล่าต่อครับว่า เทคโนโลยีในการปลูกสัตว์อาจเป็นอนาคตของอาหารประเภทเนื้อสัตว์ก็ได้ครับ

11 สิงหาคม 2551

Virtual Fence - คอกอิเล็กทรอนิกส์


ใครที่ชอบขับรถไปเที่ยวชนบทต่างจังหวัด น่าจะมีประสบการณ์อย่างน้อยก็สักครั้ง ที่ต้องระวังฝูงวัวที่กำลังข้ามทางหลวง ไปหาที่เล็มหญ้าอร่อยๆกิน บ่อยๆ ที่เห็นฝูงวัวเหล่านั้นเล็มหญ้าริมทางหลวง แล้วเสียวไส้ กลัวพวกมันจะเดินขึ้นมาบนไหล่ทาง แต่ดูเหมือนว่าพวกมันจะรู้ว่าห้ามขึ้นไปบนทางหลวงนะ จริงๆ แล้ววัวเขารู้ว่าขอบเขตของการกินอยู่ที่ทางหลวง เพราะมันมีเส้นแบ่งชัดเจน แต่ถ้าเป็นทุ่งหญ้ากว้างๆ ล่ะ มันจะรู้มั้ย แน่นอนถ้าปล่อยให้พวกมันกินหญ้าไปเรื่อยๆ มันก็เดินของมันไปเรื่อยๆ ซึ่งอาจออกนอกอาณาเขตของฟาร์มได้ จึงทำให้เกิดแนวคิดในการล้อมคอกฝูงวัว โดยใช้ Virtual Fencing ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ไปติดบนหัววัว อุปกรณ์นี้ประกอบด้วย GPS เพื่อดูพิกัดที่วัวอยู่ แบตเตอรี โซลาร์เซลล์ Accelerometer กับ Magnetometer เพื่อดูทิศทางที่วัวกำลังเดินหรือมันกำลังเคลื่อนร่างกายอย่างไรอยู่ หากวัวกำลังจะออกนอกเขตรั้ว ขั้วไฟฟ้าที่จิ้มอยู่ที่ข้างแก้มจะปล่อยกระแสไฟฟ้าไปกระตุ้นวัว ให้เดินกลับมา พร้อมกันนั้นที่หูของมันยังมีหูฟังเพื่อปล่อยเสียงเรียกพวกมัน หรือ บอกให้มันมารวมฝูงกัน เพื่อเดินกลับไปที่พัก อุปกรณ์ที่ติดกับวัวนี้ยังเชื่อมโยงกันเป็นระบบเครือข่าย เพื่อให้ติดต่อกันได้ นักวิจัยยังใช้ข้อมูลต่างๆ เพื่อศึกษาพฤติกรรมการรวมฝูง การกินอาหาร ซึ่งจะมีประโยชน์ในศาสตร์ของ Swarm Computing หรือ การประมวลผลแบบฝูง


ต่อไปแบบนี้ก็คงมีให้ใช้กับมนุษย์ เหมือนกับในภาพยนตร์เรื่อง Fortress ไงครับ .......