18 ตุลาคม 2560

ฮือฮาทั้งโลก ! แจ็คหม่าทุ่มงบเกือบ 5 แสนล้านบาท .. วิจัยและพัฒนา นวัตกรรมล้ำโลก



ฮือฮาทั้งโลก ! แจ็คหม่าทุ่มงบเกือบ 5 แสนล้านบาท .. วิจัยและพัฒนา นวัตกรรมล้ำโลก
ในยุคที่เทคโนโลยีสามารถเปลี่ยนแปลงพลิกโฉมโลก (Disruption) ได้ตลอดเวลา ... เป็นยุคที่บริษัทยักษ์ใหญ่ที่ปรับตัวไม่ทัน สามารถตายได้ในฉับพลัน เช่น โนเกีย โกดัก และอื่นๆ อีกมากมายที่กำลังตามมา ... บริษัทที่เป็นผู้นำจะลงทุนพัฒนานวัตกรรมตลอดเวลา เพื่อให้สามารถอยู่รอดและเติบโตต่อไป
.
อาลีบาบาก็เช่นกันครับ เมื่อเขาเติบโตจนมาเป็นผู้นำโลกด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เขาก็ไม่สามารถวางใจได้ ว่าต่อไปจะไม่มีอะไรใหม่ๆ มาโค่นเขา ดังนั้น การวิจัยและพัฒนานวัตกรรม จึงเป็นคำตอบ ... นี่คือ วิธีคิดของ เจ้าสัวจีนอย่าง แจ๊ค หม่า
.
ล่าสุด แจ๊ค หม่า จึงประกาศจะลงเงิน 15,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ ประมาณ 5 แสนล้านบาท สำหรับงานวิจัยพัฒนาในช่วง 3 ปีข้างหน้า ในเรื่องของ ปัญญาประดิษฐ์ ควอนตัมคอมพิวเตอร์ และ อินเตอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (Internet of Things หรือ IoT) ซึ่ง แจ๊ค หม่า บอกว่า การลงทุนครั้งนี้ไม่เพียงแต่เกิดประโยชน์กับบริษัทเท่านั้น แต่ยังมีคุณค่าให้กับวงการวิทยาศาสตร์ของโลกอีกด้วย

.
ทั้งนี้อาลีบาบาจะทำการจัดตั้ง Alibaba DAMO Academy โดย "DAMO" ย่อมาจาก Discovery, Adventure, Momentum, Outlook นั่นเอง ซึ่งโครงการนี้ จะมีการตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนา 7 แห่งทั่วโลก ในประเทศสหรัฐอเมริกา รัสเซีย จีน อิสราเอล และ สิงคโปร์ จะมีการซื้อตัวยอดนักวิทยาศาสตร์มากกว่า 100 คน ที่เป็นตัวพ่อด้านปัญญาประดิษฐ์ การประมวลผลแบบควอนตัม และ อินเตอร์เน็ตของสรรพสิ่ง เข้ามาอยู่ในโครงการ
.
ไม่จบแค่นั้น อาลีบาบา จะลงเงินไปที่ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย จะมีการให้ทุนศึกษาวิจัยแก่มหาวิทยาลัยทั่วโลกที่เจ๋งๆ ไม่ว่าจะเป็น มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียเบอร์คลีย์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เป็นต้น
.
ก่อนหน้านี้ เจ้าสัว แจ๊ค หม่า เคยลังเล ว่าจะทุมเงินมาใช้ในงานวิจัยและพัฒนาดีไหม แต่กระแสการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีในช่วงหลังๆ ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้เขาตัดสินใจทุ่มไม่อั้น
แจ๊ค หม่า บอกว่า "เราจะมัวแต่คิดแบบสั้นๆ ด้วยการหาเงินเพียงอย่างเดียวไม่ได้ .. เราต้องคิดยาวๆ ว่าเราจะทำอะไรให้แก่โลกนี้ได้บ้าง"
.
อัพเดตความก้าวหน้าทางด้านเกษตรได้ทุกวัน กับ เพจเกษตรอัจฉริยะ ... https://www.facebook.com/smartfarmthailand/

Credit : Many Thanks to ....
- Data from http://www.alizila.com/jack-ma-lays-hopes-vision-alibaba-damo-academy/
- Data from https://futurism.com/a-new-15-billion-project-is-set-to-utterly-transform-our-world/
- Picture from http://www.scmp.com/news/china/society/article/1937256/alibabas-jack-ma-reveals-why-he-bought-south-china-morning-post
- Picture from https://cubeacon.com/

14 ตุลาคม 2560

สตาร์ทอัพปลูกผักในร่ม ประกาศกร้าว ! เตรียมสร้างโรงงานปลูกผักใน 500 เมืองใหญ่ ทั่วโลก


ประกาศออกมาแบบนี้ ... กรุงเทพ เชียงใหม่ เจอแน่นอนครับพี่น้อง !!
.
สตาร์ทอัพปลูกผักในร่มแห่งซิลิกอนวัลเล่ย์ บริษัทเพลนตี้ (Plenty) ประกาศจะเปิดฟาร์มปลูกพืชผักในร่มใน 500 เมืองที่มีประชากรเกิน 1 ล้านคน ทั่วโลก เบื้องต้นจะเริ่มสร้างโรงงานปลูกพืชใกล้กับเมืองซานฟรานซิสโก เพื่อป้อนซูเปอร์มาร์เก็ต และ ร้านอาหารต่างๆ ในเขตเมือง จากนั้นจะขยายไปยังเมืองต่างๆ ทั่วสหรัฐ โดยในปี ค.ศ. 2019 จะบุกไปสร้างโรงงานปลูกพืชผักในร่มที่ประเทศอังกฤษ ก่อนแล้วค่อยๆ กระจาย ขยายไปทั่วโลก โดยท่านซีอีโอของสตาร์ทอัพแห่งนี้บอกว่า จะสร้างโรงงานปลูกพืชผักตรงกลางเมืองเลย ซึ่งจะทำให้การขนส่งถูกมากๆ พร้อมกับมั่นใจว่า ผักที่ไม่มียาฆ่าแมลง แถมได้กินกันเกือบสดๆ ปลูกใจกลางเมือง จะต้องเป็นที่ตอบรับของประชากรเมืองอย่างแน่นอน
.
ก่อนหน้านั้น ช่วงปลายเดือน กรกฎาคม 2560 ที่ผ่านมา กองทุนร่วมลงทุน (Venture Capital) ของบริษัทซอฟต์แบงค์ ได้ร่วมกับ อีริค ชมิทด์ อดีตซีอีโอแห่ง กูเกิ้ล และ เจฟ เบซอส ผู้ก่อตั้งอเมซอน ร่วมลงขัน 200 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 6,700 ล้านบาท ลงทุนในบริษัทเพลนตี้ (Plenty) การลงทุนของซอฟต์แบงค์ครั้งนี้ สร้างความฮือฮาในวงการ เกษตรเขตเมือง ไม่น้อยเลยทีเดียวครับ
.
เพลนตี้บอกว่า ระบบของเขาสามารถปลูกผักได้เป็น 350 เท่าของการปลูกการแจ้ง โดยใช้น้ำแค่เพียง 1% เท่านั้น 


.

กระแสบูมโครงการก่อสร้างเรือนปลูกพืชผักในร่มแบบที่เรียกว่า Plant Factory กำลังร้อนแรงสุดๆ ในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะในปีที่ผ่านมา ข้ามปีมาถึงปีนี้ เริ่มมีการก่อสร้างเรือนปลูกผักแนวดิ่งในหลาย ๆ เมือง แข่งกันเลยทีเดียว ข้อได้เปรียบประการหนึ่งของผักที่ปลูกในร่มคือ มันจะสะอาด ไม่ค่อยมีแบคทีเรีย จึงสามารถอยู่ในชั้นวางของซูเปอร์มาร์เก็ต ได้นานกว่าผักที่มาจากการปลูก กลางแจ้ง นที่สุดแล้ว ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านอาหาร ภัตตาคารต่างๆ ก็จะเริ่มหันมาขายอาหารที่เกิดจากการผลิตใกล้ๆ ขนส่งไม่ไกล เหมือนกับปรากฎการณ์ที่ กำลังเกิดขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกา และยุโรป ขณะนี้
..
ยุคแห่งเกษตรกรรมในเมืองกำลังจะเกิดขึ้นแล้ว ... เกษตรกรที่อยู่ในชนบท ในพื้นที่ห่างไกล จะทำอย่างไรต่อไป เมื่อเกษตรในเมืองเริ่มเข้ามาแทนที่มากขึ้นเรื่อยๆ ?!?!
.

อัพเดตความก้าวหน้าทางด้านเกษตรได้ทุกวัน กับ เพจเกษตรอัจฉริยะ ... https://www.facebook.com/smartfarmthailand/

Credit : Many Thanks to ....
- Data from https://www.thetimes.co.uk/article/bosses-of-google-and-amazon-back-plenty-in-plan-to-bring-high-tech-farm-warehouses-to-feed-britain-rsrv2hp0z
- Data from http://www.cityfarmer.info/2017/09/14/vertical-farm-plans-to-build-massive-indoor-farms-on-the-outskirts-of-every-major-city-on-earth/
- Data from https://www.bloomberg.com/news/articles/2017-07-19/softbank-s-vision-fund-leads-200-million-bet-on-indoor-farming
- Picture from http://www.greenlifeplanet.net/zipgrow.html

13 ตุลาคม 2560

กุ้งก้ามแดง - จากสายพันธุ์ผู้รุกราน กลายเป็นสินค้าเกษตรดาวรุ่งของจีน ยอดขาย 5 หมื่นล้านบาท



กุ้งเครย์ฟิช กลายเป็นสินค้าเกษตรดาวรุ่งของจีน ยอดขาย 5 หมื่นล้านบาทต่อปี แถมยังมีการส่งออกไปขายหลายประเทศในยุโรป ไปจนถึง สหรัฐอเมริกา
.
เมื่อ 30 ปีก่อน กุ้งก้ามแดงกลายเป็นสิ่งแปลกปลอมที่ชาวนาจีนพยายามกำจัด แต่ในวันนี้ มันกลับกลายเป็นสินค้าเกษตรดาวเด่นของจีนครับ ถึงขนาดที่ว่า เมืองแห่งหนึ่งในมณฑลหูเป่ย (Hubei) ที่ติดกับนครจิงโจว ซึ่งเป็นเมืองแห่งนาข้าว ได้กลายเป็นเมืองหลวงของกุ้งก้ามแดง มีการส่งออกกุ้งก้ามแดงไปต่างประเทศ เมื่อปี ค.ศ. 2015 คิดเป็นมูลค่ามากถึง 6,300 ล้านบาทเลยทีเดียวครับ (เกษตรกรจีน ก็เหมือนเกษตรกรในสหรัฐครับ ชอบเลี้ยงกุ้งก้ามแดงในนาข้าว)
.

ยอดของการเปลี่ยนวิกฤต ให้เป็น โอกาส ! เปลี่ยนพื้นที่ที่เคยมีปัญหาสายพันธุ์ต่างถิ่น ให้กลายเป็นเมืองผลิตเพื่อการส่งออก ... เท่านั้นยังไม่พอ เมืองจิงโจว แห่งนี้ (หรือเมืองเกงจิ๋วในสมัยสามก๊ก) ยังตั้ง ศูนย์วิจัยกุ้งก้ามแดง ขึ้นมาซะเลยครับ แถมยังเปิดหลักสูตรอาชีวะเพื่อพัฒนาเชฟฝีมือดีในการปรุงอาหารจากกุ้งชนิดนี้ ขึ้นมาเป็นการเฉพาะ .. จากข้อมูลพบว่า ในปี ค.ศ. 2016 นั้น ในประเทศจีนมี ภัตตาคารกุ้งก้ามแดงมากถึง 17,670 แห่งเลยครับพี่น้อง .. รองรับอาชีพนี้ได้อย่างสบาย !!
.
นอกจากนั้น ยังมีบริษัทไบโอเทคของจีน มานำเศษกุ้งก้ามแดงที่เหลือทิ้งไปสกัดเอาสาร "ไคติน" ซึ่งใช้ในอุตสาหกรรมเภสัช อีกด้วยครับ เรียกว่าครบวงจร กันเลยทีเดียว !!
.
ปัจจุบันนี้ ประเทศจีนผลิตกุ้งก้ามแดงได้ปีละ 600,000 ตัน คิดเป็นกำลังผลิต 70% ของทั้งโลกครับ


อัพเดตความก้าวหน้าทางด้านเกษตรได้ทุกวัน กับ เพจเกษตรอัจฉริยะ ... https://www.facebook.com/smartfarmthailand/

Credit : Many Thanks to ....
- Data from http://www.ecns.cn/2017/06-06/260349.shtml
- Data from http://www.globaltimes.cn/content/991907.shtml
- Picture from http://en.people.cn/n3/2017/0605/c90000-9223919.html

11 ตุลาคม 2560

เทรนด์ใหม่ เกษตรกรรมในทะเลทราย (Dessert Agriculture) - เมื่อประเทศอาหรับ อยากเป็นประเทศเกษตร



ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมานี้ ประเทศอาหรับได้มีความสนใจในเรื่องเกษตรกรรมเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ก่อนหน้านี้เคยมีข่าวซาอุดิอารเบียจะขอเข้ามาเช่าพื้นที่ปลูกข้าวในประเทศไทย แต่เมื่อถูกต่อต้าน ก็เลยเข้าไปที่กัมพูชาและเวียดนามแทน ถ้าใครได้มีโอกาสไปเที่ยวแถวๆ ดูไบ หรือ อาบูดาบี ก็จะมีโอกาสได้เห็นเมืองเกษตรในทะเลทราย อาหรับเริ่มพัฒนาเทคโนโลยีในการปลูกพืชในทะเลทราย มีการค้นคว้าวิจัยการปลูกข้าว ผักต่างๆ ในโรงเรือน ขณะนี้ภาคเกษตรของอาหรับเติบโตเร็วมาก อย่างไม่เคยปรากฎมาก่อน
.
ในประเทศจอร์แดนเองนั้น ได้มีการดำเนินโครงการทดลองทำเกษตรในทะเลทราย ที่มีชื่อว่า "The Sahara Forest Project" มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2012 ความเจ๋งของเขาคือ เขานำน้ำทะเล มาทำการเกษตร โครงการนี้ตั้งอยู่ที่เมือง Aqaba เมืองท่าซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ และอยู่ใกล้กับทะเลทรายซาฮารา ในโครงการมีการติดตั้งโรงเรือนขนาดเท่ากับสนามฟุตบอล 4 แห่ง สำหรับปลูกพืช และมีการจ้างคนในชุมชน เข้ามามีส่วนร่วมในการทำงาน ในช่วงเริ่มต้น โครงการสามารถผลิตน้ำจืดได้ 1 หมื่นลิตรต่อวัน รวมถึง สามารถปลูกพืช โดยเฉพาะแตงกวา ซึ่งเป็นพืชที่ทนแล้ง และกักเก็บน้ำได้ดี ได้ 1 แสน 3 หมื่น กิโลกรัม (130 ตัน) ต่อปี โดยหากประสบความสำเร็จ จะนำไปเป็นต้นแบบในประเทศแห้งแล้งอื่นๆ เช่น กาตาร์ และตูนีเซีย ต่อไป 
.
ไม่แน่นะ ... ในอนาคต คู่แข่งส่งออกสินค้าเกษตรของเรา อาจจะเป็นประเทศอาหรับ ก็เป็นได้ ?!?!
.

อัพเดตความก้าวหน้าทางด้านเกษตรได้ทุกวัน กับ เพจเกษตรอัจฉริยะ ... https://www.facebook.com/smartfarmthailand/
Credit : Many Thanks to ....
- Data from http://www.krobkruakao.com/abroad/52709
- Data from https://www.pv-magazine.com/2017/09/12/jordan-sahara-forest-project-using-solar-to-turn-desert-into-vegetated-spaces/
- Data and Picture from https://www.csmonitor.com/World/Middle-East/2017/1004/Facing-an-even-hotter-drier-climate-Jordan-testing-desert-agriculture
- Picture from https://phys.org/news/2015-07-seawater-greenhouses-life.html
- Picture from http://edition.cnn.com/2016/03/16/africa/sahara-forest-project-tunisia-feat/index.html

04 ตุลาคม 2560

สตาร์ทอัพสิงคโปร์รับเงินทุนรัฐบาล 50 ล้าน - ทำเกษตรในร่ม หวังเป็นผู้นำเกษตรแนวใหม่



สตาร์ทอัพสิงคโปร์รับเงิน 50 ล้าน - ทำเกษตรในร่ม หวังเป็นผู้นำเกษตรแนวใหม่
ในย่านอาเซียนของเรานั้น ประเทศที่มีความกระตือรือร้นมากที่สุดในเรื่องของการทำเกษตรในเมือง เกษตรในร่ม เกษตรแนวตั้ง ก็คือสิงคโปร์ครับ ถัดมาก็คือเวียดนาม สำหรับสิงคโปร์นั้น เขาจะมีการประชุมประจำปีที่เกี่ยวกับ เกษตรในร่มที่มีชื่อว่า Indoor Agriculture Conference (Indoor AgCon Asia - https://indoor.ag/asia/) ซึ่งจะจัดประมาณช่วงเดือนมกราคม ของทุกปีครับ
.
สิงคโปร์มีสตาร์ทอัพ ทั้งที่พัฒนาเทคโนโลยีการปลูกพืชผักในร่ม เพื่อขายบริการสร้างฟาร์มในร่ม และ สตาร์ทอัพที่ทำฟาร์มปลูกพืชเพื่อขายตัวพืชผักโดยตรง และล่าสุด บริษัทสตาร์ทอัพที่มีชื่อว่า แพ็คเก็ตกรีนส์ (Packet Greens) ได้รับเงินทุนอุดหนุนจากกองทุนร่วมลงทุน จำนวน 1.5 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 50 ล้านบาท เพื่อพัฒนาธุรกิจโรงงานปลูกพืชผักในร่มด้วยแสงเทียม (Plant Factory with Artificial Light)
.

ปัจจุบัน สตาร์ทอัพแห่งนี้ได้ทดลองปลูกพืช 51 ชนิด บนพื้นที่ 167 ตารางเมตรเท่านั้นเองครับ (ซึ่งเขาก็พยายามทดลองเก็บพารามิเตอร์การปลูกผักหลายๆ ชนิด ว่าปัจจัยใดที่ทำให้การปลูกมีประสิทธิภาพที่สุดครับ เพื่อจะไปสร้างเจ้า Crop Model) โดยปลูกพืชได้ 5 เท่าบนพื้นที่ที่เท่ากัน .. สตาร์ทอัพแห่งนี้ มีเป้าหมายจะผลิตพืชผัก แล้วขายในราคาตลาดครับ ซึ่งถ้าทำได้จริงนี่ คนคงแห่มาซื้อผักเจ้านี้แน่ เพราะปลอดยาฆ่าแมลง ... ท่านซีอีโอได้บอกว่า บริษัทของเขาจะสามารถทำเงินในปีนี้ได้ 74,000 เหรียญสหรัฐ หรือ ประมาณ 2.5 ล้านบาท ซึ่งมีอัตราการเติบโตกว่า 300% เลยทีเดียว
.
ต้องดูกันต่อไปครับว่า .. เขาจะขึ้นเป็นผู้นำด้านนี้ได้อย่างที่คุยมั้ย ?
.
อัพเดตความก้าวหน้าทางด้านเกษตรได้ทุกวัน กับ เพจเกษตรอัจฉริยะ ... https://www.facebook.com/smartfarmthailand/
Credit : Many Thanks to ....
- Data and Picture from https://www.techinasia.com/vertical-farming-startup-singapore-raises-2m

31 สิงหาคม 2560

ไม่ลังเล ! ญี่ปุ่นมุ่งเข้าสู่ยุคเกษตรอัจฉริยะ ใช้หุ่นยนต์ เซนเซอร์ ระบบอัตโนมัติ แทนมนุษย์



"อีกไม่นาน หุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ จะออกไปทำงานในไร่นาครับ ส่วนเกษตรกร ก็เอนหลังสบายๆ นั่งดูจออยู่ในบ้าน" ศาสตราจารย์ โนโบรุ โนกูจิ แห่งมหาวิทยาลัยฮอกไกโด กล่าวอย่างมั่นใจ เมื่อคำนึงถึงสถานการณ์ปัจจุบัน ที่สังคมญี่ปุ่นได้กลายเป็นสังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ และเกษตรกร ต่างก็มีอายุเยอะกันทั้งนั้น 

การนำหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์มาใช้กับเกษตรกรรมของญี่ปุ่น นอกจากจะเป็นการช่วยประหยัดแรงงานที่ขาดแคลนแล้ว ยังช่วยให้เกษตรกร สามารถมีเวลาว่างมากขึ้น เพื่อเอาไปใช้ทำกิจกรรมที่มีมูลค่าสูง 

เทคโนโลยีอัจฉริยะต่างๆ ในปัจจุบันก็ค่อนข้างพร้อมอีกด้วย รถแทรกเตอร์ขับเองได้ ก็มีขายในท้องตลาดแล้ว ซึ่งมีความแม่นยำในเรื่องพิกัดด้วยระบบจีพีเอส ซึ่งก่อนหน้านี้ ญี่ปุ่นได้ส่งดาวเทียมพิเศษสำหรับเพิ่มความแม่นยำสำหรับจีพีเอส ขึ้นไป 2 ดวง และกำลังส่งขึ้นไปอีก 2 ดวง เรียกว่าเพื่อการทำเกษตรกรรมแบบหุ่นยนต์ กันเลยทีเดียว เพราะจากดาวเทียม 4 ดวง จะมีดาวเทียม 1 ดวงที่ลอยอยู่เหนือท้องฟ้าญี่ปุ่นเสมอ ด้วยความมั่นใจเช่นนี้ บริษัทคูโบต้า จึงออกรถแทรกเตอร์ขับเองได้ มาขายเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2560 ที่ผ่านมานี้เอง ยันมาร์ เองก็อยู่ระหว่างการพัฒนารถแทรกเตอร์ขับเอง และน่าจะส่งเข้าสู่ตลาดประมาณปลายปีหน้า


รถแทรกเตอร์ขับเองได้เหล่านี้ ไม่เพียงแต่ทำงานตามคำสั่งที่ได้รับ เช่น ไถ หว่านเมล็ด หรือ เก็บเกี่ยว แต่ระหว่างที่มันทำงาน มันยังสามารถช่วยตรวจสอบสภาพแวดล้อมและปัจจัยต่างๆ ในไร่นาอีกด้วย เช่น สภาพความอุดมสมบูรณ์ของดิน อีกทั้งเมื่อมีโดรนที่เป็นเหมือนดวงตาจากท้องฟ้า มาช่วยทำงานประสาน ก็จะสามารถตรวจสอบโรค และ แมลง สภาพของผลผลิต เป็นต้น ซึ่งจะช่วยวิเคราะห์ปริมาณปุ๋ยและยา ที่เหมาะสม 

เมื่อเดือนมีนาคม 2560 ที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรแห่งญี่ปุ่น ได้ออกมาตราการเรื่องความปลอดภัยสำหรับการใช้จักรกลเกษตรแบบขับเองได้ในไร่นา โดยทางกระทรวงได้ประกาศว่า ภายในปี 2020 หรืออีก 3 ปีข้างหน้า รัฐบาลญี่ปุ่นจะพัฒนาระบบที่ทำให้เกษตรกรสามารถปล่อยให้จักรกลเกษตรทำงานได้อัตโนมัติในไร่นา ผ่านระบบควบคุมทางไกล โดยเกษตรกรไม่ต้องไปอยู่ประจำเพื่อเฝ้าดูแลจักรกลอีกต่อไป
.
อัพเดตความก้าวหน้าทางด้านเกษตรได้ทุกวัน กับ เพจเกษตรอัจฉริยะ ... https://www.facebook.com/smartfarmthailand/
Credit : Many Thanks to ....
- Data from https://www.japantimes.co.jp/news/2017/08/04/business/tech/japans-farming-industry-poised-automation-revolution/#.Wae2w7Kg-Ul
- Data and Picture from https://www.japantimes.co.jp/news/2017/07/21/business/corporate-business/self-driving-tractors-soon-make-tracks-japan-aging-farmers-face-labor-shortage/#.WXdDmoR941I
- Picture from https://www.yanmar.com/global/technology/robotics.html

12 สิงหาคม 2560

จีนประกาศใช้ "ปัญญาประดิษฐ์" นำประเทศสู่เบอร์ 1 โลก - ชูเกษตรอัจฉริยะ และ การผลิตล้ำยุค


เมื่อเดือนที่แล้ว สภาประชาชน แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้ประกาศแผนพาประเทศไปสู่ผู้นำโลกให้ได้ภายในปี ค.ศ. 2030 หรืออีกประมาณ 12 ปีข้างหน้า ซึ่งตัวจักรสำคัญที่จะทำให้จีนไปถึงจุดนั้นได้ ก็คือ "ปัญญาประดิษฐ์" หรือ เอไอ (A.I. - Artificial Intelligence) นั่นเองครับ
.
โดย แผนโรดแม็บ เพื่อความเป็นเบอร์ 1 ในโลก ในกำหนดไว้ดังนี้ครับ
.
- ภายในปี 2020 : จีนจะต้องก้าวตามเทคโนโลยีเอไอ ซึ่งขณะนี้นำโดยสหรัฐอเมริกาให้ทัน โดยปัจจุบันนั้น สหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำทางด้านการวิจัยวิทยาศาสตร์พื้นฐาน (Fundamental Research) ในขณะที่จีนนั้น เป็นผู้นำในด้านการนำเอไอไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ แต่จีนจะพยายามพัฒนาองค์ความรู้ต่างๆ นี้ให้ทันกันภายใน 3 ปี
.
- ภายในปี 2025 : จีนจะต้องเป็นผู้นำทางด้านองค์ความรู้ใหม่ทางด้านเอไอ โดยจะต้องมีการค้นพบหลักการใหม่ๆ ที่ทะลุกำแพงหรือกรอบความคิดเดิม เรียกว่า นำสหรัฐอเมริกาไปเลย โดยจะทำให้จีนเป็นเจ้าของทั้งองค์ความรู้ และ เทคโนโลยีของตัวเอง อย่างแท้จริง
.
- ภายในปี 2030 : จีนจะใช้เอไอที่ตนเองครอบครอง พาประเทศไปสู่ผู้นำเศรษฐกิจโลก โดยจะนำเอไอเข้ามาประยุกต์ใช้ในด้านจะเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจขนานใหญ่ คือ การเกษตรจะเปลี่ยนเป็น "เกษตรอัจฉริยะ" ทั้งประเทศ และ การผลิต จะเข้าสู่ยุคอัตโนมัติอย่างสิ้นเชิง
.
สภาประชาชนจีน ประเมินว่า ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับปัญญาประดิษฐ์ จะมีขนาดใหญ่มากๆ ในปี ค.ศ. 2030 คือมากถึง 26 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ประเทศจีนเลยครับ
.
อัพเดตความก้าวหน้าทางด้านเกษตรได้ทุกวัน กับ เพจเกษตรอัจฉริยะ ... https://www.facebook.com/smartfarmthailand/




Credit : Many Thanks to ....
- Data from http://www.gov.cn/zhengce/content/2017-07/20/content_5211996.htm
- Data from https://www.technologyreview.com/s/608324/china-plans-to-use-artificial-intelligence-to-gain-global-economic-dominance-by-2030/
- Data from https://www.nytimes.com/2017/07/20/business/china-artificial-intelligence.html
- Data from http://www.scmp.com/tech/enterprises/article/2103568/world-dominance-three-steps-china-sets-out-road-map-lead-artificial
- Data from http://www.scmp.com/tech/innovation/article/2105809/ai-boost-chinas-growth-manufacturing-and-agriculture-benefit-says
- Picture from http://spanish.xinhuanet.com/photo/2016-10/21/c_135770964.htm

05 สิงหาคม 2560

เอาแล้วไง ! สตาร์ทอัพสหรัฐ แปรรูป "ขนุน" ทำอาหารแห่งอนาคต แหล่งโปรตีนใหม่ ทดแทนเนื้อสัตว์



ขนุน เป็นผลไม้พื้นบ้านของประเทศเขตร้อน ที่พวกเรามักไม่ค่อยเห็นคุณค่า .. แถมราคายังถูกแสนถูก จนไม่ค่อยจะมีใครคิดอยากปลูก .. แต่จริงๆ แล้ว ขนุน นั้นเป็นผลไม้ที่มีคุณค่าทางอาหารสูงมาก มีไฟเบอร์สูง น้ำตาลต่ำ และที่สำคัญมีโปรตีนสูง .. ยิ่งไปกว่านั้น การที่มันมีลายเส้นของไฟเบอร์คล้ายๆ กับเนื้อสัตว์ เมื่อเอามาแปรรูปแล้ว จะทำให้เวลารับประทาน ก็จะมีความรู้สึกเหมือนกับว่าเรากำลังกินเนื้อสัตว์อีกด้วย (ดีไม่ดี อาจจะอร่อยกว่า เนื้อสัตว์ปลูก ก็เป็นได้)
.
ด้วยเหตุนี้ บริษัทสตาร์ทอัพที่มีชื่อว่า เดอะแจ็คฟรุตกัมปานี (The Jackfruit Company) ก็เลยเกิดไอเดีย แปรรูปขนุนไปเป็นแหล่งโปรตีนใหม่ ทดแทนเนื้อสัตว์ซะเลย โดยส่งออกขนุนจากกลุ่มเกษตรกร 350 ราย ในเขตชนบททางตอนใต้ของอินเดีย ซึ่งขนุนที่ปลูกส่วนใหญ่ก็ ปลูกทิ้งปลูกขว้าง กินกันไม่หวาดไม่ไหว .. เจ้าของสตาร์ทอัพรายนี้บอกว่า จะทำให้อินเดียใต้ เป็นแหล่งป้อนขนุนคุณภาพให้แก่ อเมริกา และ โลกใบนี้
.
ส่วนสินค้าแปรรูปขนุน ที่บริษัทสตาร์ทแห่งนี้ผลิตก็ได้แก่ ข้าวแกงกระหรี่ขนุน ข้าวผัดพริกขิงขนุน ข้าวหน้าเทอริยากิขนุน เท็กเม็กซ์ขนุน บาร์บีคิวขนุน ขนุนสดแช่แข็ง ขนุนเนื้อสำหรับทำอาหาร โดยได้ส่งขายไปตามซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วสหรัฐอเมริกา และกำลังมีแผนจะส่งออกไปทั่วโลกอีกด้วย


อัพเดตความก้าวหน้าทางด้านเกษตรได้ทุกวัน กับ เพจเกษตรอัจฉริยะ ... https://www.facebook.com/smartfarmthailand/

Credit : Many Thanks to ....
- Data fromhttp://www.foodnavigator-usa.com/R-D/IFT-2017-Clean-meat-clean-label-jackfruit-green-banana-flour
- Data from http://www.foodnavigator.com/Market-Trends/Introducing-jackfruit-The-next-big-thing-in-plant-based-meat-alternatives

27 กรกฎาคม 2560

เวียดนามปั้นปากน้ำโขงเป็น "สตาร์ทอัพวัลเลย์เกษตร" เลียนแบบซิลิกอนวัลเลย์



พื้นที่ปากแม่น้ำโขงของเวียดนาม เป็นอู่ข้าวอู่น้ำ ทำเลทองด้านเกษตรของเวียดนาม โดยรัฐบาลมีนโยบายจะทำให้พื้นที่แห่งนี้ เป็นทำเลแห่งผู้ประกอบการ ด้วยการจัดตั้ง "Mekong Delta Startup Valley" หรือ สตาร์ทอัพวัลเลย์ปากน้ำโขง โดยเลียนแบบความสำเร็จของซิลิกอนวัลเลย์ ของสหรัฐอเมริกา

ทั้งนี้ สตาร์ทอัพวัลเลย์ด้านเกษตรแห่งใหม่ จะมีที่ตั้งอยู่ที่เมือง เกิ่นเทอ (Can Tho) ซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับสี่ของประเทศเวียดนามและเมืองใหญ่ที่สุดในบริเวณดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง มีชื่อเสียงเรื่องตลาดน้ำ หมู่บ้านทำกระดาษสา และลำคลองท้องถิ่นที่สวยงาม

เมืองเกิ่นเทอนี้มีโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ค่อนข้างดี มีสถาบันวิจัยหลายแห่ง ทำให้โอกาสในการสร้างสตาร์ทอัพที่มีนวัตกรรมเป็นไปได้ค่อนข้างสูง โดยตั้งเป้าว่าจะตั้งสตาร์ทอัพแห่งปากแม่โขง ให้ได้ 1,000 แห่งภายในปี ค.ศ. 2020
.

อัพเดตความก้าวหน้าทางด้านเกษตรได้ทุกวัน กับ เพจเกษตรอัจฉริยะ ... https://www.facebook.com/smartfarmthailand/
Credit : Many Thanks to ....
- Data from https://www.vietnambreakingnews.com/2017/05/mekong-delta-startup-valley-takes-shape/
- Picture from http://getflycrm.com/startup-cong-nghe-la-thu-ngheo-tien-nhat-o-viet-nam/

23 กรกฎาคม 2560

เกษตรในร่มมาแรง ! ซอฟต์แบงค์ลงทุน 6,700 ล้านบาท สตาร์ทอัพปลูกพืชผักแนวตั้งในร่ม หวังป้อนเมืองใหญ่ทั่วโลก



กองทุนของซอฟต์แบงค์ ร่วมกับ อีริค ชมิทด์ อดีตซีอีโอแห่ง กูเกิ้ล และ เจฟ เบซอส ผู้ก่อตั้งอเมซอน ร่วมลงขัน 200 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 6,700 ล้านบาท ลงทุนในบริษัทปลูกพืชผักแนวตั้งในร่ม (Plant Factory) ของซิลิกอนวัลเลย์ โดยจะสร้างโรงงานปลูกพืชใกล้กับเมืองซานฟรานซิสโก เพื่อป้อนซูเปอร์มาร์เก็ต และ ร้านอาหารต่างๆ ในเขตเมือง การลงทุนของซอฟต์แบงค์ครั้งนี้ สร้างความฮือฮาในวงการ เกษตรเขตเมือง ไม่น้อยทีเดียวครับ
.
ถึงแม้จะมีการแข่งขันอย่างรุนแรง ระหว่างสตาร์ทอัพปลูกผักในร่ม แต่บริษัทเพลนตี้ (Plenty) ของซิลิกอนวัลเลย์ ซึ่งได้รับการลงทุนในครั้งนี้ ก็บอกว่าเทคโนโลยีตัวเองนั้นไม่เหมือนใคร และมีการวิจัยพัฒนา ไม่ใช่แค่เอาหลอดไฟแอลอีดีมาประกอบเหมือนสตาร์ทอัพทั่วไป โดยเพลนตี้ปลูกผักในแนวดิ่งจริงๆ โดยวัสดุปลูกอยู่ในแนวดิ่งไม่ใช่แนวนอนเหมือนสตาร์ทอัพส่วนใหญ่ รวมทั้งมีการวิจัยประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน และ ระบบระบายความร้อนจากหลอดไฟแอลอีดี
.
เพลนตี้บอกว่า ระบบของเขาสามารถปลูกผักได้เป็น 350 เท่าของการปลูกการแจ้ง โดยใช้น้ำแค่เพียง 1% เท่านั้น


กระแสบูมโครงการก่อสร้างเรือนปลูกพืชผักในร่มแบบที่เรียกว่า Plant Factory กำลังร้อนแรงสุดๆ ในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะในปีที่ผ่านมา ข้ามปีมาถึงปีนี้ เริ่มมีการก่อสร้างเรือนปลูกผักแนวดิ่งในหลาย ๆ เมือง แข่งกันเลยทีเดียว
.
ข้อได้เปรียบประการหนึ่งของผักที่ปลูกในร่มคือ มันจะสะอาด ไม่ค่อยมีแบคทีเรีย จึงสามารถอยู่ในชั้นวางของซูเปอร์มาร์เก็ต ได้นานกว่าผักที่มาจากการปลูกกลางแจ้ง ในที่สุดแล้ว ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านอาหาร ภัตตาคารต่างๆ ก็จะเริ่มหันมาขายอาหารที่เกิดจากการผลิตใกล้ๆ ขนส่งไม่ไกล เหมือนกับปรากฎการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกา และยุโรป ขณะนี้
..
ยุคแห่งเกษตรกรรมในเมืองกำลังจะเกิดขึ้นแล้ว ... เกษตรกรที่อยู่ในชนบท ในพื้นที่ห่างไกล จะทำอย่างไรต่อไป เมื่อเกษตรในเมืองเริ่มเข้ามาแทนที่มากขึ้นเรื่อยๆ ?!?!



อัพเดตความก้าวหน้าทางด้านเกษตรได้ทุกวัน กับ เพจเกษตรอัจฉริยะ ... https://www.facebook.com/smartfarmthailand/

Credit : Many Thanks to ....
- Data from https://techcrunch.com/2017/07/19/billionaires-make-it-rain-on-plenty-the-indoor-farming-startup/
- Data from https://www.bloomberg.com/news/articles/2017-07-19/softbank-s-vision-fund-leads-200-million-bet-on-indoor-farming
- Picture from https://www.fastcompany.com/40420610/has-this-silicon-valley-startup-finally-nailed-the-indoor-farming-model

16 กรกฎาคม 2560

ยุคของหุ่นยนต์ทำอาหารมาแล้ว ! พ่อครัว-แม่ครัว เตรียมตัวหรือยัง ?


สตาร์ทอัพหลายแห่ง กำลังเร่งพัฒนาหุ่นยนต์พ่อครัว แม่ครัว  (Robot Chef หรือ Robotic Chef) กันอย่างขะมักขเม้น มาสัก 2-3 ปีแล้ว แต่ว่าปี 2017 นี้หล่ะครับ จะเป็นปีที่มีการจุดพลุอย่างจริงจัง .. เป็นปีที่ หุ่นยนต์พ่อครัวมีศักยภาพ และ ประสิทธิภาพ ถึงจุดที่จะทำงานแทนที่พ่อครัวตัวจริงได้แล้ว !

สำหรับพ่อครัว แม่ครัว ระดับเทพ ระดับกอร์ดองเบลอ ไม่ต้องกลัวตกงานหรอกครับ .. แต่พ่อครัว แม่ครัว ฝีมือทั่วๆ ไป อีกไม่นานอาจจะถูกแทนที่ได้ด้วยพ่อครัวหุ่นยนต์ นะครับ

สตาร์ทอัพที่ชื่อว่า มิโซะโรบอติกส์ (Miso Robotics) ผลิตหุ่นยนต์ทำงานในครัว ที่สามารถทำได้สารพัดอย่าง เพื่อมาแทนที่ตำแหน่งงานในครัว เช่น การเตรียมวัตถุดิบ การทอด การผัด หรืองานใดๆ ซึ่งก็สามารถจะโปรแกรมให้เหมาะสมกับงานนั้นๆ ครับ .. โดยตอนนี้ เริ่มนำไปใช้งานในการทอดและพลิกเบอร์เกอร์ โดยร้านคาลิเบอร์เกอร์จะซื้อหุ่นยนต์นี้มาแทนคนงานในครัว 50 กว่าสาขาในปีหน้านี้ 


สตาร์ทอัพที่ชื่อ ซูมพิซซ่า (Zoom Pizza) พัฒนาหุ่นยนต์ที่สามารถทำพิซซ่าตั้งแต่การเตรียมวัตถุดิบ ใส่ซอส ชีส และท็อปปิ้งต่างๆ แล้วก็นำไปอบ โดยจะนำกระบวนการทั้งหมดใส่ไว้ในรถขายอาหารฟู้ดทรัคส์ ซึ่งจะขับไปทำไป เมื่อได้รับออเดอร์จากลูกค้า ก็สามารถทำได้แบบสดๆ ร้อนๆ ทำให้รสชาติน่ารับประทาน นอกจากนั้น ยังมีสตาร์ทอัพในอิตาลี ซึ่งได้รับเงินทุนสนับสนุนจากอียู กำลังทดลองใช้หุ่นยนต์ทำพิซซ่าในเมืองเนเปิล ของอิตาลี ถิ่นต้นกำเนิดของพิซซ่า กันเลยทีเดียว

สตาร์ทอัพที่ชื่อโชว์บอติกส์ (Chowbotics) พัฒนาหุ่นยนต์ทำสลัด ซึ่งสามารถทำสลัดได้กว่า 1,000 ชนิด โดยใช้เวลาทำจานละ 60 วินาทีเท่านั้น แถมยังสามารถทำสลัดตามจำนวนแคลอรี่ที่ลูกค้ากำหนดได้อีกด้วย โดยเจ้าเครื่องทำสลัดนี้ นอกจากจะสามารถช่วยงานทำสลัดในครัวแล้ว ยังสามารถนำไปตั้งเป็นตู้ขายอาหารแบบหยอดเหรียญได้ (Vending machine)



บริษัทสตาร์ทอัพที่ชื่อโมลีโรบอติกส์ (Moley Robotics) พัฒนาหุ่นยนต์พ่อครัวเอนกประสงค์ ที่สามารถนำมาใช้แทนพ่อครัวในภัตตาคาร หรือ แม้แต่ใช้ในบ้าน ซึ่งหุ่นยนต์ตัวนี้มีขีดความสามารถเหนือเหล่าหุ่นยนต์พ่อครัวที่กล่าวมา เพราะเราสามารถสอนให้มันทำอาหารหลากหลายชนิด ที่มีขั้นตอนซับซ้อนได้ พูดง่ายๆ ว่ามันทำได้มากกว่าฟาสต์ฟู้ดหล่ะครับ อย่างตัวที่เคยเอามาโชว์ในงานแสดงสินค้านี่ สามารถทำอาหารได้หลากหลายถึง 2,000 กว่าเมนู ซึ่งเก่งกว่าพ่อครัว แม่ครัวทั่วๆ ไปแน่นอนครับ

และแล้ว .. ปีนี้ และ ปีต่อๆ ไป คงจะเป็นปีที่ พ่อครัว แม่ครัว จะต้องปรับตัวขนาดใหญ่ เพื่อต่อกรกับคู่แข่งใหม่กัน

อัพเดตความก้าวหน้าทางด้านเกษตรได้ทุกวัน กับ เพจเกษตรอัจฉริยะ ... https://www.facebook.com/smartfarmthailand/



Credit : Many Thanks to ....
- Data from https://techcrunch.com/2017/07/13/hungry-theres-a-robot-for-that-at-tc-disrupt-sf/
- Data from http://inc-asean.com/technology/burger-flipping-bot-come-fast-food-jobs/
- Data from http://www.deccanchronicle.com/technology/in-other-news/050417/chowbotics-this-salad-making-robot-counts-calories-for-you.html
- Data from https://guardian.ng/life/life-features/new-exciting-inventions-whats-the-latest-on-innovative-technology/
- Picture from https://www.buzzfeed.com/jp/asamitogi/robot-restaurant-huistenbosch?utm_term=.vo2486bN1#.xd10X8VnL
- Picture from https://www.mnn.com/green-tech/gadgets-electronics/blogs/robots-cooks-may-happen-sooner-than-you-think

12 กรกฎาคม 2560

ยักษ์ใหญ่อาหารสัตว์มีหนาว ! สตาร์ทอัพเนเธอร์แลนด์ลงทุนเลี้ยงหนอนแมลงวันจากขยะ ทำอาหารสัตว์ ทดแทนปลาป่น



วงการอาหารสัตว์เตรียมตัวรับการเปลี่ยนแปลงครับ จากเดิมที่ใช้วัตถุดิบประเภทโปรตีนสูงจากปลา แต่ในอนาคตอาจจะถูกกฎระเบียบใหม่ ให้เปลี่ยนไปใช้โปรตีนจากแมลงแทนก็เป็นได้ .. จากตัวเลขที่น่าตกใจคือ 10 เปอร์เซ็นต์ของปลาทะเลที่จับได้ในแต่ละปี หรือ ประมาณ 15 ล้านตัน ถูกนำไปใช้เป็นส่วนผสมของอาหารสัตว์ ไม่ว่าจะเป็น สัตว์ปีก หมู หรือ ปลาที่เลี้ยงในฟาร์ม ซึ่งวัตถุดิบพวกนี้มีราคาแพง แถมยังมีต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมอีกด้วย ดังที่ปรากฎเป็นข่าวว่า ทางประเทศตะวันตกได้ประณามการนำปลาป่นมาทำอาหารสัตว์ของบริษัทยักษ์ใหญ่ของไทย ที่ทั้งทำลายสิ่งแวดล้อม และ ใช้แรงงานทาส

บริษัทโปรติกซ์ (Protix) ซึ่งเป็นบริษัทสตาร์ทอัพแห่งประเทศเนเธอร์แลนด์ จึงคิดจะเปลี่ยนแปลงทำให้วงการอาหารสัตว์ดีขึ้น ด้วยการเลิกใช้ปลาป่นแล้วหันมาใช้โปรตีนจากแมลงแทนครับ .. ล่าสุด สตาร์ทอัพแห่งนี้ได้รับเงินลงทุนกว่า 45 ล้านยูโร หรือ เกือบ 1,800 ล้านบาท เพื่อขยายกระบวนการผลิตหนอนแมลงวัน ซึ่งนำมาทำเป็นส่วนผสมอาหารสัตว์ โดยที่ผ่านมาได้ผลิตอาหารหมู อาหารไก่ และอาหารสัตว์เลี้ยง โดยจะขยายกำลังผลิตเพื่อนำไปเป็นอาหารปลา ซึ่งขณะนี้ ฟาร์มเลี้ยงปลาในยุโรปกำลังเป็นที่นิยม และมีการเติบโตสูง นอกจากนั้น บริษัทโปรติกซ์ยังจะทำการคิดค้นวิจัย การผลิตโปรตีน ไขมัน และสารอาหารสำคัญ สำหรับใช้ในวงการอื่นๆ อีก เช่น อาหารมนุษย์ อาหารเสริมของพืช เป็นต้น




การผลิตหนอนแมลงวันนั้น จะใช้เศษอาหารซึ่งเก็บจากภัตตาคาร โรงแรม และ บ้านเรือน นำมาเลี้ยงหนอนแมลงวัน ซึ่งนับว่าเป็นกิจการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากๆ เป็นธุรกิจที่น่าสนใจนะครับ มีแต่ได้กับได้ ... (1) ต้นทุนต่ำ ใช้เศษอาหารมาเลี้ยงหนอน (2) เกิดธุรกิจกำจัดและรวบรวมเศษอาหาร (3) ได้หนอนที่เป็นอาหารสัตว์ (4) ได้ปุ๋ยอินทรีย์ เอาไปใช้ปลูกพืชได้อีก (5) การอุตสาหกรรมต้นน้ำของอาหารสมัยใหม่ (สามารถผลิตสารอาหารความเข้มข้นสูงบางชนิด สำหรับทางเภสัชและการแพทย์)
.
อัพเดตความก้าวหน้าทางด้านเกษตรได้ทุกวัน กับ เพจเกษตรอัจฉริยะ ... https://www.facebook.com/smartfarmthailand/




Credit : Many Thanks to ....
- Data from http://protix.eu/
- Data from http://smart-farm.blogspot.com/2017/06/40.html
- Picture from http://www.pvenews.com/mediafiler/start/images?view=preview&fuid=img158/031215Protix-04.jpg

09 กรกฎาคม 2560

ราคายางโงหัวไม่ขึ้น - ฝรั่ง "จัดหนัก" ออกข่าวกดดัน .. หาพืชทดแทนได้แล้ว รอผลิตจริงอีก 3 ปีข้างหน้า



ตั้งแต่กลางปีที่แล้ว ราคายางพาราเริ่มผงกหัวขึ้น อันเนื่องมาจากสต็อกยางของโลกเริ่มหายไป ซึ่งก็ทำให้ผู้ผลิตยางล้อรถยนต์มีกำไรลดลงมา ทำให้นับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2016 เป็นต้นมา ผู้ผลิตยางล้อรถยนต์รายใหญ่ ทั้งคอนทิเนนทัล บริดจ์สโตน และ คูเปอร์ ต่างทยอยออกข่าวถึงความคืบหน้าในการนำ "วัชพืชทดแทนยางพารา" ซึ่งมีข้อได้เปรียบเหนือยางพาราในหลายด้าน เช่น

- สามารถปลูกแบบพืชไร่ ไม่ต้องรอถึง 7 ปีกว่าจะได้น้ำยาง
- ใช้เครื่องจักรเก็บเกี่ยวได้แบบพืชไร่ทั่วไป ทำให้มีข้อได้เปรียบเรื่องแรงงาน
- ปลูกในสภาพอากาศสุดโหดได้ เช่น ทะเลทรายในสหรัฐ พื้นที่อากาศหนาวเย็นในยุโรป รวมทั้งพื้นที่ที่ไม่อุดมสมบูรณ์

70% ของยางพาราที่ผลิตได้ในแต่ละปี ถูกใช้เพื่อทำยางรถยนต์ และยางพาราเกือบทั้งหมดมาจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นี่ก็เป็นเหตุผลที่ทำให้ผู้ผลิตยางรถยนต์นั้น มีความรู้สึกไม่ค่อยมั่นคง กับความต่อเนื่องของผลผลิตยางพารา ซึ่งหากในอนาคตหากเกิดอะไรกับยางพาราขึ้นมา เช่น เกิดโรคระบาดเหมือนที่เกิดกับกุ้ง อันเป็นผลทำให้ยางพาราขาดตลาด ก็ย่อมทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้ อีกทั้งยางพาราเป็นพืชสวน ที่กว่าจะให้น้ำยางก็ต้องใช้เวลาถึง 7 ปี ทำให้หากจะปลูกทดแทนในกรณีเกิดภัยพิบัติ ก็ต้องใช้เวลานาน

ด้วยเหตุนี้ ทำให้ผู้ผลิตยางรถยนต์ยี่ห้อใหญ่ๆ ของโลก เช่น อันดับหนึ่งคือ คอนทิเนลทัล อันดับสอง คือ บริดจ์สโตน อันดับสี่ คือ กู้ดเยียร์ ประกาศว่าจะต้องหาพืชมาทดแทนยางพาราให้ได้ คอนทิเนลทัลประกาศจะนำยางรถยนต์ที่ทำจากวัชพืช "แดนดิไลน์" มาทดสอบบนท้องถนนในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ในขณะที่บริดจ์สโตนประกาศจะจำหน่ายยางรถยนต์ที่ทำจากต้น "วายยูเล่" ในปี ค.ศ. 2020 หรือในอีก 3 ปีข้างหน้านี่เอง



นโยบายของบริษัทผู้ผลิตยางรถยนต์ขนาดใหญ่หลายๆ เจ้า ไม่ว่าจะเป็น คอนทิเนนทัล ที่เป็นอันดับ 1 บริดจ์สโตนที่เป็นอันดับ 2 ล้วนมุ่งหน้าสู่ยางรถยนต์เจเนอเรชั่นใหม่ที่จะมีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งคู่ต่างมีการวิจัยและพัฒนายางจากพืชทางเลือก รวมไปถึงการพัฒนาเทคโนโลยีที่จะนำยางเก่ากลับมาใช้ใหม่ ซึ่งเป็นสัญญาณลบต่ออนาคตของยางพาราทั้งนั้น

ตอนนี้ ... นอกจากความท้าทายเรื่องราคายางพาราที่ตกต่ำแล้ว ... เราอาจจะต้องมาคิดเรื่องของความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เรื่องการแปรรูป และการมีแบรนด์ยางรถยนต์ของตัวเอง เพื่อสร้างอำนาจต่อรองยางพาราในตลาดโลก เพราะจะว่าไป ยุโรปและอเมริกาคงต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่งในการพัฒนาพืชทดแทนยางพารา แต่มาตรการกีดกันทางการค้า คงจะออกมาในเร็วๆ นี้
.
อัพเดตความก้าวหน้าทางด้านเกษตรได้ทุกวัน กับ เพจเกษตรอัจฉริยะ ... https://www.facebook.com/smartfarmthailand/

Credit : Many Thanks to ....
- Data from http://wardsauto.com/technology/steering-wheels-may-go-away-tires-here-stay
- Data from https://horizon-magazine.eu/article/rubber-dandelions-and-nickel-eating-flowers_en.html
- Data from http://www.rubbernews.com/article/20170609/NEWS/170609945/editorial-gms-focus-on-sustainable-nr-a-big-win-for-cause
- Data from https://phys.org/news/2017-03-variety-guayule-natural-source-rubber.html
- Data from http://www.rubbernews.com/article/20170707/NEWS/170709969/autonomous-vehicles-force-suppliers-to-adapt
- Data from http://www.autoblog.com/2017/05/16/gm-commits-sustainable-natural-rubber-tires/
- Data from http://labiotech.eu/continental-taraxagum-dandelion-rubber-tires/
- Data from http://www.rubbernews.com/article/20170404/NEWS/170409990/continental-closer-to-building-dandelion-rubber-lab
- Data from http://www.drive4eu.eu/index.php?cmd=s&id=287&PHPSESSID=bejonqies3jrttml2s5f0b9l72
- Picture from https://www.springerprofessional.de/nutzfahrzeuge/werkstoffe/continental-setzt-auf-loewenzahnkautschuk-im-nutzfahrzeug/10723396
- Picture from https://phys.org/news/2015-06-natural-rubber-dandelions.html

08 กรกฎาคม 2560

เกษตรกรนิวซีแลนด์ตื่น ! รวมตัวออกทุนศึกษาผลกระทบ "เนื้อสัตว์ปลูก" - คาดเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์ครั้งใหญ่



จากการที่เรื่องของสตาร์ทอัพในสหรัฐฯ เตรียมนำ "เนื้อสัตว์ปลูก" ที่ทำให้ต่อไปผู้บริโภคจะสามารถรับประทานเนื้อสัตว์ได้โดยไม่ต้องเลี้ยง และฆ่าสัตว์ นั้น ออกขายในปี ค.ศ. 2018 หรือปีหน้านี้เอง ซึ่งได้เป็นข่าวครึกโครมไปทั่วโลก ทำให้กลุ่มเกษตรกรในประเทศนิวซีแลนด์ ซึ่งเป็นผู้ผลิตเนื้อแกะ เนื้อวัว อีกทั้งยังมีผลิตภัณฑ์นม (ซึ่งก็ตกเป็นเป้าหมายที่จะถูกทดแทนโดย นมที่ทำจากพืช เช่นกัน) เกิดความวิตกกังวลในผลกระทบที่จะเกิดขึ้น โดยเกรงว่า นี่อาจจะเป็นจุดเปลี่ยนของอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์โลก 
.
ดังนั้น เหล่าเกษตรกรจึงได้รวมตัวกัน ในนามของกลุ่ม บีฟพลัสแลมป์นิวซีแลนด์ เพื่อออกทุนให้มีการศึกษาวิจัยผลกระทบของ "เนื้อสัตว์ปลูก" แบบติดตามอย่างใกล้ชิด ถึงความเป็นไปได้ ความสามารถเชิงพาณิชย์ของเทคโนโลยีชนิดนี้ ซึ่งยังรวมไปถึงโปรตีนทดแทนอื่นๆ เช่น เทคโนโลยีเนื้อสัตว์เทียมจากโปรตีนพืช อีกด้วย
.
"ความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของอาหาร และ เทคโนโลยีการผลิตอาหาร เป็นสิ่งที่พวกเราต้องเข้าใจ และตามให้ทัน" หัวหน้ากลุ่มเกษตรกรกล่าว โดยยังได้บอกเพิ่มเติมอีกด้วยว่า โครงการนี้จะต้องมองให้ออกทั้ง ภัยคุกคาม และ โอกาส ที่จะมาพร้อมกับเนื้อสัตว์แนวใหม่นี้
.
ก่อนหน้านี้ในเดือนเมษายน กรรมาธิการด้านสิ่งแวดล้อมของรัฐสภานิวซีแลนด์ ได้เคยกล่าวเตือนเกษตรกรนิวซีแลนด์ในงานประชุมแห่งหนึ่งว่า เนื้อสัตว์ปลูกจากซิลิกอนวัลเลย์ ใกล้จะมาแล้วนะ ให้เตรียมรับมือ ซึ่งก็ทำให้เกษตรกรนิวซีแลนด์ได้รู้จักเรื่องของ "เนื้อสัตว์ปลูก" นับแต่นั้น และเป็นที่มาของการลงขันกันเพื่อศึกษาให้เข้าใจเทคโนโลยีนี้ รวมไปถึงโมเดลทางธุรกิจ และความเร็วในการพัฒนาตลาดของเนื้อสัตว์ชนิดใหม่
.
ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ปลูกนั้น อาจจะมีราคาสูงในตอนแรกๆ ... แต่เมื่อเวลาผ่านไป มันอาจจะมีราคาถูกกว่าเนื้อสัตว์เลี้ยง ก็เป็นไปได้ !!



เกษตรกรนิวซีแลนด์จึงต้องการคาดคะเนความเป็นไปได้นี้ อีกทั้งยังต้องการศึกษา การยอมรับของผู้บริโภค ต่อ เนื้อสัตว์ปลูก ด้วย
.
อย่างไรก็ตาม นี่อาจจะเป็นโอกาสของเกษตรรายเล็กก็ได้ เพราะผู้ที่ได้รับผมกระทบโดยตรงจากเนื้อสัตว์ปลูก น่าจะเป็นเนื้อสัตว์ที่เลี้ยงในระบบอุตสาหกรรม ที่เป็นคู่แข่งขันโดยตรง .. แต่สำหรับเกษตรกรที่เลี้ยงในระบบธรรมชาติ และเป็นออร์แกนิก นี่อาจจะเป็นทางเลือกอีกทางของแหล่งโปรตีนแบบเก่า ก็เป็นได้ครับ 
.
อัพเดตความก้าวหน้าทางด้านเกษตรได้ทุกวัน กับ เพจเกษตรอัจฉริยะ ... https://www.facebook.com/smartfarmthailand/

Credit : Many Thanks to ....
- Data and Picture from https://www.stuff.co.nz/business/farming/agribusiness/94487407/farmers-take-challenge-headon-in-assessment-of-threat-of-synthetic-meat
- Data from http://www.stuff.co.nz/business/farming/90979628/warning-to-farmers-of-looming-synthetic-meat-and-milk\
- Data from http://www.stuff.co.nz/business/farming/advice/88916470/synthetic-proteins-a-threat-to-traditional-farming
- Picture from https://zurcaledworld.blogspot.com/2013/09/the-future-of-food-worlds-first-test.html#.WWBUyIR95hE

05 กรกฎาคม 2560

อยากลองมั้ย ? "บอลลูนพ่นยา" ต้นทุน 25,000 บาท พ่นยาเกือบ 400 ไร่ใน 1 ชั่วโมง



โดรนพ่นยาและปุ๋ย กำลังเป็นที่นิยมในประเทศจีนเป็นอย่างมากครับ เป็นความโชคดีของเกษตรกรจีน มากๆ ครับ ที่ประเทศเขาสามารถผลิตโดรนได้ด้วยตัวเอง ทำให้สามารถสร้างได้ในราคาถูก 
แต่อย่างไรก็ตาม ... เกษตรกรจำนวนหนึ่งก็ยังรู้สึกว่ามันแพง และยุ่งยาก .. บรรทุกน้ำหนักได้น้อย ต้องกลับมาเติมน้ำยาหลายครั้ง แถมต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่บ่อย เพื่อให้บินวนไปหลายหน




เมื่อเป็นแบบนี้ เกษตรกรส่วนหนึ่ง เลยขอใช้ "บอลลูนพ่นยา" แทนสิครับ อย่างในภาพ เป็นเกษตรกรที่จังหวัดอันฮุยลู่เจียง ได้มีการนำบอลลูนบรรจุก๊าซไฮโดรเจน มาช่วยในการพ่นยาใส่นาข้าวครับ  ซึ่งมีต้นทุนอยู่ที่ 5,000 หยวน หรือ 25,000 บาทเท่านั้นครับ โดยลากบอลลูนไปตามแนวที่จะพ่นยา และอัดน้ำยาผ่านสายยางด้วยเครื่องพ่นยา ซึ่งเจ้าบอลลูนนี้จะทำหน้าที่เพียงช่วยยกสายพ่นยาเอาไว้เหนือพื้นที่ ซึ่งในภาพสามารถพ่นยาตามหน้ากว้างได้ถึง 50 เมตรเลยทีเดียว ทำให้สามารถพ่นยาได้มากถึง 380 ไร่ในเวลาเพียง 1 ชั่วโมงเท่านั้นครับ


อัพเดตความก้าวหน้าทางด้านเกษตรได้ทุกวัน กับ เพจเกษตรอัจฉริยะ ... https://www.facebook.com/smartfarmthailand/
Credit : Many Thanks to ....
- Data and Picture from https://kknews.cc/society/8lervl.html

01 กรกฎาคม 2560

ผู้ผลิตเนื้อสัตว์ เตรียมหนาว ! สตาร์ทอัพสหรัฐ เตรียมนำ "เนื้อสัตว์ปลูก" ออกขายในซูเปอร์มาร์เก็ต ปี 2018


บริษัทสตาร์ทอัพ แฮมพ์ตันครีก (Hampton Creek) ซึ่งเป็นบริษัทสตาร์ทอัพที่มีโมเดลธุรกิจโปรตีนทางเลือก คือ ผลิตโปรตีนจากทางเลือกอื่นๆ ที่ไม่ต้องมีสัตว์ ได้ออกมาประกาศว่า จะวางขายเนื้อสัตว์ที่ผลิตจากการปลูก (in vitro meat) โดยไม่ต้องมีการเลี้ยงสัตว์ และ ฆ่าสัตว์ ในปี 2018 หรือปีหน้านี่เองครับ ก่อนหน้านี้ บริษัทนี้ก็สร้างความฮือฮาด้วยการผลิต ไข่ที่ไม่ต้องมีไก่ โดยใช้หลักการของชีววิทยาสังเคราะห์
.
การประกาศของแฮมพ์ตันครีก ครั้งนี้ ได้สร้างความฮือฮาในวงการเนื้อสัตว์เป็นอย่างมาก เพราะไม่เคยคิดมาว่า เนื้อสัตว์ปลูกจะมาสู่ตลาดได้เร็วขนาดนี้ ก่อนหน้านี้ บริษัทสตาร์ทอัพ เมมฟิสมีท (Memphis Meat) ได้ประกาศว่า เนื้อสัตว์ปลูกของบริษัทจะวางขายในปี ค.ศ. 2021 หรืออีก 4 ปีข้างหน้านู่นแหน่ะ .. ดังนั้น วงการเนื้อสัตว์จึงมีความตื่นเต้นกันมาก ถึงกับคาดคะเนกันว่า การล้มล้าง (Disruption) ธุรกิจเลี้ยงสัตว์ และขายเนื้อสัตว์กำลังจะมาถึงในไม่ช้านี้
.
ในระยะหลังๆ ได้เริ่มมีความสนใจที่จะผลิตอาหารประเภทเนื้อสัตว์ โดยไม่ต้องเลี้ยงสัตว์ (จะได้ไม่ต้องฆ่าสัตว์) หรือหากต้องฆ่าสัตว์ก็ขอให้สัตว์ไม่ทรมาน ไม่มีความเจ็บปวดเกิดขึ้น กันมากขึ้นเรื่อยๆ ครับ จะว่าไปแล้วระบบปศุสัตว์หรือฟาร์มเลี้ยงสัตว์แบบอุตสาหกรรมที่ทำกันอยู่ในปัจจุบันมีข้อเสียหลายอย่าง เช่น

(1) การเลี้ยงสัตว์ทำในคอกหรือโรงเรือนแออัด ทำให้สัตว์ทรมาน ในวันหนึ่ง ๆ บริษัทยักษ์ใหญ่ อย่างเช่น ซีพี เชือดไก่ 3-5 แสนตัว เป็นตัวเลขที่น่าตกใจไหมครับ เป็นธุรกิจที่ผิดศีลข้อ 1 เต็มๆ

(2) มีโอกาสเกิดโรคระบาดได้ง่าย เพราะสัตว์อยู่กันอย่างแออัดยัดเยียด และโรคระบาดเหล่านั้นก็เริ่มระบาดมาสู่คนแล้ว

(3) มีการใช้ยาปฏิชีวนะค่อนข้างมาก เพราะไม่ต้องการให้เกิดโรคในข้อ 2 ยาพวกนั้นเหลือมาให้พวกเรานี่แหล่ะครับ รับประทานกัน

(4) ฟาร์มเหล่านี้สร้างมลภาวะทางกลิ่นต่อชุมชนอาศัยที่อยู่ใกล้เคียง

(5) ระบบการเลี้ยงในปัจจุบัน เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้โลกร้อน เพราะใช้เทคโนโลยีที่สิ้นเปลืองพลังงานมาก แถมมีการปล่อยก๊าซมีเธนสู่ชั้นบรรยากาศ ซึ่งก๊าซมีเธนนี่เอง สร้างภาวะเรือนกระจกได้มากกว่าคาร์บอนไดออกไซด์หลายเท่า

การออกมาประกาศที่จะนำ "เนื้อสัตว์ปลูก" ออกมาขายในปีหน้า ของแฮมพ์ตันครีก จึงนับเป็นการเปลี่ยนโลกแห่งโปรตีน อย่างชนิด พลิกฟ้าฟื้นปฐพี กันเลยทีเดียว !
.
อัพเดตความก้าวหน้าทางด้านเกษตรได้ทุกวัน กับ เพจเกษตรอัจฉริยะ ... https://www.facebook.com/smartfarmthailand/
Credit : Many Thanks to ....
- Data from https://futurism.com/a-new-company-will-have-fake-meat-on-the-shelves-next-year/
- Data from http://www.businessinsider.com/hampton-creek-lab-grown-meat-2017-6
- Picture from https://www.nextnature.net/2016/02/bringing-vitro-meat-market/

25 มิถุนายน 2560

มาดูกัน ... ขบวนเรือจีนขน "หุ่นยนต์กระชังเลี้ยงปลา" ขนาดยักษ์ ไปส่งลูกค้าที่นอร์เวย์



โลกเรากำลังเข้าสู่ยุค สมาร์ทฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ กันแล้วครับ .. ขณะนี้ มีบริษัทสตาร์ทอัพทางด้านประมง และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเกิดขึ้นจำนวนมาก ที่นำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้ปฏิวัติรูปแบบการเพาะเลี้ยงและการจับปลาแบบเดิมๆ เดี๋ยวนี้ มีเทคโนโลยีหุ่นยนต์กระชังเลี้ยงปลา ที่ลอยเท้งเต้งในทะเลเปิด โดยจะลอยไปลอยมาเพื่อให้ปลาได้รู้สึกเหมือนกับว่ายน้ำจริงๆ โดยเจ้ากระชังนี้จะมีระบบอัตโนมัติในการให้อาหาร และดูแลสภาพแวดล้อมในการเลี้ยง โดยกระชังบางชนิด มีระบบเฝ้าระวัง สามารถเคลื่อนที่หลบพายุ ไปยังบริเวณที่ปลอดภัยได้




ล่าสุด เว็บไซต์สำนักข่าวชินหัว ได้รายงานว่า บริษัทเพาะเลี้ยงปลาแซลมอนนอกชายฝั่ง แห่งประเทศนอร์เวย์ ได้มาว่าจ้างบริษัทต่อเรือของจีน ให้สร้างกระชังเลี้ยงปลาขนาดยักษ์ ซึ่งสามารถทำงานแบบอัตโนมัติ มีระบบเซนเซอร์ตรวจวัดในกระชังกว่า 20,000 เซนเซอร์ โดยเมื่อทางจีนสร้างเสร็จก็ต้องมีขบวนเรือเพื่อลากไปส่งยังประเทศนอร์เวย์ครับ การเดินทางครั้งนี้ จึงเป็นที่ฮือฮามาก เพราะกระชังนั้นมีขนาดใหญ่มาก ต้องใช้เรือเพื่อช่วยกันประคองไปส่งเป็นระยะทางหลายพันกิโลเมตรเลยทีเดียว





อัพเดตความก้าวหน้าทางด้านเกษตรได้ทุกวัน กับ เพจเกษตรอัจฉริยะ ... https://www.facebook.com/smartfarmthailand/

Credit : Many Thanks to ....
- Data and Picture from http://news.xinhuanet.com/english/2017-06/14/c_136365565.htm

05 มิถุนายน 2560

มาแล้ว ! สตาร์ทอัพทำฟาร์ม "หนอนแมลงวัน" ปฏิวัติวงการอาหารสัตว์ ยุค 4.0



น่าตกใจเหมือนกันนะครับ กับข้อมูลที่ว่า 10 เปอร์เซ็นต์ของปลาทะเลที่เราจับได้ในแต่ละปี หรือ ประมาณ 15 ล้านตัน ถูกนำไปใช้เป็นส่วนผสมของอาหารสัตว์ ไม่ว่าจะเป็น สัตว์ปีก หมู หรือ ปลาที่เลี้ยงในฟาร์ม ซึ่งวัตถุดิบพวกนี้มีราคาแพง แถมยังมีต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมอีกด้วย ดังที่ปรากฎเป็นข่าวว่า ทางประเทศตะวันตกได้ประณามการนำปลาป่นมาทำอาหารสัตว์ของบริษัทยักษ์ใหญ่ของไทย ที่ทั้งทำลายสิ่งแวดล้อม และ ใช้แรงงานทาส
.
ด้วยเหตุนี้ จึงมีสตาร์ทอัพหัวใส ที่ชื่อว่า อะกรีโปรตีน (AgriProtein) ซึ่งก่อตั้งในประเทศแอฟริกาใต้ ได้ทดลองทำฟาร์มเลี้ยงหนอนแมลงวันลาย (Black Soldier Fly) โดยนำเศษอาหารต่างๆ ที่เหลือทิ้งจากภัตตาคาร นำมาเป็นอาหารให้หนอนแมลงวันลาย ปรากฎว่า หนอนแมลงวันลายเติบโตเร็วมาก ทั้งนี้ จากการทดลองนำไปให้ไก่กิน ปรากฎว่าไก่ชอบกินหนอนแมลงวัน มากกว่าอาหารไก่ที่มีส่วนผสมของปลาป่นเสียอีก และหนอนแมลงวันยังสามารถนำไปผสมเป็นอาหารหมูได้อีกด้วย

.
เจ้าหนอนแมลงวันนี้ อุดมไปด้วยโปรตีน และ ไขมันที่มีประโยชน์ที่จะเป็นอาหารสัตว์ .. สำหรับต้นแบบของฟาร์มเลี้ยงหนอนแมลงวันที่ทดสอบจนได้ผลสำเร็จนั้น จะใช้เศษอาหารเหลือทิ้งวันละ 120 ตัน เพื่อเป็นอาหารให้แก่หนอนแมลงวัน ซึ่งก็จะผลิตหนอนได้ 22 ตัน และได้ปุ๋ยอินทรีย์ออกมาอีก 44 ตัน
.
นับว่า เป็นธุรกิจที่น่าสนใจนะครับ มีแต่ได้กับได้ ... (1) ต้นทุนต่ำ ใช้เศษอาหารมาเลี้ยงหนอน (2) เกิดธุรกิจกำจัดและรวบรวมเศษอาหาร (3) ได้หนอนที่เป็นอาหารสัตว์ (4) ได้ปุ๋ยอินทรีย์ เอาไปใช้ปลูกพืชได้อีก
.
อะกรีโปรตีน วางแผนจะไปเปิดโรงงาน 20 แห่ง ในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยจะมีที่ตั้งใกล้ๆ เมืองใหญ่ เพื่อจะได้สามารถรวบรวมเศษอาหาร มาใช้เป็นวัตถุดิบในการเลี้ยงหนอนครับ
..
อัพเดตความก้าวหน้าทางด้านเกษตรได้ทุกวัน กับ เพจเกษตรอัจฉริยะ ... https://www.facebook.com/smartfarmthailand/

Credit : Many Thanks to ....
- Data from http://www.alaskafishradio.com/fly-farms-aim-feed-global-farmed-fish-industry/
- Data from http://www.sfchronicle.com/food/article/The-future-of-animal-feed-Fly-farming-11118507.php
- Picture from https://youtu.be/AdlBY71yQck

31 พฤษภาคม 2560

มาแล้ว "เกษตรกรโซลาร์" (Solar Farmers) - เมื่อเกษตรกรสหรัฐแห่ทำโซลาร์ฟาร์ม !!



เวลาเราพูดถึงโซลาร์ฟาร์ม (Solar Farm) เราก็จะหมายถึงโรงไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ .. ผมเคยสงสัยมานานแล้วเหมือนกันว่า ทำไมไม่เรียกว่าโซลาร์แพลนท์ (Solar Plant) ก็ในเมื่อเจ้าของโซลาร์ฟาร์มไม่ใช่เกษตรกร (Farmer) ซะหน่อย 

แต่ว่า ต่อไปนี้ เจ้าของโซลาร์ฟาร์ม (Solar Farm) จะเป็นเกษตรกร (Farmer) แล้วครับ เพราะตอนนี้ เกษตรกรสหรัฐหันมาเอาดีทางผลิตพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ กลายมาเป็น "เกษตรกรโซลาร์" หรือ Solar Farmers อย่างแท้จริง !!

.
ว่ากันว่า ในมลรัฐแคลิฟอร์เนียนั้น เกษตรกรมากกว่า 1 ใน 4 ติดตั้งโซลาร์เซลล์ภายในไร่นา โดยกระแสนี้กำลังแพร่ระบาดไปยังรัฐอื่นๆ ของสหรัฐฯ เกษตรกรส่วนใหญ่ติดตั้งโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตพลังงานใช้ภายในไร่ ไม่ว่าจะเป็นการทำความร้อน การทำความเย็น ปั๊มน้ำ ไปจนถึงผลิตไฟฟ้าขายให้แก่ชุมชนข้างเคียง ... แถมเกษตรกรบางราย เลิกทำเกษตรไปเลยก็มี แล้วหันมาขายไฟฟ้าอย่างเดียวเลยก็มี .. ฟาร์มครอบครัวแห่งหนึ่งในรัฐเมน ทางตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐติดตั้งระบบทำความร้อนพลังงานแสงอาทิตย์ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศเลยก็ว่าได้ .. ไร่องุ่น ไร่อัลมอนด์ในแคลิฟอร์เนีย ส่วนใหญ่ หันมาติดโซลาร์ฟาร์มเพื่อนำพลังงานไฟฟ้าไปใช้ ไร่องุ่นหลายแห่งติดตั้งโซลาร์เซลล์แบบลอยน้ำในอ่างเก็บน้ำของตนเอง ซึ่งทั้งประหยัดพื้นที่ และ ลดการระเหยของน้ำไปในตัวอีกด้วย


.
ปัจจุบัน เกษตรกรในรัฐนอร์ทแคโรไลนา และ แคลิฟอร์เนีย ได้ติดตั้งโซลาร์เซลล์ไปแล้วมากถึง 2,866 และ 10,577 เมกะวัตต์ ตามลำดับ !!
.
ในมลรัฐไอโอวานั้น เกษตรกรได้ตั้งบริษัทผลิตไฟฟ้าที่มีชื่อว่า Farmers Electric Cooperative ซึ่งมีรูปแบบเป็นสหกรณ์ผลิตไฟฟ้า คล้ายๆ กับในเมืองไทยที่กำลังพยายามผลักดันอยู่ เพียงแต่ของเขานั้นมีการเชื่อมระบบผลิตหลายๆ แบบทั้งจากแบบตั้งพื้น บนหลังคาฟาร์ม ซึ่งรูปแบบนี้ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ อันเนื่องมาจากมันทำเงินได้ดี และ เกษตรกรส่วนใหญ่ก็อายุมากขึ้น
.
ใน ปี ค.ศ. 2015 กระทรวงเกษตรสหรัฐได้ให้เงินอุดหนุนแก่เกษตรกรจำนวน 280 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 9,500 ล้านบาท เพื่อส่งเสริมให้มีการติดตั้งโซลาร์เซลล์ในฟาร์มเกษตร
.
เชื่อว่า การติดตั้งโซลาร์เซลล์ของเกษตรกร จะเพิ่มขึ้นอีก 3 เท่าใน 5 ปีข้างหน้า ซึ่งผู้เชี่ยวชาญมองว่าเป็นเรื่องดี โดยการผลิตพลังงานสะอาดจะช่วยหักล้างค่าการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมการเกษตร รายได้จากการขายไฟฟ้าของเกษตรกรยังช่วยรักษาเสถียรภาพทางด้านรายได้ครัวเรือนของเกษตรกรอีกด้วย เป็นการช่วยเหลือเกษตรกรในช่วงราคาผลผลิตตกต่ำ ... และนี่ก็คือ ยุคของเกษตรกรโซลาร์ (Smart Farmers) อย่างเต็มตัว ที่สามารถผลิตได้ทั้ง อาหาร และ พลังงาน
.

อัพเดตความก้าวหน้าทางด้านเกษตรได้ทุกวัน กับ เพจเกษตรอัจฉริยะ ... https://www.facebook.com/smartfarmthailand/

Credit : Many Thanks to ....
- Data and Picture from https://www.greenbiz.com/article/cultivating-coexistence-agriculture-and-solar-farms
- Picture from http://www.solaripedia.com/13/147/1369/shafer_solar_vineyard.html
- Picture from http://www.fwi.co.uk/business/scheme-offers-farmers-chance-to-cash-in-rental-income.htm

24 พฤษภาคม 2560

นี่หรือเกษตรกรแห่งอนาคต ? แต่งตัวดี ใส่สูทผูกไทด์ เก็บผักชิลล์ ชิลล์



แนวคิดของเกษตรในร่ม (Indoor Agriculture) การทำฟาร์มแนวดิ่งในอาคาร (Vertical Farm) นั้นเกิดมานานแล้ว แต่ก็ไม่ค่อยมีการสร้างกันจริงๆ ในเชิงพาณิชย์ เพราะถูกมองว่าไม่คุ้มค่า .. มีแต่แนวคิด หรือ คนออกแบบมาสวยๆ เก๋ๆ เพื่อทำประกวดกัน หรือไม่ก็ใช้โฆษณาเพื่อหวังบางอย่าง จนกระทั่งใน 1-2 ปีมานี้เองครับ ที่เกิดกระแสบูมโครงการก่อสร้างโรงเรือนปลูกผักแนวดิ่ง กันอย่างมากมาย และกำลังเป็นเทรนด์ที่ร้อนแรงสุดๆ ในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะในปีนี้ เริ่มมีการก่อสร้างเรือนปลูกผักแนวดิ่งในหลาย ๆ เมือง แข่งกันเลยทีเดียว ... และในปีที่ผ่านมา สหรัฐอเมริกาถึงกับจัดโชว์สถาปัตยกรรมเกษตรแนวดิ่งในงาน เวิลด์เอ็กซ์โป ที่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี กันเลยครับ
..
คนไทยเราอาจจะมองว่ามันไม่ค่อยเข้าท่าหรือไม่คุ้ม ... แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านอนาคตศาสตร์บอกว่า เมืองใหญ่ทุกเมืองในโลกนี้ อีกหน่อยก็จะมีฟาร์มแนวดิ่งกันเต็มไปหมดครับ !! เมื่อไม่นานมานี้ นครเซี่ยงไฮ้ ก็มีการวางแผนที่จะสร้างคอมเพล็กซ์สำหรับเกษตรกรรมในร่มขนาดใหญ่ในเมืองด้วยนะครับ
..
Vertical Farm หรือ ฟาร์มแนวดิ่ง เป็นแนวคิดในการทำไร่ทำนาในแนวตั้ง โดยใช้พื้นที่บนอาคารสูง และที่สำคัญเป็นการทำการเกษตรในเมือง ที่มีประชากรอาศัยอยู่หนาแน่น ผู้ที่บุกเบิกแนวคิดนี้คือ ศาสตราจารย์ ดิกสัน เดสพอมเมียร์ (Dickson Despommier) แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย .
การทำไร่บนตึกสูงนี้ มีข้อดีหลายอย่างและสามารถช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่มนุษยชาติกำลังเผชิญ ดังต่อไปนี้ครับ
.
- ในอนาคตอีกไม่นาน ประชากรของโลกส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่ในเมือง ประมาณกันว่าในปี ค.ศ. 2050 ประชากร 80% ของโลก (ประมาณ 9 พันล้านคน) จะอาศัยอยู่ในเมือง
.
- แต่การเกษตรในปัจจุบันกระทำกันในพื้นที่ชนบท ห่างไกลจากเมือง นั่นหมายถึงต้องมีการขนส่งมาถึงผู้บริโภค ทำให้ต้องใช้พลังงานมาก รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการดูแลโครงสร้างพื้นฐาน (ถนน หนทาง) ไปกับจำนวนประชากรที่เบาบาง ที่ต้องทำหน้าที่แรงงานในภาคเกษตร


- การย้ายไร่นามาอยู่บนอาคารในเมือง เป็นการผลิตที่ใกล้ผู้บริโภค เป็นการผลิตอาหารที่มีประสิทธิภาพ สามารถควบคุมให้มีการรบกวนต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด เราสามารถคืนผืนดินสู่ธรรมชาติ คืนพื้นที่เกษตรกรรมให้กลับกลายเป็นผืนป่าอีกครั้ง ซึ่งจะเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอน (Carbon Storage) ป่าเหล่านี้จะช่วยดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์จากชั้นบรรยากาศช่วยลดภาวะโลกร้อนได้ เมื่อมีผืนป่า สัตว์ป่าก็จะกลับคืนมาอีกครั้ง
.
- จะเกิดแรงงานในภาคเกษตรรูปแบบใหม่ ในกระบวนการผลิตอาหารในเมือง จะเกิดฟาร์มเกษตรบนอาคารขึ้นมากมายในเมือง เพื่อเลี้ยงประชากรในเมือง
.
- เราสามารถปลูกพืชได้ทั้งปีโดยไม่ต้องกังวลกับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงอีกต่อไป หากเรายังทำเกษตรแบบเดิม ก็มีแต่จะต้องเพิ่มพื้นที่เกษตรในแนวราบ เพื่อจะหล่อเลี้ยงประชากรที่เพิ่มขึ้นของโลก ทั้งนี้โลกของเราแทบจะไม่เหลือพื้นที่ให้ทำการเกษตรได้อีกแล้ว นอกเสียจากจะต้องยอมสูญเสียผืนป่าเขตร้อนอันมีค่า (ตัวอย่าง ป่าอะเมซอน และ ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร)
.
ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา แนวคิดของ Vertical Farm ได้มีการนำไปปฏิบัติทั้งในขั้นของการทดลอง หรือ แม้แต่ในเชิงการค้า เช่น ในประเทศเกาหลี ญี่ปุ่น สิงคโปร์ สวีเดน หรือในประเทศสหรัฐอเมริกาเจ้าของความคิดเอง ในประเทศสิงคโปร์เองนั้น มีแนวคิดที่ จะทำให้เกิด Vertical Farm ทั่วทั้งเกาะเลยทีเดียว เพื่อเป็นการสร้างความมั่นคงทางด้านอาหารให้แก่ประเทศ
..
รอชมกันต่อไปครับผม
..
อัพเดตความก้าวหน้าทางด้านเกษตรได้ทุกวัน กับ เพจเกษตรอัจฉริยะ ... https://www.facebook.com/smartfarmthailand/
Credit : Many Thanks to .....
- Picture from http://architizer.com/blog/pasona-hq-urban-farming-kono-designs/#.UVYgGL9uGM
- Picture from http://eandt.theiet.org/magazine/2015/12/farming-in-cities.cfm
- Picture from https://www.pinterest.com/pin/506655026799634699/