28 กุมภาพันธ์ 2560

จีนสร้าง "วงแหวนเกษตร" รอบเมืองใหญ่ แหล่งอาหารคนเมืองอนาคต .. ไม่ต้องขนส่งไกลจากชนบท



จีนมีประชากรอาศัยอยู่ในเมืองเกินครึ่งมาหลายปีแล้วครับ ดังนั้นเรื่องการผลิตอาหารกำลังจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ของจีน จากแนวโน้มที่ประชากรจะย้ายจากชนบทมาอยู่ในเมืองเพิ่มขึ้นอีก รวมทั้ง จำนวนเกษตรกรในชนบทก็จะลดลงเรื่อย ๆ

สิ่งที่จีนกำลังจะทำ เรียกว่า "แบบขนานใหญ่" ที่เกี่ยวกับการผลิตอาหารจะมี 2 เรื่องคือ

(1) การทำเกษตรให้ทันสมัย โดยใช้เครื่องจักรกล หุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติมาทำงานแทนมนุษย์ หรือ เรียกว่าใช่ Robot Farmers มาทำงานในฟาร์มในชนบท

(2) สร้างระบบเกษตรกรรมในเมืองให้แข็งแกร่ง ให้เมืองเลี้ยงตัวเองได้ (Urban Farming) โดยไม่ต้องพึ่งพาอาหารจากการเพาะปลูกในชนบทอีกต่อไป

และสิ่งหนึ่งที่เมืองใหญ่ๆ ในจีนหลายๆ เมือง กำลังทำตอนนี้คือ .... การสร้าง "วงแหวนเกษตร" รอบเมือง คล้ายๆ กับการสร้างถนนวงแหวนนั่นหล่ะครับ ครับ แต่อันนี้จะเป็นพื้นที่เกษตร ที่โอบล้อมเมืองเอาไว้



ผมก็เคยไปดูที่เซี่ยงไฮ้ ... ขับรถออกจากเมืองมาประมาณ 10-20 กิโลเมตร ก็เป็นพื้นที่เกษตรกว้างใหญ่ไพศาลแล้ว !!!

วงแหวนเกษตร ของเค้าไม่ธรรมดานะ ! อย่างที่เซี่ยงไฮ้นี่ มีวงแหวนเกษตรขนาด 1.8 ล้านไร่ ผลิตไข่ไก่ได้เอง 100% รวมทั้งเนื้อไก่ และ นมด้วย

ส่วนผักผลิตได้ 80% เนื้อหมูอีก 50% เลย

ด้วยความมุ่งมั่น ... รัฐบาลจีนตั้งใจจะทำให้เมืองใหญ่ๆ เลี้ยงตัวเองได้ให้หมดในอนาคต !!!


..
อัพเดตความก้าวหน้าทางด้านเกษตรได้ทุกวัน กับ เพจเกษตรอัจฉริยะ ... https://www.facebook.com/smartfarmthailand/
Credit : Many Thanks to .....
- Data and Picture from http://www.designboom.com/architecture/new-urban-farming-in-china-3-22-2015/
- Picture from http://g.fastcompany.net/multisite_files/fastcompany/poster/2014/09/3035835-poster-p-1-this-new-chinese-mall-will-be-topped-with-an-urban-farm-for-neighbors.jpg

18 กุมภาพันธ์ 2560

เกษตรกรไทย ก็รวยได้ ไม่แพ้เกษตรกรในญี่ปุ่น !! มารู้จักเกษตรกรเชียงใหม่ เจ้าพ่อมันฝรั่ง




(ภาพ - พื้นที่บริเวณบ้านของเกษตรกรผู้ปลูกพืชหมุนเวียน มันฝรั่ง - ข้าวโพด - ข้าว แห่ง อ.สันทราย จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งมีฐานะความเป็นอยู่ไม่แพ้เกษตรกญี่ปุ่น เลยทีเดียว)

วันนี้ ทีมงาน เกษตรอัจฉริยะ – Smart Farm จะพามารู้จัก คุณลุงบุญศรี ใจเป็ง เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาพืชไร่ภาคเหนือ พ.ศ.2553 ผู้ปลูกมันฝรั่งในอำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ ด้วยพื้นที่กว่า 1500 ไร่



ดั้งเดิมคุณลุงและครอบครัว มีอาชีพเกษตรกร ทำนาข้าว และเริ่มปลูกมันฝรั่ง ตั้งแต่เด็กๆ ราวปี พ.ศ.2507 โดยมันฝรั่งที่ปลูกในประเทศไทยในสมัยนั้น เน้นการนำไปบริโภคสด เช่นการนำไปทำซุป ลูกค้าส่วนใหญ่ยังเป็นชาวต่างชาติ และทหารที่เข้ามาตั้งฐานทัพในไทย ในยุคเริ่มแรก การปลูกมันฝรั่ง ให้ผลผลิตเพียงแค่ 2-3 ตันต่อไร่เนื่องจากการปลูกมันฝรั่ง ต้องปลูกในสภาวะอากาศหนาว เพื่อให้หัวมันฝรั่งสะสมอาหารได้มากๆ ดังนั้น ในฤดูอื่นๆ จะใช้พื้นที่เพื่อการปลูกพืชชนิดอื่นๆ เช่นข้าว อ้อย เป็นการทำการเกษตรแบบหมุนเวียน

จากการสนับสนุน ค้นความ วิจัยอย่างต่อเนื่อง ของคุณลุงบุญศรี ร่วมกับมูลนิธิโครงการหลวง ตั้งแต่ปี พ.ศ.2512 เป็นต้นมา ทำให้การปลูกมันฝรั่งเพิ่มผลผลิตเป็น 5-6 ตันต่อไร่ ใกล้เคียงกับการปลูกในต่างประเทศ

ตั้งแต่ พ.ศ.2532 เริ่มมีการตั้งโรงงานแปรรูปมันฝรั่งเป็นขนมขบเคี้ยว ภายใต้ยี่ห้อ เลย์ ของบริษัท เป๊บซี่-โค จำกัด ทำให้มีการขยายตลาดมันฝรั่งในประเทศไทย และรับซื้อมันฝรั่งจากเกษตรกรเป็นจำนวนมาก คุณลุงจึงหันมาปลูกมันฝรั่งเพื่อป้อนสู่โรงงานผลิตขนมขบเคี้ยวของ เป๊บซี่-โค ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ไม่ไกลออกไปนัก



ปัจจุบัน คุณลุงบุญศรี ยังคงพัฒนาเทคโนโลยีการปลูกมันฝรั่งอย่างต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของการพัฒนาเครื่องจักรกลการเกษตร สำหรับเตรียมดิน ปลูก และเก็บเกี่ยว  และในส่วนของการพัฒนาระบบรดน้ำ การให้ปุ๋ย พ่นยาฆ่าแมลงอย่างเหมาะสม เพื่อให้เกิดความปลอดภัย และคุ้มค่า

คุณลุงบุญศรี ใจเป็ง เล่าให้ฟังว่า “โดยทั่วไป การเพาะปลูกมันฝรั่งในประเทศไทยนั้นมีผลผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 2 – 3 ตันต่อไร่ แต่สำหรับที่อำเภอสันทราย เราได้พัฒนา เรียนรู้และทดลองการเพาะปลูกร่วมกับภาครัฐและภาคเอกชนมาอย่างต่อเนื่องกว่า 20 ปี จนสามารถสร้างผลผลิตมันฝรั่งได้สูงถึง 5 ตันต่อไร่ ทั้งนี้ นอกเหนือจากความใส่ใจและการให้ความสำคัญกับปัจจัยแวดล้อมต่างๆ อาทิ ดิน น้ำ อากาศ หัวพันธุ์ ปุ๋ย ตลอดจนเทคนิคและเทคโนโลยีการเพาะปลูกแล้ว อีกหนึ่งกุญแจสำคัญที่ส่งผลต่อการเพิ่มประสิทธิภาพและการเพิ่มผลผลิต คือ การปลูกพืชหมุนเวียนที่เหมาะสมกับพื้นที่และฤดูกาล อย่างมันฝรั่งเป็นพืชเมืองหนาว เราก็จะปลูกในช่วงหน้าหนาว จากนั้นเมื่อเก็บเกี่ยวเสร็จเราก็หันมาปลูกข้าวโพดในช่วงหน้าร้อน และพอถึงหน้าฝนเราก็ปลูกข้าว เวียนกันไปแบบนี้แทนที่จะเป็นการปลูกพืชเชิงเดี่ยว ซึ่งระบบการปลูกพืชหมุนเวียนนี้ช่วยสร้างความสมดุลและการปรับปรุงโครงสร้างของดิน  ช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดโรคในพืช ทั้งยังเป็นการส่งเสริมให้เกิดความยั่งยืนในการทำเกษตรกรรมด้วย”

(ภาพขวามือ - ขอบพระคุณ น้องตั้ม นักข่าวเพจเกษตรอัจฉริยะ สำหรับภาพ และ ข้อมูล ครับ)

12 กุมภาพันธ์ 2560

จีนไปแล้ว ! ทุ่ม 16 ล้านล้านบาท ปฏิรูปภาคเกษตรครั้งใหญ่ สู่ยุคเกษตรทันสมัย เกษตรกรอัจฉริยะ



สี จิ้นผิงประกาศ ... 2017 ปีแห่งการปฏิรูปภาคเกษตร ครั้งใหญ่ในจีน !
ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ประกาศต่อคณะกรรมการกลาง พรรคคอมมิวนิสต์ว่า เขาจะผลักดันการปฏิรูปภาคเกษตรครั้งใหญ่ของจีน ในปี 2017 ที่จะถึงนี้ โดยจะทำให้ภาคเกษตรของจีนมีความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้น และ เป็นเครื่องจักรแห่งการเติบโตตัวใหม่ของเศรษฐกิจจีน
..
ล่าสุด รัฐบาลจีนเตรียมทุ่มเงินประมาณ 450 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือเกือบ 16 ล้านล้านบาท ผ่านธนาคารเพื่อพัฒนาการเกษตร เพื่อนำมาใช้ปฏิรูปการเกษตรของจีนให้ทันสมัย ภายในอีก 4 ปีข้างหน้า หรือ ปี 2020
..
ทั้งนี้ จีนได้ออกแผนปฏิบัติการ ปฏิรูปเกษตรกรรมนำสมัย เริ่มทำตั้งแต่ปี ค.ศ. 2016 - 2020 โดยมีรายละเอียดดังนี้
- เน้นสร้างนวัตกรรมในภาคเกษตส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสำหรับภาคเกษตร ปฏิรูปการผลิตตั้งแต่ระดับไร่นา
- สนับสนุนให้เกิดสตาร์ทอัพทางด้านเกษตร ผู้ประกอบการใหม่ ส่งเสริมชาวชนบท เกษตรกร ให้สามารถทำธุรกิจได้
- เน้นเพิ่มคุณภาพผลผลิต ความปลอดภัย ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของภาคเกษตร ส่งเสริมเครื่องมือแก่ชาวไร่ชาวนา
- จะต้องมีไร่นาคุณภาพ 53 ล้านเฮกตาร์ หรือ 331 ล้านไร่ ภายในปี ค.ศ. 2020
- ฝึกอบรมด้านเทคโนโลยีแก่เกษตรกร รวมถึงเรื่องความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม
- การันตีพื้นที่เกษตรกรรมจะต้องไม่หดตัวต่ำกว่า 120 ล้านเฮกตาร์ หรือ 750 ล้านไร่
- เพิ่มความระมัดระวังเรื่องการใช้น้ำ โดยเฉพาะต้องรักษาระดับน้ำใต้ดิน
- ภายในปี ค.ศ. 2020 จะต้องมีป่าไม้ 23% โดยเปลี่ยนพื้นที่เกษตรกรรมกลับไปเป็นป่าไม้ (เพิ่มประสิทธิภาพแล้วก็ทำแบบนั้นได้)



อัพเดตความก้าวหน้าทางด้านเ
กษตรได้ทุกวัน กับ เพจเกษตรอัจฉริยะ ...https://www.facebook.com/smartfarmthailand/
Credit : Many Thanks to ....
- Data from http://www.shanghaidaily.com/business/economy/Supplyside-reform-for-agriculture-in-2017/shdaily.shtml
- Data from https://www.rt.com/business/359841-china-invest-billions-agriculture/

- Picture from http://news.xinhuanet.com/english/china/2014-07/26/133511417_14063297227831n.jpg

28 ธันวาคม 2559

พร้อมกันหรือยัง ... ห่นยนต์เกษตรกรจะเข้าทำงานในไร่นา ยอดขาย 2.7 ล้านล้านบาทต่อปี ในอีก 7 ปีข้างหน้า




อนาคตของเกษตรกรรม คือ หุ่นยนต์ ... บริษัทวิจัยตลาด Tractica ประเมินว่าในปี ค.ศ. 2024 หรืออีกแค่ 7 ปีข้างหน้า มูลค่าตลาดของหุ่นยนต์เพื่อเกษตรกรรมจะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด จนมีมูลค่าสูงถึง 74.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 2.7 ล้านล้านบาท เลยทีเดียวครับ ซึ่งยอดขายของหุ่นยนต์เกษตรที่ผ่านมาในปีนี้มีประมาณ 32,000 ตัว แต่อีก 7 ปีข้างหน้า ยอดขายต่อปีมันจะเพิ่มขึ้นเป็น 594,000 ตัวเลยทีเดียว ... นั่นหมายถึงในไร่นาต่างๆ จะมีหุ่นยนต์เข้าไปวิ่งเล่นกันขวักไขว่เลยครับ
..
ทั่วโลกกำลังให้ความสนใจในเรื่องของหุ่นยนต์เกษตรกรรม เพราะนับวันอาชีพเกษตรกรจะกลายเป็นอาชีพที่ไม่ค่อยมีใครอยากทำ ยิ่งประเทศพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ จำนวนของเกษตรกรก็จะยิ่งลดลง ดังนั้นในอนาคต หุ่นยนต์จึงน่าจะเข้ามาเป็นแรงงานสำคัญในไร่นา

ตอนนี้ ประเทศที่ผลิตหุ่นยนต์สำหรับการเกษตร เช่น เยอรมัน ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย อิสราเอล ญี่ปุ่น ได้มุ่งทำตลาดหุ่นยนต์เกษตรกร สำหรับงาน ในไร่ที่หุ่นยนต์สามารถทำได้นั้นมีได้มากมายครับ ตามแต่จินตนาการกันไป ลองหลับตานึกภาพตามกันดูนะครับ

- หุ่นยนต์ปลูกผัก สามารถที่จะวิ่งไปตามแปลงผัก ขุดรูแล้วหยอดเมล็ดผักลงไป โดยมันจะขุดรูแต่ละรูให้ห่างกันในระยะที่เท่าๆ กัน แถมยังสามารถหยอดปุ๋ยลงไปในปริมาณที่เท่ากันด้วย

- หุ่นยนต์ล่าแมลง สามารถที่จะวิ่งไปในแปลกปลูก สแกนหาแมลงศัตรูพืช มันสามารถฉีดพ่นยาไปยังตัวแมลงได้อย่างแม่นยำ เราสามารถปล่อยมันอยู่ในไร่ทั้งวันโดยไม่บ่นเลย ซึ่งมันก็จะใช้พลังงานที่ได้จากโซลาร์เซลล์ หุ่นยนต์ประเภทเดียวกันนี้ยังใช้ในการถอนวัชพืชต่างๆ โดยปล่อยให้ทำงานไปเรื่อยๆ ในไร่ได้ทั้งวัน

- หุ่นยนต์เซ็๋นเซอร์ ที่จะวิ่งตรวจหาสิ่งผิดปกติต่างๆ ในไร่ หรือ สุ่มตัวอย่างๆ ในไร่ เช่น วิ่งไปดูว่าผลไม้ที่ปลูกในแต่ละต้น เป็นอย่างไร มันสามารถเก็บข้อมูลแล้วจดจำได้อย่างแม่นยำ ทำให้เจ้าของไร่ทราบอย่างละเอียดว่า ต้นไหนมีผลกี่ลูก ขนาดเฉลี่ยเป็นอย่างไร ซึ่งจะทำให้ประเมินวันเก็บเกี่ยว และ ทราบปริมาณผลผลิตได้อย่างแม่นยำ

- หุ่นยนต์เซ็นเซอร์ที่วิ่งเก็บข้อมูลในไร่ เช่น ความชื้นในอากาศ ความชื้นในดิน ความอุดมสมบูรณ์ของดินในแปลงต่างๆ รวมทั้งหุ่นยนต์แบบบินได้ (Flying Robots) ที่จะบินขึ้นไปเก็บข้อมูล และภาพมุมสูงของไร่ ทำให้เกษตรกรสามารถตรวจสภาพผลผลิต และปัจจัยต่างๆ เช่น Leaf Index, Chorophyll Index ด้วยเทคโนโลยีที่มีราคาถูก

- สำหรับพืชบางชนิดที่ต้องการการเก็บผลผลิตแบบประณีต หุ่นยนต์อาจจะนำมาใช้ในการเก็บเกี่ยวผลจากตัวต้น หรือใช้ดูแลผลไม้ที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ งานน่าเบื่ออย่างนี้ ต้องหุ่นยนต์เท่านั้นครับ


..
อัพเดตความก้าวหน้าทางด้านเกษตรได้ทุกวัน กับ เพจเกษตรอัจฉริยะ ... https://www.facebook.com/smartfarmthailand/
Credit : Many Thanks to ....
- Data from http://www.iotevolutionworld.com/smart-transport/articles/428344-ag-robot-revenue-reach-multi-billions-2024-prediction.htm
- Picture from https://www.engineersaustralia.org.au/portal/news/future-agriculture-robotic-farmers
- Picture from http://theconversation.com/farmers-of-the-future-will-utilize-drones-robots-and-gps-37739
- Picture from http://mikeshouts.com/case-ih-autonomous-farming-tractor-concept-is-the-future-of-farming/

23 ธันวาคม 2559

สตาร์ทอัพน้ำมะพร้าว .. กำเนิดโดยคนอิสราเอล ปลุกกระแสคลั่งน้ำมะพร้าวทั่วโลก สู่อุตสาหกรรมแสนล้าน



เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ขณะที่คนอเมริกันยังไม่รู้จักน้ำมะพร้าว และยังดื่มน้ำมะพร้าวกันไม่ค่อยเป็นนั้น ได้มีนักธุรกิจกลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่ง (Startup) ได้นำน้ำมะพร้าวมาแพ็คใส่กล่องให้อยู่ในรูปน้ำมะพร้าวพร้อมดื่ม และเริ่มทำตลาดในหมู่ผู้ออกกำลังกาย เสียเหงื่อ และต้องการความสดชื่นกลับคืนมา และจากคนกลุ่มเล็กๆ ที่หันมาดื่มน้ำมะพร้าว ก็มีดาราระดับซูเปอร์สตาร์มาลองดื่มดูแล้วชอบ จนเกิดเป็นกระแส "เอาอย่าง" กันจนตลาดน้ำมะพร้าวพร้อมดื่มที่ไม่มีมูลค่าอะไรเลยใน ปี ค.ศ. 2004 ได้เติบโตอย่างรวดเร็ว จนปัจจุบันมีมูลค่ากว่า 42,000 ล้านบาท เฉพาะในประเทศสหรัฐอเมริกา และมีทีท่าจะเติบโตขึ้นไปเรื่อยๆ อีกด้วย โดยมีมูลค่าตลาดทั่วโลกนับแสนล้านบาทต่อปี
..
จากจุดเล็กๆ ที่เป็นเพียงนักธุรกิจกลุ่มเล็กๆ ปัจจุบันมีแบรนด์น้ำมะพร้าวพร้อมดื่มนับร้อยยี่ห้อ โดยแบรนด์หลัก 3 แบรนด์ ซึ่งรวมของโคคาโคล่า และ เป็ปซี่ มีส่วนแบ่งตลาดรวมกันเกือบครึ่งหนึ่ง 



โดยผู้นำตลาดคือ "วีต้าโคโค่" (Vita Coco) ซึ่งผู้ก่อตั้งนั้นเป็นชาวอิสราเอล 2 คน คือ ไมค์ เคอร์บัน (Mike Kirban) และ ไอรา ลิแรน (Ira Liran) ในปี ค.ศ. 2003 ทั้งคู่ได้เข้าไปนั่งดริงค์ในบาร์แห่งหนึ่ง กลางมหาครนิวยอร์ค แล้วได้ไปปิ๊งกับสาวบราซิล 2 นาง ซึ่งมานั่งดื่มด้วยกัน จากการสนทนากันนั้น เขาได้ถามเจ้าหล่อนว่า "คุณรู้สึกคิดถึงอะไรมากที่สุด เมื่อจากบ้านมา" และ เธอก็ตอบว่า "น้ำมะพร้าว" !!
..
นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ชาวอิสราเอลทั้งคู่ เกิดความคิดว่า ทำไมไม่มีน้ำมะพร้าวพร้อมดื่มขายบ้างหล่ะ
..
จากนั้น ไมค์ และ ไอรา ได้ตั้งบริษัทสตาร์ทอัพ ผลิตน้ำมะพร้าวพร้อมดื่มขึ้นในปี ค.ศ. 2004 แล้วยอดขายก็เติบโตมาเรื่อยๆ จนเป็นผู้นำตลาดโลกในเวลานี้ มีโรงงานผลิต 10 แห่ง ใน 8 ประเทศ ไอราบอกว่า จริงๆ แล้วก็ไม่เคยคิดว่าธุรกิจน้ำมะพร้าวของตัวเองจะมาได้ไกลขนาดนี้ เริ่มแรกที่ทำ คิดเพียงจะหาอะไรเล็กๆ ทำ เพื่อดำรงชีพแค่นั้น
..
ความสำเร็จของน้ำมะพร้าวพร้อมดื่ม เกิดจากการประสานกันทั้งองคาพยพ คือ ดารามาช่วยโปรโมต และถือหุ้นน้ำมะพร้าว ไม่ว่าจะเป็น มาดอนน่า เดมี่ มัวร์ และบริษัทพวกโมเดิร์นเทรด อย่าง เทสโก้ เซเว่นอีเลฟเว่น มาช่วยกระจายสินค้า ความนิยมของน้ำมะพร้าวพร้อมดื่มกำลังแพร่ไปยุโรป โดยเนสท์เล่ กำลังลงทุนอย่างจริงจังในเรื่องนี้
..
อัพเดตความก้าวหน้าทางด้านเกษตรได้ทุกวัน กับ เพจเกษตรอัจฉริยะ ... https://www.facebook.com/smartfarmthailand/
Credit : Many Thanks to ....
- Data from http://jewishbusinessnews.com/2016/04/27/israeli-chutzpah-lies-at-the-heart-of-americas-favorite-coconut-drink/
- Picture from https://plus.google.com/101828700604579394898/posts/DKXCbP566mV
- Picture from http://shiberty.com/2015/10/vita-coco-hydrate-naturally/

14 กันยายน 2558

ประเทศไทยเป็นครัวโลก จริงหรือ ?



คำพูดที่ว่า "ประเทศไทยเป็นครัวโลก" มันมีความเป็นจริงอยู่แค่ไหนครับ ลองไปดูข้อมูลกันนะครับ

- มูลค่าตลาดของอุตสาหกรรมอาหารของโลก = 225 ล้านล้านบาท (7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ)
- ยอดขายของ 10 บริษัทยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมอาหารของโลก (เช่น เนสท์เล่ เป็ปซี่โค เป็นต้น) = 12.9 ล้านล้านบาท (0.401 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ)
- ขนาดของ GDP ประเทศไทย = 12 ล้านล้านบาท (0.387 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ)
- มูลค่าส่งออกอาหารจากประเทศไทย = 0.97 ล้านล้านบาท

ซึ่งแปลว่า มูลค่าการส่งออกอาหารของไทย มีอิทธิพลเพียง = 0.43% ของอุตสาหกรรมอาหารทั้งโลกเท่านั้นเองครับ ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะว่า เราส่งออกวัตถุดิบเสียเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งมีมูลค่าค่อนข้างน้อย ในขณะที่ประเทศที่นำเข้าอาหารของเรา เขาเอาไปพัฒนาต่อจนมีมูลค่าสูงขึ้น ทำให้ประเทศไทยมีอิทธิพลต่อห่วงโซ่มูลค่าในอุตสาหกรรมอาหารค่อนข้างน้อยมากๆ ครับ ... เราจึงไม่ติดอันดับ 1 ใน 10 ประเทศที่ส่งออกอาหารของโลกเลยด้วยซ้ำ

Credit :
- Data from Behind the Brand Report
- Data from http://www.tradingeconomics.com/thailand/gdp
- Data from http://www.manager.co.th/ibizchannel/ViewNews.aspx?NewsID=9560000152637
- Picture from http://savoringtimeinthekitchen.blogspot.com/2010/11/boiled-fresh-shrimp-from-galveston.html

13 กันยายน 2558

เครือข่ายเซ็นเซอร์ไร้สายสำหรับตรวจวัดน้ำ



Floating Sensor Networks เป็นเครือข่ายเซ็นเซอร์ไร้สายสำหรับตรวจวัดน้ำ เครือข่ายชนิดนี้ สามารถปล่อยให้ลอยไปกับน้ำได้ โดยมันจะอาศัยพลังงานจากแสงอาทิตย์เพื่อใช้ในการทำงาน มันจะเก็บข้อมูลต่างๆ ของน้ำ เช่น คุณภาพและความสะอาดของน้ำ 

Floating Sensor Networks นี้สามารถทำงานแบบเดี่ยวหรือทำงานเป็นฝูง (swarm) เป็นอุปกรณ์ที่สามารถนำไปปล่อยลงน้ำ แล้วสามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง (self-dependent) สามารถหาพลังงานใช้เองได้ และมีระบบขับเคลื่อนที่สามารถสั่งการให้ไปยังจุดใดจุดหนึ่งได้ สามารถทำงานได้ทั้งในแม่น้ำ ทะเลสาบ ทะเลเปิด นาข้าว นากุ้ง โดยสามารถติดตั้งเซ็นเซอร์ได้หลายชนิด สามารถนำไปใช้งานได้ทั้งในยามสงบ เช่น ใช้ตรวจสอบคุณภาพน้ำในแม่น้ำ ลำคลอง แหล่งน้ำทิ้ง ฟาร์มสัตว์น้ำ หรือในยามสงคราม เช่น ใช้เป็นทุ่นระเบิด เซ็นเซอร์ตรวจจับข้าศึก ใช้ในงานตรวจวัดช่วงน้ำท่วม หรือ มีอุบัติภัยเช่น น้ำมันรั่ว สารเคมีรั่วลงแหล่งน้ำ เป็นต้น 

ปัจจุบันการเลี้ยงสัตว์น้ำนั้นไม่ได้ทำในบ่อเลี้ยงเหมือนแต่ก่อน แต่ไปเลี้ยงกันในแหล่งน้ำธรรมชาติ ทั้งในแม่น้ำ ทะเลสาบ และทะเล เทคโนโลยีนี้ สามารถนำไปใช้สำหรับสิ่งที่เรียกว่า Smart Aquaculture หรือฟาร์มสัตว์น้ำอัจฉริยะ ซึ่งจะทำให้ผู้เลี้ยงสามารถตรวจวัดความเป็นไปต่างๆ ในน้ำจากระยะไกล ผ่านระบบอินเตอร์เน็ต 


Credit - Pictures from 
http://today.lbl.gov/2012/07/30/lab-photograph-makes-doe-photo-of-the-week/
http://archive.deltacouncil.ca.gov/delta_science_program/publications/sci_news_0712_robots.html
https://www.nersc.gov/news-publications/news/science-news/2012/floating-robots-track-water-flow-with-smartphones/

28 พฤษภาคม 2558

Pinkhouse - โรงเรือนสีชมพู อนาคตของเกษตรโลก


เกษตรกรรมอาจจะแบ่งได้อย่างกว้าง เป็น 2 แบบครับคือ

(1) เกษตรกลางแจ้ง (Outdoor Farming) เป็นเกษตรแบบดั้งเดิมที่ต้องต่อสู้กับสภาพดินฟ้าอากาศ
(2) เกษตรในร่ม (Indoor Farming) เป็นเกษตรในร่ม ในสิ่งปลูกสร้างที่มีการควบคุมสภาพแวดล้อม

ปกติเกษตรในร่มที่ทำกัน ก็มักจะทำในโรงเรือน (Greenhouse) ซึ่งใช้แสงธรรมชาติ แต่ในระยะหลังๆ มานี้ เริ่มมีการนำเอาหลอดไฟ LED ที่ให้เฉพาะแสงช่วงที่พืชต้องการ คือสีแดง กับ สีฟ้า เมื่อมาผสมกันก็มักจะได้สีออกม่วงอมชมพู ทำให้โรงเรือนแบบนี้มีชื่อเรียกใหม่ เก๋ไก๋ว่า Pinkhouse ซึ่งจะมีข้อดีคือ

- หลอดไฟ LED ให้เฉพาะแสงในช่วงที่พืชต้องการ จึงประหยัดพลังงาน ไม่เกิดความร้อน

- พืชโตเร็วกว่าปกติ เพราะได้รับแสงที่ต้องการจริงๆ

- การใช้หลอดไฟ LED แทนแสงธรรมชาติ ทำให้สามารถเพาะปลูกแบบแนวดิ่งหรือ Vertical Farming ได้ ในขณะที่หากใช้แสงธรรมชาติ จะเกิดเงา ทำให้พืชที่อยู่ใต้ๆ ลงมาไม่ค่อยได้รับแสง แต่การใช้ LED สามารถออกแบบให้หลอด LED เข้าไปตามหลืบต่างๆ ได้

ผมเชื่อว่า เกษตรในเมือง (Urban Farming) ที่น่าจะเป็นไปได้คือ น่าจะเกิดเป็นฟาร์มในร่มที่น่าจะใช้โกดังตามชานเมือง มากกว่าที่จะเป็นการปลูกผักในอาคารสูง อย่างที่เป็นกระแสในสื่อต่างๆ ... แต่ถ้าหากเป็นในอนาคตยาวๆ ละก็ มันก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้นครับ

Credit :
- Data and Pictures from http://www.ledinside.com/news/2013/5/lednews_201305281350

22 พฤษภาคม 2558

น่าห่วง ! ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ยุคแรงงานหดตัว



น่าห่วง ! ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ยุคแร
งงานหดตัวครับ

ซึ่งหมายความว่า เราจะมีจำนวนผู้ใช้แรงงานลดลงเรื่อยๆ หลังจากปี ค.ศ. 2018 หรืออีก 3 ปีข้างหน้า ทั้งนี้ปัจจุบัน ประชากรในวัยทำงาน 100 คนต้องดูแลผู้สูงอายุ 10 คน และจะเพิ่มขึ้นเป็น 16.5 คนในปี ค.ศ. 2020

ทั้งนี้ ประเทศไทยจะเป็นสังคมสูงวัยเช่นเดียวกับ ญี่ปุ่น และ เกาหลีใต้ ... แต่ปัญหาคือ สองประเทศหลังที่กล่าวมาเป็นประเทศที่รวยครับ !!

ขอต้อนรับสู่ สังคมสูงวัยของไทย ... สังคมแก่ก่อนรวยครับ !!!

ขอขอบพระคุณข้อมูลจาก SCB Economic Intelligence Center (ศูนย์วิจัยไทยพาณิชย์)

Credit : Many Thanks to .....
- Data and Picture from www.scbeic.com

18 พฤศจิกายน 2557

Dandelion - เมื่อวัชพืชไร้ค่า กลายมาเป็นพืชไร่ผลิตยาง


 แดนดิไลน์ (Dandelion) เป็นวัชพืขที่มักขึ้นในที่รกร้าง แห้งแล้ง และปลูกอะไรไม่ได้ ตอนนี้ กำลังเป็นที่ฮือฮาในประเทศตะวันตกว่าจะสามารถทำการเพาะปลูกในระดับเกษตรอุตสาหกรรม เพื่อนำน้ำยางของมันมาใช้ทดแทนยางพารา ทั้งนี้บริษัทคอนทิเนลทัล (Continental) ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตยางรถยนต์อันดับ 1 ของโลก ได้ประกาศว่าจะนำยางรถยนต์ที่ทำจากต้นแดนดิไลน์ นี้ออกมาทดสอบบนท้องถนนภายใน 3-4 ปีนี้ ในขณะที่บริษัทบริดจ์สโตน (Bridgestone) ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตยางรถยนต์อันดับ 2 ของโลก จะผลิตยางรถยนต์จากพืชอีกชนิดหนึ่ง (ซึ่งเด๋วผมจะนำมาพูดในวันหลังครับ) ภายในปี ค.ศ. 2020 หรืออีก 5-6 ปีข้างหน้า

วันนี้เรามาดูกรรมวิธีแยกน้ำยางออกจากวัชพืชแดนดิไลน์กันครับ

- ต้นแดนดิไลน์สามารถปลูกแบบพืชไร่ ต่างจากต้นยางบ้านเรา ดังนั้น การไถ การหว่าน การเก็บผลผลิต สามารถใช้เครื่องจักรได้ทั้งหมด โดยปรับแต่งเครื่องจักรกลที่มีอยู่แล้วให้สามารถทำงานได้ทันที โดยมันจะดึงต้นแดนดิไลน์ออกมา ตัดส่วนใบออก และเก็บแต่ส่วนรากไปใช้ประโยชน์

- เมื่อเครื่องจักรกลดึงต้นแดนดิไลน์ออกมา เกษตรกรจะนำไปผ่านน้ำร้อนเพื่อขจัดสิ่งสกปรกออก

- นำรากไปบด เพื่อลอกผิวของรากออก

- นำรากที่ลอกผิวออกแล้วไปจุ่มในน้ำร้อน น้ำยางจะลอยขึ้นสู่ผิวน้ำ

- นำแผ่นยางที่ลอยขึ้นมาออกจะได้ยางที่มีความบริสุทธิ์ 95% พร้อมนำไปผ่านกระบวนการอื่นๆ ต่อไป

นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า ในพื้นที่ 1 ไร่ สามารถผลิตยางรถปิกอัพได้ 100 เส้น

Credit :
- Picture from http://www.dogonews.com/2014/9/14/tire-makers-turn-to-the-humble-dandelion-for-rubber

12 พฤศจิกายน 2557

Spy Technology for Farming (ตอนที่ 6)




แม้เกษตรกรรมจะไม่ใช่ภาคเศรษฐกิจที่เป็นรายได้หลักของประเทศไทยอีกต่อไป แต่ภาคเกษตรก็ยังมีความสำคัญในการหล่อเลี้ยงปากท้องประเทศ เป็นภาคส่วนที่มีฐานประชากรที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก และน่าจะยังเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ แม้ว่าประเทศไทยและประเทศอื่นๆ ใน AEC จะพยายามแข่งขันกันเพื่อให้มีความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ ต่างคนต่างมุ่งพัฒนาเพื่อไปเป็นประเทศอุตสาหกรรม แต่เอาเข้าจริงเราก็ไม่สามารถทิ้งรากเหง้าของเราได้ ด้วยความที่ประเทศไทยมีที่ตั้งที่ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ มีสภาพภูมิศาสตร์ และภูมิอากาศที่เหมาะจะทำไร่ ทำนา ทำสวน ดังนั้นอย่างไรเสีย เราก็จะยังคงโดดเด่นในเรื่องเกษตรต่อไปอีกนาน ทางที่ดีเราควรจะนำความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีใหม่ๆ ในโลกนี้ ไม่ว่าจะเป็นการคิดเอง หรือต่อยอดจากคนอื่น มาเสริมสร้างเกษตรกรรมของเราให้มันมีความทันสมัยมากขึ้น ซึ่งจะทำให้เราเองยิ่งมีความได้เปรียบ และมีความโดดเด่นในสินค้าเกษตรอาหารมากยิ่งขึ้น


แนวคิดหนึ่งที่ทีมวิจัยของผมกำลังพัฒนาอยู่ ก็คือการนำเอาเทคโนโลยีทางการทหารมาใช้ในทางการเกษตร เรียกว่าเป็นการเปลี่ยนสนามรบให้เป็นไร่นา ทหารเค้ามี 3 เหล่าทัพคือทัพบก ทัพเรือ ทัพอากาศ ผมก็คิดจะพัฒนาฝูงหุ่นยนต์การเกษตรนี้ให้มี 3 ทัพเหมือนกัน โดยที่จะนำมาเล่าในบทความตอนนี้ จะเป็นหุ่นยนต์ลาดตระเวณทั้ง 3 เหล่าทัพเลย ซึ่งจะเข้ากับหัวข้อ Spy Technology for Farming 

(1) หุ่นยนต์ลาดตระเวณทัพบก
เจ้าหุ่นทัพบกนี้ จะวิ่งออกทำงานกันเป็นฝูง เพื่อตรวจหาสิ่งผิดปกติต่างๆ ในไร่ หรือ สุ่มตัวอย่างๆ ในไร่  ไม่ว่าจะเป็นความชื้นในอากาศเหนือผิวดิน ความชื้นในดิน สภาพความอุดมสมบูรณ์ของดิน ความอุดมสมบูรณ์ของพืช ลักษณะใบ สภาพผลผลิต และภัยคุกคามต่างๆ โรคพืช วัชพืช และแมลง หัวใจของกองทัพบกคือเซ็นเซอร์หลากหลายชนิดที่ติดตั้งบนหุ่นยนต์ ความสามารถในการสื่อสารและทำงานเป็นฝูงที่สนับสนุนซึ่งกันและกัน ที่สำคัญคือการที่มันต้องทำงานได้ด้วยตนเอง (autonomous) ซึ่งทำให้หุ่นยนต์ต้องมีพลังงานเพียงพอที่จะทำงานทั่วไร่ โดยจะต้องมีสถานีให้แวะเติมพลังงาน เมื่อหุ่นยนต์มีแบตเตอรีอ่อน หุ่นยนต์สามารถแวะมาเติมพลังงานได้ ซึ่งหากแบตเตอรีมีไฟไม่เพียงพอ หุ่นยนต์จะหยุดทำงานชั่วคราวในพิกัดที่เหมาะสม เพื่อชาร์จไฟจากแสงอาทิตย์ให้เพียงพอที่จะเดินทางมายังสถานีเติมพลังงานได้

(2) หุ่นยนต์ลาดตระเวณทัพเรือ
เจ้าหุ่นทัพเรือนี้ จะถูกปล่อยให้ลอยออกไปตรวจตราและเก็บข้อมูลคุณภาพน้ำ ไม่ว่าจะเป็นความขุ่น ความลึก ปริมาณออกซิเจนในน้ำ ค่า pH ความเค็ม ปริมาณอินทรีย์สาร ก๊าซแอมโมเนีย เป็นต้น ซึ่งสามารถนำมันไปปล่อยในแหล่งน้ำต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น อ่างเก็บน้ำ ทะเลสาบเหนือเขื่อน บึงต่าง ทะเลชายฝั่ง หรือแม้แต่ในพื้นที่บ่อเลี้ยงสัตว์น้ำขนาดใหญ่ โดยเจ้าหุ่นทัพเรือสามารถจะลอยไปตามพิกัดต่างๆ ที่กำหนด ในระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งมันจะทำงานเป็นเครือข่าย ส่งข้อมูลแบบไร้สายมายังคอมพิวเตอร์ศูนย์กลาง ซึ่งผู้ใช้สามารถติดตามคุณภาพของน้ำได้อย่างเรียลไทม์

(3) หุ่นยนต์ลาดตระเวณทัพอากาศ
เจ้าหุ่นทัพอากาศนี้ มีหน้าที่ตรวจตราทางอากาศ ซึ่งสำหรับการเกษตรจะมีประโยชน์หลายอย่างเลยครับ เช่น การถ่ายภาพสภาพความอุดมสมบูรณ์ของต้นพืช สภาพผลผลิตต่างๆ โดยหากมีการติดตั้งเซ็นเซอร์ที่เหมาะสม มันก็สามารถจะตรวจตราหาความผิดปกติในไร่นาได้ จากการที่มันมีต้นทุนที่ต่ำมากๆ ทำให้การบินขึ้นของมันทำได้บ่อยครั้ง และสามารถเก็บภาพของไร่นาได้มากเท่าที่ต้องการ ซึ่งจะทำให้เกษตรกรสามารถที่จะเก็บข้อมูลสภาพการเจริญเติบโตของพืชในบริเวณกว้างเพื่อเปรียบเทียบทั้งไร่ได้ง่ายขึ้น เจ้าหุ่นทัพอากาศยังสามารถใช้สนับสนุนทัพบก และทัพเรือได้เป็นอย่างดี เช่น เราอาจจะดัดแปลงให้หุ่นยนต์ทัพบก หรือ หุ่นยนต์ทัพเรือสามารถปล่อยเจ้าหุ่นทัพอากาศจากพิกัดใดๆ ก็ได้ แล้วให้บินกลับมาลงบนหุ่นยนต์แม่  ทำให้เราสามารถมีข้อมูลทั้งบนบก ในน้ำ และทางอากาศของพื้นที่การเกษตรได้ครบถ้วน 

จากตัวอย่างที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่าเทคโนโลยีทางการทหาร เมื่อนำมาปรับใช้สำหรับการเกษตร มันก็สามารถทำประโยชน์ให้แก่ผู้ใช้มากมายจริงๆ ครับ

08 กันยายน 2557

Cocoa Crisis - เมื่อโลกถึงยุคโกโก้ขาดแคลน



เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ที่บ้านผมได้ซื้อช็อคโกแล็ตเข้าบ้านมาเยอะมาก ทั้งใช้แจกและกินเอง สิ่งที่ผมสังเกตคือ ราคาช็อคโกแล็ตได้ขยับขึ้นไปสูงมากๆ ครับ ทั้งนี้เพราะว่า โกโก้เป็นสิ่งที่กำลังจะขาดแคลน ผลกระทบจากภาวะโลกร้อน ทำให้ผลผลิตโกโก้ใน 2 ประเทศผู้ผลิตหลักคือ ไอวอรี่โคสต์ กับ กานา ซึ่งอยู่ในทวีปแอฟริกาลดลงเป็นอย่างมาก มีของอินโดนีเซียนี่หล่ะครับ ที่มันเพิ่มขึ้น

เมื่อโลกบริโภคช็อคโกแล็ตเพิ่มขึ้น แต่ผลผลิตโกโก้ ซึ่งเป็นวัตถุดิบลดลง ของก็ขาดล่ะสิครับ .... ในปี 2557 นี้ เราจะอยู่ในวงรอบที่ขาดแคลนโกโก้มากที่สุดในรอบ 50 ปีเลยครับ ประเทศไทยใช้โกโก้ทั้งหมดปีละ 21,000 ตัน แต่ละปลูกได้แค่ปีละ 200 ตัน

โกโก้ .... จึงเป็นพืชที่มีโอกาส ในช่วงเวลาที่ทองตก แต่ ราคาโกโก้ขึ้นครับ

(Credit - Picture from Reuters)
 

01 กันยายน 2557

คนยิ่งรวย ยิ่งกินน้ำตาลเยอะ



ข้อสังเกตอย่างหนึ่ง ในเรื่องของการบริโภคน้ำตาลก็คือ ยิ่งประเทศเจริญขึ้นก็มีแนวโน้มจะบริโภคน้ำตาลมากขึ้น อยากให้ดูจีน กับ อินเดีย ที่ยังกินน้ำตาลน้อยกว่าคนไทยมาก ถ้า 2 ประเทศกินน้ำตาลเท่ากับคนไทย .... น้ำตาลจะขาดแคลนขึ้นมาทันที ... เห็นอนาคตของอ้อยไหมครับ ?

ทั้งนี้ เพราะในประเทศที่มีฐานะทางเศรษฐกิจสูง คนจะบริโภคอาหารทานเล่น ที่นอกเหนือจากอาหารหลัก ไม่ว่าจะเป็น กาแฟ เค้ก ขนมต่างๆ ล้วนมีองค์ประกอบของน้ำตาลทั้งนั้นครับ

เปรียบเทียบการบริโภคน้ำตาลของประชากร ประเทศต่าง (ข้อมูลเลือกมา ไม่ใช่อันดับ)
ในปี ค.ศ. 2008 (กิโลกรัม)

เฉลี่ยทั้งโลก 18.8
ไทย 28.9
เวียดนาม 10.6
ฟิลิปปินส์ 22.0
อินโดนีเซีย 11.7
อินเดีย 17.2
จีน 6.60
ญี่ปุ่น 16.5
สหรัฐฯ 30.4
สหราชอาณาจักร 32.1
สวีเดน 34.2
เยอรมัน 35.2
บราซิล 36.6
ฝรั่งเศส 36.9
รัสเซีย 38.2
นิวซีแลนด์ 50.2
สวิตเซอร์แลนด์ 51.5

Credit :
- Data from http://www.helgilibrary.com/indicators/index/sugar-consumption-per-capita
- Picture from http://www.mlevinco.com/sugar-cane/
- Picture from http://www.bubblews.com/news/2096259-sugar-cubes-and-telephones — กับ Teerakiat Kerdcharoen

31 สิงหาคม 2557

ไอบีเอ็ม บุกเบิกโลกแห่งอาหารดิจิตอล



ไอบีเอ็ม (IBM) วิจัยและพัฒนาอาหารแนวใหม่ หรือ การปรุงอาหารแบบจิตสัมผัส (Cognitive Cooking) โดยให้ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ เรียนรู้สูตรอาหารในโลกทั้งหมด คอมพิวเตอร์จะประมวลผลว่าวัตถุดิบอะไร จากที่ไหน เอามาทำอะไรได้บ้าง มันจะประมวลผลโมเลกุลที่เป็นส่วนประกอบสำคัญของอาหาร ว่าทำไมคนถึงเอาวัตถุดิบอันนี้ มาอยู่กับอันนั้น ... แล้วมันก็จะแนะนำเมนูอาหารใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งคนน่าจะกินแล้วถูกปาก ทั้งนี้ไอบีเอ็มได้ทดลองสูตรอาหารใหม่ โดยการส่งรถขายอาหารที่เรียกว่า Food Truck ออกไปให้บริการตามสถานที่ต่างๆ ทั่วสหรัฐ เพื่อเก็บข้อมูลว่าเมื่อคนกินแล้วจะรู้สึกอย่างไร ชอบหรือไม่

ในอนาคต ... ไอบีเอ็มต้องการจะเข้าไปเป็นผู้ให้บริการในอุตสาหกรรมอาหาร ตั้งแต่ระบบไอทีในการจัดส่งวัตถุดิบ การบริหารร้านอาหาร บริหารเครือข่ายโลจิสติกส์ ไปจนถึงการสร้างอาหารประดิษฐ์ชนิดใหม่สำหรับเครื่องพิมพ์ 3 มิติ ซึ่งในอนาคต เนื่องจากไอบีเอ็มเป็นบริษัทที่ครอบครองสิทธิบัตรมากที่สุดในโลก และในสมัยที่เกิดเครื่องคอมพิวเตอร์แบบ PC ไอบีเอ็มเองก็เป็นผู้ให้สิทธิ์การผลิตคอมพิวเตอร์แก่บริษัทต่างๆ ... ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้ว่า เมื่ออุตสาหกรรมอาหารเข้าสู่ยุคของการผลิตแบบ 3 มิติ เกิดเครื่องพิมพ์อาหารแบบต่างๆ เกิดขึ้น ไอบีเอ็มก็จะครอบครองสิทธิ์ต่างๆ ทั้งเครื่องพิมพ์ สูตรหมึกในการพิมพ์อาหาร (Food Ink) เครื่องกำเนิดรสชาติ (Favor Machine) ต่างๆ 

นับว่า เค้าคิดไกลจริงๆ นะครับ

Credit :
- Picture from http://payload.cargocollective.com/1/0/31063/386201/food_800.jpg
- Picture from http://blog.ice.edu/wp-content/uploads/2014/03/FoodTruck-PR-Photo-550x367.jpg

27 สิงหาคม 2557

เครื่องเลี้ยงแมลง - อนาคตแหล่งโปรตีนโลก



ความคิดสร้างสรรค์ที่น่ายกย่องเรื่องหนึ่งของคนอีสานคือ การรู้จักนำแมลงมาทำเป็นอาหาร ไม่ว่าจะเป็นหนอนรถด่วน ไข่มดแดง จิ้งหรีด ด้วงมะพร้าว ตัวอ่อนผึ้ง ตั๊กแตน เป็นต้น สหประชาชาติถึงกับรณรงค์ให้ประชากรโลกหันมากินแมลงกันเยอะๆ เพราะแมลงเป็นอาหารที่มีโปรตีนสูง อีกทั้งยังมีแมลงอยู่ตั้ง 1,900 ชนิดที่มนุษย์สามารถรับประทานได้ การเพาะเลี้ยงแมลงยังช่วยลดโลกร้อน เนื่องจากใช้พลังงานน้อยกว่าการเลี้ยงสัตว์พวก หมู ไก่ วัว มีการประเมินกันว่าในปี ค.ศ. 2050 โลกต้องการอาหารเนื้อสัตว์เพิ่มอีก 50% แล้วจะไปเอาเนื้อสัตว์จำนวนนี้มาจากไหนหล่ะครับ ก็ต้องแมลงนี่แหล่ะ โลกจึงต้องการธุรกิจฟาร์มเลี้ยงแมลงอย่างจริงจัง ..... ท่านผู้อ่านอาจจะตกใจ ถ้าผมจะบอกว่า ในภาคอีสานของเราเองนั้น มีการทำฟาร์มเลี้ยงจิ้งหรีดอยู่ถึง 20,000 ฟาร์ม และมีการผลิตแมลงสำหรับรับประทานมากถึงปีละ 7,500 ตันเลยทีเดียวครับ น่าสนใจมากครับ เราอาจจะกลายเป็นประเทศที่ผลิตแมลงส่งออกระดับโลกในไม่ช้านี้ก็ได้

ในช่วงหลังๆ นี้ ฝรั่งเริ่มมาสนใจในเรื่องของการบริโภคแมลงอย่างจริงจังมากขึ้น จนเกิดแนวคิดในเรื่องของการสร้างเครื่องเลี้ยงแมลงขึ้นมา เพื่อผลิตแมลงใช้บริโภคเองในบ้าน โดยต้องการให้เครื่องนี้เป็นสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ประเภทหนึ่ง ไม่ต่างจากหม้อหุ้งข้าวอัตโนมัติ ซึ่งไม่นานมานี้เอง นักออกแบบสาวชาวออสเตรียชื่อ แคทรีนา อุงเกอร์ (Katharina Unger) ได้ออกแบบและสร้างเครื่องเลี้ยงตัวอ่อนแมลงที่ใช้ชื่อทางการค้าว่า Farm 432 โดยเครื่องนี้ทำงานแบบอัตโนมัติในการเลี้ยงตัวอ่อนแมลงชนิดหนึ่ง วิธีการทำงานคือ เราจะใส่ไข่ของแมลงเป้าหมายลงไปในช่องๆ หนึ่ง เหมือนใส่น้ำยาซักผ้าลงไปในเครื่องซักผ้าแหล่ะครับ จากนั้นเครื่องจะทำงานในการปรับสภาพอุณหภูมิและความชื้น ไข่จะฟักเป็นตัวแมลง แมลงจะผสมพันธุ์ และกินอาหารต่างๆ ที่เราจะป้อนเข้าไปในช่องวัตถุดิบ จากนั้นแมลงจะวางไข่ และไข่ฟักออกมาเป็นตัวอ่อน ตัวอ่อนจะไต่ขึ้นไปในช่องไต่ แล้วตกลงไปในถ้วยเก็บ เราก็เอาตัวอ่อนนั่นแหล่ะครับไปทำเป็นอาหารได้เลย โดยอาจจะแบ่งตัวอ่อนส่วนหนึ่ง นำกลับมาป้อนใส่เครื่องเพื่อผลิตตัวอ่อนแมลงไว้กินในมื้อต่อไป แคทรีนาบอกว่า เจ้าเครื่องที่เธอออกแบบนี้สามารถเปลี่ยนไข่ของแมลง 1 กรัม ให้เป็นอาหาร 2.4 กิโลกรัมได้ภายในเวลา 432 ชั่วโมง ไม่เลวเลยใช่มั้ยครับ

เห็นหรือยังครับว่า แนวคิดใหม่ๆ กระบวนทัศน์ใหม่ๆ ของการผลิตและบริโภคอาหาร เริ่มปรากฎชัดขึ้นเรื่อยๆ .... ท่านผู้อ่านพร้อมหรือยังครับ กับการเข้ามาของ Digital Food !!!

(Credit - Picture from http://www.dailymail.co.uk/)

25 สิงหาคม 2557

The Future of Rubber - อนาคตของยางพารา



เราควรจะลงทุนปลูกยางหรือไม่ ช่วงนี้ หุ้นของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับยางพาราก็ลงเอาๆ จนราคาถูกน่าซื้อ แต่ ... จริงๆ แล้วเราควรจะซื้อหุ้นที่เกี่ยวกับยางพาราหรือไม่ ... มาลองดูผลวิเคราะห์ของศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพานิชย์ กันครับว่า ใน 10 ปีข้างหน้า ยางไทยจะเป็นอย่างไร

- จีนเป็นผู้บริโภคยางพาราอันดับ 1 ของโลกและเป็นผู้นำเข้ายางพาราอันดับ 1 ของไทย โดยในช่วงที่ผ่านมา จีนได้ขยายพื้นที่เพาะปลูกยางพาราทั้งในและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศ CLMV คำถามคือ การขยายพื้นที่ดังกล่าว จะทำให้จีนมีความต้องการนำเข้ายางพาราจากตลาดโลกและไทยลดลงหรือไม่ ?

- จากการวิเคราะห์พบว่า ผลผลิตที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจากการขยายพื้นที่เพาะปลูกดังกล่าว ไม่น่าจะส่งผลให้ความต้องการนำเข้ายางพาราของจีนปรับตัวลดลงในช่วง 10 ปีข้างหน้า แต่อาจทำให้บทบาทของไทย ในการเป็น supplier หลักในตลาดโลกลดความสำคัญลง พร้อมทั้งยังทำให้ราคายางพาราในตลาดโลกไม่สามารถปรับตัวสูงขึ้นเหมือนในอดีต

- คาดว่าจีนจะมีความต้องการนำเข้ายางพาราจากตลาดโลกราว 3 ล้านตันในปี 2022 ซึ่งมากกว่าปี 2012 ที่มีความต้องการนำเข้าเพียง 2 ล้านตัน ดังนั้น การขยายพื้นที่เพาะปลูกยางพาราของจีนและกลุ่มประเทศ CLMV จะไม่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกยางพาราของไทยไปจีนในช่วง 10 ปีข้างหน้า

- ผลผลิตยางพาราของกลุ่ม CLMV จะเพิ่มขึ้นจาก 1.1 ล้านตันในปี 2012 เป็น 2.8 ล้านตันในปี 2022 ซึ่งผลผลิตที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว จะทำให้กลุ่ม CLMV มีส่วนแบ่งปริมาณผลผลิตยางพาราในโลกเพิ่มขึ้นจาก 9% ในปี 2012 เป็น 17% ในปี 2022 ในขณะที่ไทยจะมีส่วนแบ่งปริมาณผลผลิตในโลกลดลง จาก 31% ในปี 2012 เป็น 24% ในปี 2022

- ราคายางพาราในตลาดโลกจะไม่สามารถปรับตัวสูงขึ้นได้มากเหมือนในอดีต อีกทั้งยังทำให้ภาวะเศรษฐกิจโลกและราคาน้ำมันดิบมีอิทธิพลต่อราคายางพาราเพิ่มขึ้น ปริมาณผลผลิตยางพาราที่เพิ่มขึ้นจะทำให้ในช่วง 1 ทศวรรษหน้า โลกจะต้องเผชิญกับภาวะผลผลิตยางพาราล้นตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงปี 2013-2022 โลกจะมีผลผลิตส่วนเกินเฉลี่ยปีละ 162,000 ตัน แตกต่างจากช่วง 10 ปีที่ผ่านมาที่โลกประสบปัญหาการขาดแคลนยางพารา 

- จากการขยายพื้นที่กรีดยางพาราในประเทศ CLM แรงงานกรีดยางในภาคใต้จำนวนหนึ่งเป็นแรงงานต่างด้าวที่มาจากประเทศ CLM โดยในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า พื้นที่กรีดยางในประเทศดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นราว 2.6 ล้านไร่ ซึ่งจะทำให้ความต้องการแรงงานเพื่อกรีดยางในกลุ่มประเทศดังกล่าวปรับตัวเพิ่มขึ้น จึงมีความเป็นไปได้ว่า แรงงานต่างด้าวที่มีทักษะในการกรีดยาง อาจจะกลับไปในประเทศของตน ซึ่งจะทำให้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานของชาวสวนยางปรับตัวเพิ่มขึ้น ดังนั้น เพื่อที่จะรักษาแรงงานไว้ เกษตรกรอาจจะต้องปรับสัดส่วนการแบ่งผลประโยชน์ให้แรงงานกรีดยางเพิ่มขึ้น

Credit - คุณ เกียรติศักดิ์ คำสี (ผู้เขียนบทความ) ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ SCB
ที่มา http://scbeic.com/THA/document/note_20131030_rubber/

16 กุมภาพันธ์ 2557

ไทยแลนด์ แดนแห่งความหวาน


ประเทศไทยเป็นดินแดนแห่งความหวานจริงๆ ครับ คนไทยกินน้ำตาลกันคนละ 38 กิโลกรัมต่อคน ต่อปี มากกว่า คนอเมริกัน คนยุโรป คนอินเดีย และคนจีนครับ ค่าเฉลี่ยของทั้งโลกคือ 23 กิโลกรัม ต่อคนต่อปี ครับ

ประเทศไทยปลูกและได้ผลผลิตอ้อยมากเป็นอันดับ 4 ของโลก มีผลผลิต (ค.ศ. 2011) ปีละ 96 ล้านตัน (ปัจจุบันเกิน 100 ล้านตันแล้ว) บราซิลผลิตได้อันดับ 1 ของโลก เท่ากับ 734 ล้านตัน รองลงมาคือ อินเดีย เท่ากับ 342 ล้านตัน และ จีน เท่ากับ 115 ล้านตัน

ประเทศไทยผลิตน้ำตาลได้เป็นอันดับ 5 ของโลก (ค.ศ. 2011) เท่ากับ 11.3 ล้านตัน รองจาก บราซิล (39 ล้านตัน) อินเดีย (27.8 ล้านตัน) อียู (18.5 ล้านตัน) จีน (12.2 ล้านตัน)

ประเทศไทยส่งออกน้ำตาลได้เป็นอันดับ 2 ของโลก (ค.ศ. 2011) เท่ากับ 8.5 ล้านตัน รองจากบราซิล (27.6 ล้านตัน)
คนไทยดื่มโคคาโคล่า (ค.ศ. 2012) เท่ากับ 26.7 ลิตร ต่อคนต่อปี ค่าเฉลี่ยของทั้งโลก เท่ากับ 22.2 ลิตร ต่อคนต่อปี

(Credit - Picture fromhttp://www.wisegeek.com/http://glossi.com/)

05 กุมภาพันธ์ 2557

Creative Economy กับเกษตรไทย



เมื่อประมาณ 2-3 ปีมาแล้ว เราจะค่อนข้างได้ยินเรื่องเกี่ยวกับ Creative Economy หรือ เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ บ่อยมาก นัยว่าในมุมมองของรัฐบาลไทยในสมัยนั้น คิดว่าคนไทยเราน่าจะมีความคิดสร้างสรรค์ค่อนข้างดี เศรษฐกิจแบบนี้จึงน่าจะเหมาะกับบ้านเรามากกว่า Knowledge-Based Economy หรือเศรษฐกิจฐานความรู้ ซึ่งเคยถูกใช้เป็นเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนสังคมไทย ในยุคก่อนหน้าสัก 10 ปีที่แล้ว แต่ในที่สุด พวกเราเองคงจะรู้ตัวว่า สังคมไทยเป็นสังคมฐานความรู้ไม่ได้ เพราะเรายังไม่มีศักยภาพในการผลิตความรู้ขึ้นใช้เอง เนื่องจากสังคมของเรายังอ่อนแอ ในเรื่องวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งโดยทั่วไป เขามักจะวัดกันที่ผลงานวิจัย สิ่งประดิษฐ์ และสิทธิบัตร ซึ่งเรายังแพ้ประเทศเล็กๆ อย่างสิงคโปร์

Creative Economy วางจุดโฟกัสที่ตัวผู้ผลิตสินค้าว่าต้องมีความคิดสร้างสรรค์สูง ผลิตสิ่งที่เป็นของใหม่ๆ มีความโดดเด่น เป็นตัวของตัวเอง Creative Economy ตามความหมายของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติหมายถึง "แนวคิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจบนพื้นฐานของการใช้องค์ความรู้ (Knowledge) การศึกษา (Education) การสร้างสรรค์งาน (Creativity) และการใช้ทรัพย์สินทางปัญญา(Intellectual Property) ที่เชื่อมโยงกับพื้นฐานทางวัฒนธรรม (Culture) การสั่งสมความรู้ของสังคม (Wisdom) และเทคโนโลยี/นวัตกรรมสมัยใหม่ (Technology and Innovation)"

ดังนั้น ความหมายของ Creative Economy ในมุมมองของไทย คือการเน้นความเป็นไทย อันได้แก่ ความสามารถด้านศิลปะต่างๆ งานหัตถกรรม จิตรกรรม วิจิตรศิลป์ และอื่นๆ ที่เราสั่งสมมาจากสมัยโบราณ ไม่ใช่ Creative Economy ที่อยู่บนฐานของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แต่เป็น Creative Economy ที่อยู่บนฐานของศิลปวัฒนธรร ที่เป็นจุดเด่นของประเทศเรา ซึ่งอันที่จริงก็เป็นสิ่งที่น่าจะถูกต้องครับ เพียงแต่ สินค้าที่เราคิดว่า creative ต่างๆ นี้ มันสามารถที่จะส่งออกไปยังตลาดโลกได้จริงหรือไม่ ? ตลาดต่างๆ นอกประเทศไทยจะพึงพอใจสินค้าทางด้านศิลปวัฒนธรรมของเรามากเพียงใด เราจะแข่งกับสินค้าอารมณ์จากเกาหลีได้หรือไม่

ในมุมมองของผม ผมฝันถึง Creative Economy ที่อาศัยสินค้าเกษตรเป็นฐานครับ เพราะเรามีสินค้าเกษตรหลายๆ ตัวที่มีจุดเด่น เอกลักษณ์ และน่าจะผสมผสานความเป็นไทยได้ ไม่ว่าจะเป็น กาแฟอะราบิก้า ข้าวหอมมะลิ ทุเรียน มะม่วง และผลไม้หลากชนิด สมุนไพรไทย อาหารไทยอย่าง ต้มยำกุ้ง และ ผัดไทย ที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก

มาร่วมกันสร้าง Creative Economy ในภาคเกษตรกันครับ

(Credit - Picture fromhttp://www.elearneasy.com/http://www.liveinternet.ru/http://nenuno.co.uk/)

16 พฤศจิกายน 2556

เมืองเกษตรสีเขียว (Green Agriculture City)



ตั้งแต่ปี 2557 รัฐจะเริ่มดำเนินการโครงการเมืองเกษตรสีเขียว (Green Agriculture City) ครับ โดยนำร่องใน 6 จังหวัด ใช้งบดำเนินการทั้งหมด 2.75 หมื่นล้านบาทครับ ... แหม มีหนองคาย เมืองที่ผมหลงไหลเสียด้วยสิ อาจจะต้องหาเรื่องไปช่วยงานนี้สักหน่อยแล้ว

6 จังหวัดที่นำร่องนี้ ก็ได้แก่

- เชียงใหม่ โดดเด่นในการผลิตผลไม้ และพืชผักเมืองหนาว
- หนองคาย โดดเด่นเรื่องการท่องเที่ยวเชิงเกษตรชายแดน
- ศรีสะเกษ โดดเด่นเรื่องการผลิตข้าว พืชผัก และผลไม้
- จันทบุรี โดดเด่นเรื่องการผลิตผลไม้เมืองร้อน และประมง
- ราชบุรี โดดเด่นเรื่องปศุสัตว์ และพืชผัก
- พัทลุง โดดเด่นเรื่องการเกษตรผสมผสาน (ข้าว ผลไม้ สุกร ยางพารา)

หลายๆ ท่านอาจจะสงสัยว่า เอ๊ ... ศรีสะเกษเนี่ยทำไมโดดเด่นด้านผลไม้ นะ ... เด๋ว ผมต้องไปสืบหาข้อมูลหน่อยแล้ว ... แต่นานมาแล้ว ผมเคยไปฟังงานวิจัยเรื่องที่ว่า พื้นที่แถวนั้นปลูกมังคุดดีกว่าแถวเมืองจันท์อีกครับ

หลักการขับเคลื่อนโครงการเมืองเกษตรสีเขียวต้องมี 3 ต้อง คือ 

1.ต้องกำหนดสินค้าเกษตรที่สำคัญของจังหวัด โดยให้จังหวัดเลือกเอง แต่มีเงื่อนไขต้องมีศักยภาพและโดดเด่นจริง มีศักยภาพนำไปแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มได้

2.ต้องให้มีการสร้างเครือข่ายการผลิตให้ผลิตได้มาตรฐานเดียวกัน และมีปริมาณมากพอที่จะขายได้ในระดับแมส

3.ต้องสร้างเจตนารมณ์ร่วมกันที่จะผลิตสินค้าปลอดภัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับวัฒนธรรม ภูมิปัญญา ซึ่งภาครัฐต้องสนับสนุนเทคโนโลยีสนับสนุนการแปรรูป

ส่วนตัวชี้วัด ที่เขาจะใช้วัดความสำเร็จของโครงการคือ 

1.เกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ปลอดภัยจากสารตกค้างในสินค้าเกษตร
2.มลพิษจากกระบวนการผลิตสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรลดลง
3.ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP) ภาคเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรเพิ่มขึ้น

จริงๆ แล้ว ผมฝันอยากจะเห็นเมืองเกษตรสีเขียวที่ว่านี้ เป็นเมืองฉลาด ด้วยนะครับ (Smart Green Agriculture City)

27 ตุลาคม 2556

ไทยต้องเพิ่มศักยภาพการเกษตรทางน้ำ และ Smart Aquaculture


ประเทศไทยเราประกาศตัวเป็นครัวโลก เป็นฮับอาหารทะเล ซึ่งการจะเป็นอย่างนั้นได้ เกษตรทางบกก็คงไม่พอแน่นอนครับ เราต้องทำการเกษตรในน้ำให้เด่นด้วย 

วันนี้เราลองมาดูสถิติเกี่ยวกับการผลิตสัตว์น้ำของประเทศไทยกันครับ ถึงแม้จะเป็นตัวเลขที่ไม่ล่าสุด แต่ก็พอจะเห็นอะไร

- ประเทศไทยเน้นการผลิตสัตว์น้ำเพื่อการส่งออก มากกว่าการบริโภคในประเทศ ดังนั้น เราจึงเป็นประเทศที่มีความเข้มแข็ง และมีประสบการณ์ยาวนานด้านตลาดต่างประเทศ แต่ก็กำลังจะเผชิญคู่แข่งสำคัญคือเวียดนามครับ

- จะเห็นว่าประเทศไทยเน้นการผลิตสัตว์น้ำเค็มครับ เรามีกำลังผลิตใกล้เคียงกับ เวียดนาม และ ฟิลิปปินส์ ที่มีพื้นที่ติดน้ำมากกว่าเรา ถือว่าเราเก่งเกินตัวเลยครับ

- แต่เราผลิตสัตว์น้ำจืดได้น้อยอย่างน่าตกใจ เราแพ้เวียดนามที่มีพื้นที่น้อยกว่าเรา (แสดงว่า เราต้องทำสัตว์น้ำจืดให้มากขึ้นมั้ย ?)

- และเมื่อมาดูตัวเลขการทำฟาร์ม เราทำฟาร์มสัตว์น้ำเพียง 25.2% นอกนั้นจับจากธรรมชาติ (ตัวเลขค่อนข้างเก่าคือ พ.ศ. 2547 ซึ่งตอนนี้เราน่าจะทำฟาร์มมากขึ้นกว่าเดิมเยอะมาก) ซึ่งในอนาคต ผมคิดว่าตัวเลขมันจะกลับกัน เพราะปลาในทะเลจะมีน้อยลง

วันหลัง ผมจะนำเรื่องราวเกี่ยวกับเทคโนโลยีต่างๆ ที่จะทำให้การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เป็นอาชีพไฮเทคนะครับ

(Credit - Picture from ศูนย์วิจัยธนาคารกสิกรไทย และhttp://coursewares.mju.ac.th/)

25 ตุลาคม 2556

Malaysia Smart Paddy - โครงการนาข้าวอัจฉริยะ มาเลเซีย



(Credit - Picture from Malaysian National Paddy Precision Farming Project)

"ประเทศไทย ปลูกอะไรก็ขึ้น จะทำ smart farm ไปทำไม" เป็นคำพูดที่ผมมักจะได้ยินนักวิชาการทางด้านเกษตรพูดดูหมิ่นแนวคิดของ smart farm ทำให้เมื่อ 5 ปีก่อน แทนที่ผมจะได้นำแนวคิดของเกษตรอัจฉริยะมาใช้กับนาข้าว ซึ่งเป็นพืชหลักของไทย แต่ผมกลับต้องไปทำ smart farm กับองุ่น พืชที่ปลูกและดูแลยากกว่ามากๆ เพราะนักวิชาการเหล่านั้น "ไม่อนุญาต" ให้เราทำกับสิ่งที่ "ปลูกอะไรก็ขึ้น"

แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ศักยภาพในการ "ปลูกอะไรก็ขึ้น" กำลังจะสูญเสียไป ประเทศไทยกำลังผจญกับการแข่งขันรอบด้าน เวียดนามกำลังพัฒนาข้าวหอมเพื่อมาแข่งขันกับเรา รวมไปถึงกาแฟที่ทุกวันนี้ ทั้งกาแฟของลาวและเวียดนาม บุกถล่มร้านกาแฟในเมืองไทยกันเต็มบ้านเต็มเมือง เมื่อไม่นานมานี้ อินโดนีเซียออกกฎเหล็กเพื่อมาควบคุมทุเรียนไทย อินโดนีเซียตั้งเป้าจะเอาทุเรียนมาแข่งกับไทยให้ได้

จะเห็นว่า ถ้าเรายังอยู่กับที่ ... มีแต่ ตาย กับ ตาย ครับพี่น้อง !!!

วันนี้ผมจะพาไปดูโครงการนาข้าวอัจฉริยะในประเทศมาเลเซียครับ ไปดูกันครับว่า เพื่อนบ้านเค้าทำนาแบบใหม่กันอย่างไร โครงการนี้เป็นการนำเอาเทคโนโลยีหลายอย่าง มาช่วยในการทำนา ผมขออธิบายตามรูปภาพนะครับ ทีนี้ขอให้มองไปที่มุมขวาบนของภาพก่อนครับ

- Soil Sampling ก่อนการทำนาในรอบต่อไป จะมีการตรวจสอบตัวอย่างดินกันก่อนครับ ค่าที่ตรวจสอบจะมี pH, ค่าการนำไฟฟ้า (เพื่อรู้ปริมาณไอออนต่างๆ) ค่าปริมาณของอินทรีย์วัตถุในดิน โดยการใช้รถไถที่ดัดแปลงให้สามารถอ่านค่าตัวอย่างดินได้แบบ ณ ตำแหน่งและเวลาจริงกันเลยทีเดียวครับ ไม่ต้องนำตัวอย่างดินกลับไปทำที่แล็ป

- Soil Mapping จากข้างบน เมื่อเราสามารถตรวจสอบตัวอย่างดินได้ ณ สถานที่และเวลาจริง แบบขับรถไถไปตรวจสอบไป (On-the-go Measurement) เราก็สามารถได้ค่าพารามิเตอร์ของดิน ณ ตำแหน่งต่างๆ ซึ่งก็จะกลายเป็น แผนที่ดินดิจิตอล ที่ทำให้เราทราบว่า ดินในไร่นาของเรามันเหมือนกัน หรือ ต่างกันอย่างไร

- แผนที่ดินดิจิตอลนี้เองครับ จะทำให้เราสามารถดูแลดินแบบแตกต่างกันได้ ตรงไหนไม่ค่อยอุดมสมบูรณ์ก็ใส่ปุ๋ยเยอะๆ หน่อย ตรงไหนดินมันดีกว่าที่อื่น ก็ใส่น้อยหน่อย โดยเราสามารถโปรแกรมใส่รถไถที่จะออกไปรถปุ๋ยครับ เจ้ารถไถนี้จะนำเอาแผนที่เหล่านี้มาใช้อย่างอัตโนมัติ

- Plant Growth Monitoring ในระหว่างที่พืชเติบโต เราจะมีการตรวจวัดด้วยเทคโนโลยีต่างๆ กัน เช่น ใช้เซ็นเซอร์ตรวจวัดการเติบโต หรือใช้ภาพถ่ายทางอากาศจาก UAV ทำให้เราทราบว่า ตกลงที่เราให้ปุ๋ยแก่ดินไปแตกต่างกันตามตำแหน่งต่างๆ กันนั้น มันเป็นไปอย่างที่เราคิดมั้ย

- Variation Rate Application คือการที่เมื่อเรารู้แล้วว่าสิ่งที่เราทำไป หากมันยังไม่เป็นอย่างที่เราคิด เราก็ยังสามารถดูแลให้ปุ๋ย น้ำ ตามความแตกต่างที่เราวัดได้ ซึ่งก็อาจจะมีการติดตั้งเซ็นเซอร์ติดตามในไร่นา เช่น เซ็นเซอร์ตรวจวัดความชื้นในดิน เซ็นเซอร์ตรวจวัดความสูงของต้นข้าว เซ็นเซอร์ตรวจวัดคลอโรฟิล เป็นต้น เรายังสามารถดูแลการกำจัดศัตรูพืช ตามสภาพที่เราตรวจวัดได้อีกด้วย

- Yield Mapping ท้ายสุด เมื่อมาถึงการเก็บเกี่ยว เราจะไม่เก็บเกี่ยวแบบธรรมดาอีกต่อไป แต่เราจะตรวจวัดว่า แปลงไหน ตรงไหน พิกัดที่เท่าไหร่ ให้ผลผลิตมากน้อยอย่างไร แล้วนำค่าผลผลิตที่ตรวจวัดได้นั้นมาทำแผนที่ผลผลิตแบบดิจิตอล เพื่อที่จะได้นำไปปรับปรุงโมเดล และ สมมติฐานต่างๆ ที่จะทำให้การเพาะปลูกในฤดูกาลต่อไปนั้นดีขึ้นครับ

ตอนนี้ ผมเองก็เสนอโครงการนาข้าวอัจฉริยะไปที่สภาวิจัยแห่งชาติอยู่ครับ ถ้าได้รับการสนับสนุน จะนำมาเล่าให้ฟังเพิ่มเติมนะครับ หวังว่า เรายังไม่ได้ตามหลังมาเลเซียไกลเกินไป เผื่อจะได้ไล่ทันบ้างครับ


19 ตุลาคม 2556

อนาคตของอ้อย



(Credit - Picture from http://www.wisegeek.com/)

ในจำนวนหุ้นเกษตรนั้น หุ้นที่ผมชอบมากที่สุดคือหุ้นน้ำตาล เพราะผมมีความเชื่อว่าหุ้นตัวนี้จะไม่ทำร้ายผมอย่างแน่นอนครับ ในพอร์ตหุ้นของลูกชายผมคือน้องโมเลกุล มีหุ้นอยู่ 2 ตัว ซึ่งตัวหนึ่งเป็นหุ้นน้ำตาล เขาจะเอาเงินในกระปุกออมสินทะยอยสะสมหุ้นตัวนี้ ซึ่งเป็นการลงทุนที่ต้องอาศัยเวลานับ 10 ปีครับ

อย่างไรก็ตามในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ราคาน้ำตาลในตลาดโลกได้ตกต่ำอย่างน่าใจหาย ราคาน้ำตาลเบอร์ 11 ที่จะส่งมอบ (Futures) ในเดือน มี.ค. 2557 ตกต่ำลงไปเหลือปอนด์ละ 17 เซ็นต์ ในเดือนกันยายน 2556 ที่ผ่านมา ทำเอาหุ้นน้ำตาลของผมต่ำติดฟลอร์

แต่แล้ว ..... ในช่วงไม่มีสัปดาห์ที่ผ่าน มันกลับเริ่มทะยานกลับขึ้นอย่างรวดเร็วครับ  ผมจึงเชื่อว่า จุดต่ำสุดของราคาน้ำตาลในตลาดโลกนั้น ได้ผ่านไปแล้ว

วันนี้ ผมขอนำตัวเลขบางอย่างเกี่ยวกับน้ำตาลมาเล่าสู่กันฟังนะครับ

- น้ำตาลที่ผลิตได้ในโลกเรานี้ 70% มาจากอ้อย อีก 30% มาจากบีท

- อ้อยเป็นพืชที่มีประสิทธิภาพในการเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์เป็นคาร์โบไฮเดรตมากที่สุด คือ 8% ในขณะที่ข้าวโพดทำได้เพียง 1%

- อ้อยจึงเป็นพืชที่เหมาะสมที่สุดในการผลิตเอธานอล

- บราซิลผลิตน้ำตาลมากที่สุดในโลกคือ 35.75 ล้านตัน (ฤดูกาล 2011/2012) อินเดีย 28.3 อียู 16.74 จีน 11.84 และไทย 10.17 

- ถึงแม้ไทยจะผลิตน้ำตาลได้อันดับ 5 ของโลก แต่เราส่งออกอันดับ 2 เลยครับ เหมือนข้าวนั่นแหล่ะครับ ที่เราไม่ใช่ผู้ผลิตอันดับหนึ่ง แต่เราส่งออกเยอะกว่าเพื่อนไงครับ

- โลกมีแต่จะบริโภคน้ำตาลมากขึ้นเรื่อยๆ จาก 166 ล้านตันในปี 2012 ไปเป็น 203 ล้านตันในปี 2021 โดยคนเอเชียจะเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญ ในการกินน้ำตาลเลยครับ โดยจะเพิ่มจาก 75 เป็น 97 ล้านตันต่อปี

- ประเทศไทยจะเป็นประเทศอันดับ Top Tree ในการส่งออกน้ำตาล โดยจะมีมาร์เก็ตแชร์เพิ่มจาก 11% ไปเป็น 14% ในอีก 8 ปีข้างหน้า (ไม่รู้ฝรั่งรู้ได้ไง ว่าเรากำลังจะขยายพื้นที่เพาะปลูกอ้อย โดยนโยบายการจัดทำโซนนิ่งเกษตรกรรม)

เห็นอย่างนี้แล้ว จะไม่ให้พูดได้ยังไงล่ะครับว่า อนาคตของอ้อยนั้นดีแน่

11 ตุลาคม 2556

ญี่ปุ่นเข้าสู่ยุคสมาร์ทฟาร์ม


(Picture from Fujitsu)

เมื่อต้นเดือน ต.ค. 2556 ผมได้มีโอกาสเข้าร่วมงานการแสดงทางการค้า (Trade Fair) ที่มีชื่อว่า CEATEC Japan 2013 ในงานนี้ ทำให้ผมได้มีโอกาสเข้าไปติดตามความก้าวหน้าของระบบสมาร์ทฟาร์ม ซึ่งบริษัท Fujitsu พัฒนาขึ้นและได้นำมาออกแสดงในงาน CEATEC Japan แทบจะทุกปี โดยเมื่อครั้งก่อนหน้านี้ ผมก็เคยเข้าไปดูงาน CEATEC Japan มาแล้วครั้งหนึ่ง ตั้งแต่ปี 2007 นู่นเลยครับ ในครั้งนั้น ผมได้มีโอกาสไปเห็นบริษัท Fujitsu เสนอแนวคิดเรื่องสมาร์ทฟาร์มขึ้นมาใหม่ๆ ซึ่งผมก็ได้นำแนวคิดหลายๆ อย่างจากการไปเห็นในนิทรรศการนั่นแหล่ะครับ เอากลับมาทำ พูดอย่างไม่อายเลยครับว่า การไปดูงานแบบ expo หรือ trade fair เนี่ย มันช่วยจุดประกายความคิดเราได้เยอะ หลายๆ เรื่อง เราแค่ไปดูๆ แล้วเอากลับมาทำต่อยอดได้เลย 

หลังจากกลับมาจาก CEATEC Japan 2007 ผมก็ได้ลองนำแนวคิดหลายๆ อย่างของ Fujitsu กลับมาทำ ผ่านไปจากปี 2007 ก็อยากจะกลับไปดูว่า Fujitsu ทำอะไรใหม่ๆ บ้าง แล้วเวลาที่ผ่านมาตั้ง 6 ปี สิ่งที่ Fujitsu ทำ กับ สิ่งที่ผมได้ทำ มันมีพัฒนาการต่างกันเยอะมั้ย ... ไม่น่าเชื่อครับ พอกลับมาดูอีกที ปรากฎว่า พัฒนาการของสมาร์ทฟาร์มของ Fujitsu กับที่ผมทำและวางแผนจะทำ มันกลับมีความคล้ายคลึงกันมาก ทั้งๆ ที่ ในช่วงเวลา 6 ปีที่ผ่านมา ผมไม่เคยติดตามงานของ Fujitsu อีกเลย

นั่นแสดงว่า แนวโน้มของการพัฒนาสมาร์ทฟาร์มในโลกนี้ มันกำลังไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งก็คือ

(1) เรื่องของการติดตามข้อมูลและกิจกรรมในไร่ ด้วยเซ็นเซอร์ (Field Sensors) ต่างๆ รวมไปถึงการใช้จักรกล หุ่นยนต์ และเครื่องทุ่นแรงที่มีระบบอัจฉริยะ

(2) เรื่องของ mobile devices ที่เข้ามามีส่วนในการทำไร่ทำนา การบันทึกและเข้าถึงข้อมูลต่างๆ

(3) เรื่องของระบบ Cloud Computing ที่จะทำให้พารามิเตอร์ในการเพาะปลูก ปัจจัยการผลิต สภาพผลผลิต เชื่อมโยงกันหมด จากไร่นาไปสู่โรงงานแปรรูป และผู้จัดส่งอาหาร ไปถึงผู้บริโภค รวมถึงการเชื่อมโยงเซอร์วิสอื่นๆ ในห่วงโซ่คุณค่าทั้งหมด

เมื่อการเพาะปลูกเชื่อมโยงเข้ากับห่วงโซ่คุณค่าทั้งหมด พารามิเตอร์ ตัวแปร ต่างๆ สามารถที่จะนำมาเชื่อมโยงกันด้วยโมเดลทางคณิตศาสตร์ และอัลกอริทึมต่างๆ ทำให้เกษตรกรสามารถวิเคราะห์ราคาพืชผล จาก demand-supply ได้

สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากงาน CEATEC Japan 2013 ที่เป็นเรื่องใหญ่ๆ อีกเรื่องหนึ่งคือ เรื่องของระบบอัจฉริยะมันมาถึงจุดที่ใกล้ความเป็นจริงมากๆ แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ Smart City, Smart Car, Smart Home, Smart Healthcare และนั่น ก็เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะทำให้ Smart Farm เกิดขึ้นในไม่ช้านี้ครับ ....

03 สิงหาคม 2556

Geoengineering - อภิมหาโปรเจคต์ เปลี่ยนฟ้าแปลงโลก (ตอนที่ 4)


ก๊าซเรือนกระจกที่ถูกปลดปล่อยออกมาหลังยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมตลอด 200 ปีที่ผ่านมานั้น เกิดขึ้นจากการที่มนุษย์เอาแหล่งคาร์บอนที่สะสมอยู่ใต้แผ่นดินออกมาเผาผลาญเพื่อผลิตพลังงาน ในเมื่อเรานำเอาคาร์บอนจากใต้ดินมาใช้ ทำไมเราถึงไม่อัดคาร์บอนไดออกไซด์ที่เหลือจากการเผาผลาญนั้น กลับไปอยู่ใต้โลกเหมือนเดิม ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่แค่แนวคิดหรือนิยายวิทยาศาสตร์หรอกครับ บริษัทสไลป์เนอร์ (Sleipner) แห่งนอร์เวย์ได้ดำเนินการปั๊มคาร์บอนไดออกไซด์กลับลงไปเก็บใต้ผิวโลกลึกลงไปกว่า 1 กิโลเมตร จำนวนกว่า 20,000 ตันทุกๆสัปดาห์ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1996 แล้ว ซึ่งก็นับว่าคุ้มเพราะที่ประเทศนอร์เวย์นั้น ผู้ที่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่บรรยากาศจะต้องเสียภาษี 50 เหรียญสหรัฐทุกๆ 1 ตัน ตอนนี้แหล่งขุดเจาะก๊าซธรรมชาติหลายๆแหล่งทั่วโลก ต่างก็สนใจที่จะนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ ไม่ว่าจะเป็นแหล่งก๊าซในทะเลจีนใต้ ออสเตรเลีย อลาสก้า เป็นต้น คาร์บอนไดออกไซด์สามารถที่จะอัดลงไปทั้งใต้ดิน ไปเก็บในเหมืองถ่านหินที่ปิดแล้ว แหล่งแร่ใต้ดินที่เลิกใช้ แหล่งน้ำมันและก๊าซที่ดูดออกมาหมดแล้ว


อีกวิธีหนึ่งทำได้โดยการเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ไว้ใต้ท้องทะเล จะว่าไปศักยภาพของมหาสมุทรในการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์นั้นมีสูงมาก ปัจจุบันนี้มหาสมุทรก็เก็บคาร์บอนไว้แล้วถึง 40,000 พันล้านตัน ในขณะที่ชั้นบรรยากาศเก็บคาร์บอนไว้เพียง 750 พันล้านตันเท่านั้น เราสามารถนำคาร์บอนไดออกไซด์ที่มีทั้งหมดในชั้นบรรยากาศตอนนี้ ฝังไว้ในทะเลได้อย่างไม่มีปัญหาเลย วิธีการนั้นก็มีได้หลายวิธีด้วยกัน เช่น การปั๊มคาร์บอนไดออกไซด์ลงไปใต้ทะเลลึก 3 กิโลเมตร ซึ่งภายใต้ความดันขนานนั้น คาร์บอนไดออกไซด์จะอยู่ในรูปของเหลวที่จมดิ่งที่ท้องทะเล ซึ่งจะอยู่ได้หลายพันปี เทคโนโลยีอื่นๆ เช่นการปั๊มก๊าซลงไปปล่อยใต้ทะเลในระยะที่ไม่ลึกมากนัก เช่นสักไม่เกิน 1000 เมตร ก็สามารถทำได้ แต่ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะมีโอกาสปลดปล่อยกลับสู่ชั้นบรรยากาศได้