24 พฤษภาคม 2560

นี่หรือเกษตรกรแห่งอนาคต ? แต่งตัวดี ใส่สูทผูกไทด์ เก็บผักชิลล์ ชิลล์



แนวคิดของเกษตรในร่ม (Indoor Agriculture) การทำฟาร์มแนวดิ่งในอาคาร (Vertical Farm) นั้นเกิดมานานแล้ว แต่ก็ไม่ค่อยมีการสร้างกันจริงๆ ในเชิงพาณิชย์ เพราะถูกมองว่าไม่คุ้มค่า .. มีแต่แนวคิด หรือ คนออกแบบมาสวยๆ เก๋ๆ เพื่อทำประกวดกัน หรือไม่ก็ใช้โฆษณาเพื่อหวังบางอย่าง จนกระทั่งใน 1-2 ปีมานี้เองครับ ที่เกิดกระแสบูมโครงการก่อสร้างโรงเรือนปลูกผักแนวดิ่ง กันอย่างมากมาย และกำลังเป็นเทรนด์ที่ร้อนแรงสุดๆ ในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะในปีนี้ เริ่มมีการก่อสร้างเรือนปลูกผักแนวดิ่งในหลาย ๆ เมือง แข่งกันเลยทีเดียว ... และในปีที่ผ่านมา สหรัฐอเมริกาถึงกับจัดโชว์สถาปัตยกรรมเกษตรแนวดิ่งในงาน เวิลด์เอ็กซ์โป ที่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี กันเลยครับ
..
คนไทยเราอาจจะมองว่ามันไม่ค่อยเข้าท่าหรือไม่คุ้ม ... แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านอนาคตศาสตร์บอกว่า เมืองใหญ่ทุกเมืองในโลกนี้ อีกหน่อยก็จะมีฟาร์มแนวดิ่งกันเต็มไปหมดครับ !! เมื่อไม่นานมานี้ นครเซี่ยงไฮ้ ก็มีการวางแผนที่จะสร้างคอมเพล็กซ์สำหรับเกษตรกรรมในร่มขนาดใหญ่ในเมืองด้วยนะครับ
..
Vertical Farm หรือ ฟาร์มแนวดิ่ง เป็นแนวคิดในการทำไร่ทำนาในแนวตั้ง โดยใช้พื้นที่บนอาคารสูง และที่สำคัญเป็นการทำการเกษตรในเมือง ที่มีประชากรอาศัยอยู่หนาแน่น ผู้ที่บุกเบิกแนวคิดนี้คือ ศาสตราจารย์ ดิกสัน เดสพอมเมียร์ (Dickson Despommier) แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย .
การทำไร่บนตึกสูงนี้ มีข้อดีหลายอย่างและสามารถช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่มนุษยชาติกำลังเผชิญ ดังต่อไปนี้ครับ
.
- ในอนาคตอีกไม่นาน ประชากรของโลกส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่ในเมือง ประมาณกันว่าในปี ค.ศ. 2050 ประชากร 80% ของโลก (ประมาณ 9 พันล้านคน) จะอาศัยอยู่ในเมือง
.
- แต่การเกษตรในปัจจุบันกระทำกันในพื้นที่ชนบท ห่างไกลจากเมือง นั่นหมายถึงต้องมีการขนส่งมาถึงผู้บริโภค ทำให้ต้องใช้พลังงานมาก รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการดูแลโครงสร้างพื้นฐาน (ถนน หนทาง) ไปกับจำนวนประชากรที่เบาบาง ที่ต้องทำหน้าที่แรงงานในภาคเกษตร


- การย้ายไร่นามาอยู่บนอาคารในเมือง เป็นการผลิตที่ใกล้ผู้บริโภค เป็นการผลิตอาหารที่มีประสิทธิภาพ สามารถควบคุมให้มีการรบกวนต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด เราสามารถคืนผืนดินสู่ธรรมชาติ คืนพื้นที่เกษตรกรรมให้กลับกลายเป็นผืนป่าอีกครั้ง ซึ่งจะเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอน (Carbon Storage) ป่าเหล่านี้จะช่วยดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์จากชั้นบรรยากาศช่วยลดภาวะโลกร้อนได้ เมื่อมีผืนป่า สัตว์ป่าก็จะกลับคืนมาอีกครั้ง
.
- จะเกิดแรงงานในภาคเกษตรรูปแบบใหม่ ในกระบวนการผลิตอาหารในเมือง จะเกิดฟาร์มเกษตรบนอาคารขึ้นมากมายในเมือง เพื่อเลี้ยงประชากรในเมือง
.
- เราสามารถปลูกพืชได้ทั้งปีโดยไม่ต้องกังวลกับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงอีกต่อไป หากเรายังทำเกษตรแบบเดิม ก็มีแต่จะต้องเพิ่มพื้นที่เกษตรในแนวราบ เพื่อจะหล่อเลี้ยงประชากรที่เพิ่มขึ้นของโลก ทั้งนี้โลกของเราแทบจะไม่เหลือพื้นที่ให้ทำการเกษตรได้อีกแล้ว นอกเสียจากจะต้องยอมสูญเสียผืนป่าเขตร้อนอันมีค่า (ตัวอย่าง ป่าอะเมซอน และ ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร)
.
ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา แนวคิดของ Vertical Farm ได้มีการนำไปปฏิบัติทั้งในขั้นของการทดลอง หรือ แม้แต่ในเชิงการค้า เช่น ในประเทศเกาหลี ญี่ปุ่น สิงคโปร์ สวีเดน หรือในประเทศสหรัฐอเมริกาเจ้าของความคิดเอง ในประเทศสิงคโปร์เองนั้น มีแนวคิดที่ จะทำให้เกิด Vertical Farm ทั่วทั้งเกาะเลยทีเดียว เพื่อเป็นการสร้างความมั่นคงทางด้านอาหารให้แก่ประเทศ
..
รอชมกันต่อไปครับผม
..
อัพเดตความก้าวหน้าทางด้านเกษตรได้ทุกวัน กับ เพจเกษตรอัจฉริยะ ... https://www.facebook.com/smartfarmthailand/
Credit : Many Thanks to .....
- Picture from http://architizer.com/blog/pasona-hq-urban-farming-kono-designs/#.UVYgGL9uGM
- Picture from http://eandt.theiet.org/magazine/2015/12/farming-in-cities.cfm
- Picture from https://www.pinterest.com/pin/506655026799634699/

21 พฤษภาคม 2560

ฟิลิปปินส์ สร้างต้นแบบ "นาข้าวอัจฉริยะ (Smart Paddy)" ให้ชาวนาเรียนรู้ วิธีปลูกข้าวแห่งอนาคต




ฟิลิปปินส์ สร้างต้นแบบ "นาข้าวอัจฉริยะ (Smart Paddy)" ให้ชาวนาเรียนรู้ วิธีปลูกข้าวแห่งอนาคต

ฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่ประชาชนชอบกินข้าวมากๆ แถมต้องนำเข้าข้าวปีหนึ่งจำนวนไม่น้อย เพราะมีปัญหาปลูกไม่พอ แต่เขาก็ขยันขันแข็งที่จะพัฒนาเทคโนโลยีในการปลูกข้าวมาตลอด ถึงกับมีสถาบันวิจัยข้าวระดับนานาชาติ ตั้งอยู่ในประเทศเลยทีเดียว .. เมื่อไม่นานมานี้ สถาบันวิจัยข้าวแห่งฟิลิปปินส์ (The Philippine Rice Research Institute หรือ PhilRice) ได้จัดทำโครงการการปลูกข้าวแห่งอนาคต (FutureRice) โดยสถาปนาพื้นที่ทั้งหมด 5 เฮกตาร์ หรือ 31.25 ไร่ ให้เป็นต้นแบบนาข้าวอัจฉริยะ เพื่อที่ชาวนาฟิลิปปินส์จะได้เข้ามาเรียนรู้ เทคโนโลยีต่างๆ แล้วเอากลับไปพัฒนาพื้นที่ของตัวเอง ฟาร์มแห่งนี้จะสาธิตการบูรณาการเทคโนโลยีต่างๆ ทั้งเซ็นเซอร์ตรวจวัดสภาพแวดล้อม การใช้ App บนสมาร์ทโฟน และจักรกลการเกษตร ดูแลพื้นที่เพาะปลูก การใช้พลังงานหมุนเวียนในการเกษตร การใช้ปุ๋ยและยาธรรมชาติ เป็นต้น เป้าหมายคือต้องการให้คนรุ่นใหม่สนใจเกษตรมากขึ้น และ เป็นการสาธิตเกษตรกรรมวิถีธรรมชาติว่าสามารถทำได้
..
มาดูกันว่า เขามีอะไรดีๆ สาธิตบ้างครับ (คร่าวๆ นะครับ ใครอยากรู้ละเอียดมาก ก็ไปอ่านฉบับเต็มตามลิงค์ข้างล่างครับ)

- ปลูกพืชหลายๆ ชนิด ... ชาวนาส่วนใหญ่ปลูกข้าว แต่กลับต้องซื้อผักกิน ดังนั้น ต้องปลูกสิ่งที่เรากินในชีวิตประจำวันด้วย รวมทั้งพืชหมุนเวียนบำรุงดิน ที่ทำรายได้ ที่ว่างตามคันนาจะปล่อยไว้ทำไม เอามาปลูกอะไรซะนะ

- มีแหล่งน้ำของตนเอง กักตุนน้ำตอนมีน้ำเยอะๆ เลี้ยงปลาไปด้วย อีกหน่อยอาจจะใส่โซลาร์เซลล์ลอยน้ำ เพื่อผลิตไฟฟ้าไปในตัว

- มีแหล่งพลังงานหมุนเวียน ติดตั้งโซลาร์เซลล์ไว้ใช้สูบน้ำให้แสงสว่างในไร่นา FutureRice ยังได้พัฒนาเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้าจากฟางข้าวแบบเคลื่อนที่ได้ เป็นต้นแบบด้วย

- เซ็นเซอร์ตรวจวัดระดับน้ำในนาข้าว ต่อเข้ากับ App บนสมาร์ทโฟน เตือนชาวนาเมื่อต้องสูบน้ำเข้านา โดยสามารถสั่งเครื่องสูบน้ำจากสมาร์ทโฟนได้

- สถานีตรวจวัดอากาศในไร่นา เพื่อเกษตรกรจะได้นำมาวิเคราะห์ผลผลิต และช่วยเตือนภัย

- App บนสมาร์ทโฟน ให้เกษตรกรใช้ดูแลไร่นา และ รับข้อมูลที่มีประโยชน์ในการเพาะปลูกจากหน่วยงานรัฐ
- จักรกลเกษตร 

- พันธุ์ข้าวชนิดต่างๆ ที่หลากหลาย มีทั้งพันธุ์อร่อย พันธุ์ทนแล้ง ทนน้ำท่วม เกษตรกรเลือกตามความเหมาะสมและเป้าหมาย

- ฟาร์มที่ทนน้ำท่วม ... ฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่ไต้ฝุ่นเข้า แล้วถ้าน้ำท่วมหล่ะ จะทำไง ก็ต้องทำฟาร์มที่ลอยน้ำได้สิครับ

- ปุ๋ยและยาธรรมชาติ ใช้วิธีธรรมชาติช่วยดูแลฟาร์ม เช่น พันธุ์ไม้ไล่แมลง เป็ดไล่ทุ่ง ลดการใช้ยาฆ่าแมลง ปุ๋ยเคมี ซึ่งก็จะทำให้ต้นทุนต่ำลงมากเลย






.
อัพเดตความก้าวหน้าทางด้านเกษตรได้ทุกวัน กับ เพจเกษตรอัจฉริยะ ... https://www.facebook.com/smartfarmthailand/
Credit : Many Thanks to ....
- Data and Picture from https://www.facebook.com/FutureRice/
- Data from http://www.rappler.com/nation/91746-philippine-future-farm-philrice

16 พฤษภาคม 2560

อสังหาฯ 4.0 - เมื่อหมู่บ้านจัดสรร และ คอนโดมิเนียม ทำ "ฟาร์มเกษตร" เอง สร้างงาน สร้างอาหาร ให้ลูกบ้าน



เมื่อประมาณต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปฟังสัมมนาที่จัดโดยบริษัทอสังหาริมทรัพย์ชื่อดังเจ้าหนึ่ง โดยในสัมมนานั้น บริษัทนี้ได้เปิดเผยว่า กำลังมองหาธุรกิจใหม่ๆ และความแปลกใหม่เพื่อมาสร้างความน่าอยู่ให้แก่สังคมคอนโดมิเนียม และ หมู่บ้านจัดสรร ซึ่งหนึ่งในสิ่งที่บริษัทนี้กำลังสนใจอยู่ก็คือ "ฟาร์มแนวดิ่ง" (Vertical Farm) ซึ่งบริษัทกำลังมองหาเทคโนโลยี และ โมเดลทางธุรกิจ เพื่อจัดตั้งฟาร์มเกษตรในพื้นที่ส่วนกลางของคอนโดมิเนียม และหมู่บ้านจัดสรร แถมยังบอกว่า "ต่อไป ... สโมสรของหมู่บ้าน จะมีฟาร์มเกษตร เราจะปลูกผักเอง โดยลูกบ้านเป็นผู้ดูแล หรือ ผู้สูงวัยในหมู่บ้านอาจจะเข้ามาช่วยดูแลให้โดยมีค่าตอบแทน ซึ่งก็จะทำให้ผู้สูงวัยมีรายได้ และมีความสุขจากการทำฟาร์ม ทำสวน"
.
จะว่าไป .. จริงๆ แล้ว เรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะในสหรัฐอเมริกาเองนั้น หมู่บ้านจัดสรรหลายๆ แห่งได้มีการนำเรื่องของฟาร์มเกษตรในหมู่บ้านจัดสรรมาเป็นจุดขายของโครงการมาสักพักแล้ว และตอนนี้ กระแสนี้ก็ได้ระบาดมาถึงคอนโดมิเนียมกลางนครนิวยอร์ค แล้วด้วยครับ
.
อย่างเช่นหมู่บ้านจัดสรรแห่งหนึ่งที่มีมูลค่าโครงการถึง 34,000 ล้านบาท ในรัฐเท็กซัส ได้ว่าจ้างให้เกษตรกรมาช่วยพัฒนาฟาร์มในโครงการให้เกิดขึ้น ก่อนที่จะมีการเริ่มสร้างบ้าน ซึ่งโครงการนี้จะมีบ้านมากถึง 3,200 หลังในโครงการ .. หมู่บ้านจัดสรรชื่อ วิลโลส์ฟอร์ด (Willowsford) ในมลรัฐเวอร์จิเนีย ซึ่งมีลูกบ้าน 2,130 หลัง ได้จัดสรรเนื้อที่มากถึง 5,000 ไร่ เพื่อเป็นฟาร์มเกษตร และ พื้นที่สีเขียว แถมยังกันพื้นที่ 700 กว่าไร่ เพื่อทำสวนผลไม้ ปลูกผัก เลี้ยงไก่ไข่ และ แพะให้นม นี่กะจะไม่ซื้อกินข้างนอกเลยหรอนั่น ?

.
นักวิเคราะห์อสังหาริมทรัพย์ชี้ว่า นี่แหล่ะคืออนาคตของหมู่บ้านจัดสรร ที่สามารถผลิตอาหารออร์แกนิก ที่สะอาด ปลอดภัย และใกล้กับผู้บริโภค เป็นสวัสดิการต้นทุนต่ำ ที่หมู่บ้านจัดสรรทุกหมู่บ้านควรจะมี ซึ่งหลายๆ หมู่บ้านนอกจากผลิตเพื่อทานกันเองในหมู่บ้านแล้ว ยังส่งขายไปยังห้างสรรพสินค้า และ ภัตตาคารต่างๆ ที่อยู่ใกล้ๆ อีกด้วย
.
กระแสนี้ ยังได้ลุกลามเข้ามาสู่หมู่บ้านจัดสรร และ คอนโดมิเนียมในเมือง อย่างเช่น หมู่บ้านแคนเนอรี (Cannery) ซึ่งอยู่ในเมืองเดวิส มลรัฐแคลิฟอร์เนีย มีจำนวนบ้าน 547 หลัง ได้จัดพื้นที่ฟาร์มในหมู่บ้านเอาไว้ 15 ไร่ โดยได้จ้างเกษตรกรมาดูแลเต็มเวลา เพื่อผลิตผลไม้ และ ผัก ปลอดภัยขายให้คนในหมู่บ้าน ... ส่วน คอนโดมิเนียมที่มีชื่อ 550 แวนเดอบิลท์ อะเวนิว (550 Vanderbilt Avenue) ในมหานครนิวยอร์ค นั้นได้มีการจัดสรรพื้นที่บนหลังคาอาหาร 1,600 ตารางฟุตสำหรับทำฟาร์มเกษตร โดยจัดพื้นที่ 3 x 10 ฟุต เพื่อให้สมาชิกของคอนโดที่สนใจ สามารถปลูกพืชที่ต้องการ ซึ่งก็มีลูกบ้านมาปลูกผักไว้กินเอง และส่งภัตตาคารที่อยู่ในคอนโด
.
อีกไม่นาน กระแสนี้คงจะระบาดมาถึงเมืองไทย .. และเมื่อนั้น หมู่บ้านจัดสรรต่างๆ ก็จะมีอาหารออร์แกนิก ไว้เลี้ยงตัวเองอย่างสบายกันเสียที
.

อัพเดตความก้าวหน้าทางด้านเกษตรได้ทุกวัน กับ เพจเกษตรอัจฉริยะ ... https://www.facebook.com/smartfarmthailand/

Credit : Many Thanks to ....
- Data and Picture from https://www.wsj.com/articles/farm-to-condo-movement-stakes-its-claim-to-brooklyn-rooftop-1491391801
- Data from https://www.bloomberg.com/news/articles/2015-02-26/to-lure-homebuyers-developers-use-farms-vegetable-gardens
- Picture from http://www.businessinsider.com/brooklyn-apartment-complex-rooftop-farm-550-vanderbilt-2017-5

12 พฤษภาคม 2560

เกษตรกรตุรกี ปลูกกล้วยในโรงเรือน - เปลี่ยนตัวเองจากผู้นำเข้า เป็นผู้ส่งออก .. ญี่ปุ่นพร้อมเอาอย่างบ้าง



กล้วยเป็นพืชเขตร้อนก็จริง แต่ประเทศที่อยู่ในเขตหนาวหลายๆ ประเทศก็อยากจะปลูก เพราะความนิยมในการรับประทานผลไม้ชนิดนี้นั้น ดึงดูดเม็ดเงินให้แก่ประเทศผู้ปลูกเป็นอย่างมาก ตุรกีก็เป็นประเทศหนึ่งในยุโรปที่ประชาชนชอบกินกล้วยเป็นอย่างมากครับ แต่ก็พยายามพัฒนาตัวเองเพื่อจะปลูกกล้วยให้ได้ ซึ่งทางตอนใต้ของประเทศก็มีภูมิอากาศที่เอื้ออำนวยอยู่บ้าง อย่างไรก็ตาม อุณหภูมิในฤดูหนาวก็มีโอากสติดลบได้เหมือนกัน ทำให้ผลผลิตของกล้วยไม่สูงมากนัก

.

จนกระทั่งเกษตรกรในตุรกีเริ่มหันมาปลูกกล้วยในโรงเรือน ทำให้ผลผลิตกล้วยสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเลยครับ ก่อนหน้านี้ตุรกีมีผลผลิตกล้วยเพียงปีละ 18,000 ตัน แต่หลังจากมีการเริ่มปลูกกล้วยในโรงเรือนเมื่อปี ค.ศ. 2000 ทำให้ผลผลิตกล้วยเพิ่มสูงขึ้นเป็น 64,000 ตัน และอีก 8 ปีต่อมาพุ่งกระฉูดไปอยู่ที่ 200,000 ตัน แล้วก็เพิ่มมาเรื่อยๆ จนถึงปี 2016 มีผลผลิตมากถึง 306,000 ตัน

..
จากการที่ราคากล้วยนั้นถีบตัวสูงขึ้น ทำให้เกษตรกรที่เคยปลูกมะเขือเทศในโรงเรือน เปลี่ยนมาปลูกกล้วยกันมากขึ้นเรื่อยๆ โดยสามารถทำผลผลิตได้มากถึง 4 ตันต่อไร่ เลยทีเดียวครับ 
..
ถึงแม้จะมีผลผลิตค่อนข้างมากแล้ว เมื่อคิดว่าเขาเป็นประเทศเขตหนาว .. เกษตรกรตุรกีก็ยังไม่พอใจกับตัวเลขแค่นี้ครับ อย่างเช่นในเขตเมืองอันตัลยา (Antalya) ของตุรกีนั้น เกษตรกรมองว่า แค่เมืองนี้เมืองเดียว ควรจะปลูกกล้วยให้ได้ปีละ 750,000 ตัน ทั้งนี้ทางรัฐจึงเตรียมการสร้างเขื่อน เพื่อกักเก็บน้ำสำหรับการปลูกกล้วยในเขตนี้กันเลยทีเดียว เพื่อรองรับความต้องการของเกษตรกร
..
ความฝันของประเทศผู้นำเข้ากล้วยหอมอย่างตุรกี ที่พยายามผันตัวเป็นผู้ส่งออกใกล้ความจริงแล้ว และประเทศที่อยากจะทำเช่นเดียวกันต่อไปอย่าง ญี่ปุ่น ก็มีความชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน !!
..

อัพเดตความก้าวหน้าทางด้านเกษตรได้ทุกวัน กับ เพจเกษตรอัจฉริยะ ... https://www.facebook.com/smartfarmthailand/
Credit : Many Thanks to ....
- Data from http://www.hortidaily.com/article/27521/Turkey-Greenhouse-bananas-replace-tomatoes
- Data from http://www.hortidaily.com/article/19883/Turkish-greenhouse-growers-go-bananas
- Data from http://frozenfruitsvegetables.com/greenhouse-contruction.html
- Data from http://www.freshplaza.com/article/149777/Turkish-banana-growing-goes-undercover
- Data from http://www.freshplaza.com/article/170318/Turkey-banana-production-grew-13-pro

08 พฤษภาคม 2560

ใครเลี้ยงไก่ไข่อารมณ์ดี เตรียมรวย ! กระแสโลก ไม่กินแล้ว ไก่ขังกรง !!



กระแสไม่กินไข่จากไก่ที่ถูกขังในกรงเล็กๆ กำลังโหมกระพือในประเทศสหรัฐอเมริกาครับ เมื่อปีที่แล้ว แมคโดนัลด์ ประกาศดังๆ ฟังชัดๆ ว่า จะค่อยๆ ทยอยลดการใช้ไข่ไก่ จากการเลี้ยงแบบขังในกรงแคบๆ แบบคอนโดไปเรื่อยๆ จนเลิกใช้ไปเลยในปี ค.ศ. 2025 โดยก่อนหน้านี้ไม่นาน ห้างขายเฟอร์นิเจอร์ชื่อดังอย่าง อีเกีย (IKEA) บอกว่าปีหน้าจะเลิกใช้ไข่ไก่แบบขังกรงให้หมดในร้านอาหารของห้าง ซึ่งปีหนึ่งๆ อีเกียขายอาหารได้ไม่น้อยนะครับ มูลค่าทั้งปีเฉพาะอาหารกว่า 7 หมื่นล้านบาท
..
ปีที่แล้ว เซเว่นอีเลฟเว่นในอเมริกา ก็ออกมาประกาศจะเลิกใช้ไข่ไก่ อันเนื่องมาจากไก่ไข่มักจะโดนขังกรง โดยหันไปใช้ไข่ไก่ที่ทำมาจากพืชแทน ซึ่งก็ทยอยนำไข่ที่สังเคราะห์จากโปรตีนพืช จากบริษัทสตาร์ทอัพที่ชื่อ แฮมพ์ตัน ครีก (Hampton Creek) มาใช้ทั่วอเมริกา
..
แฟรนไชส์ ร้านอาหารที่ออกมาร่วมขบวนจะเลิกใช้ไข่ไก่ จากไก่ที่ถูกเลี้ยงแบบขังกรงเล็กๆ ตอนนี้มีเยอะมากครับ เช่น แมคโดนัลด์ (McDonald’s), เบอร์เกอร์คิง (Burger King), แครกเกอร์ บาร์เรล (Cracker Barrel), เรด โรบิน (Red Robin), ทาโกเบล (Taco Bell), ไอน์สไตน์ บราเธอร์ (Einstein Brothers), วอลกรีนส์ (Walgreens), วอลมาร์ท (Walmart) และ ซับเวย์ (Subway) ซึ่งล้วนเป็นกลุ่มร้านอาหารที่มีเครือข่ายจำนวนมาก ทั้งนั้นเลยนะครับ ... ใครเลี้ยงไก่แบบออร์แกนิก เตรียมรวยเละครับพี่น้องแบบนี้
.
ไม่ใช่แค่เพียงไก่ต้องเลี้ยงแบบปล่อยอิสระเท่านั้น แต่มันก็ควรมีความสุขด้วย โฮลฟู้ดส์มาร์เก็ต (Whole Foods Market) ซึ่งเป็นห้างค้าปลีกที่เน้นขายสินค้าออร์แกนิก และเป็นเจ้าแรกๆ ที่ไม่ขายไข่ไก่แบบขังกรงมาตั้งแต่ 13 ปีก่อนแล้ว ได้ออกมาประกาศว่าทางห้างจะเพิ่มความสุขให้ไก่เข้าไปอีก เพื่อสร้างความแตกต่างว่าไข่ที่ห้างขายนั้น ไม่ใช่แค่ไม่ขังกรง แต่มันยังมีความสุขกว่าไก่ที่อื่นอีกนะ (เอาเข้าไป ฮ่า ฮ่า) เช่น ไก่ไม่ขังกรงของบางเจ้า ก็ไม่ได้ปล่อยไก่ให้วิ่งเล่นได้เยอะแยะ แต่ของโฮลฟู้ดส์มาร์เก็ตนั้น ไก่จะมีที่วิ่งเล่น สนามหญ้า หรือแม้แต่ที่กำบังแดดที่ไก่สามารถใช้หลบแดด และกระโดดเล่นได้

นับเป็นโอกาสที่ดีของเกษตรกรรุ่นใหม่ของไทย ที่เริ่มนิยมมาเลี้ยงไก่แบบมีความสุข ซึ่งอีกไม่นานกระแสนี้ ก็คงโหมกระพือข้ามทวีปมาสู่ยุโรป และ เมืองไทยในที่สุดครับ
..
อัพเดตความก้าวหน้าทางด้านเกษตรได้ทุกวัน กับ เพจเกษตรอัจฉริยะ ... https://www.facebook.com/smartfarmthailand/

Credit : Many Thanks to ....
- Data from http://www.huffingtonpost.com/entry/mcdonalds-cage-free_us_58016687e4b0162c043c348d
- Data from http://www.forbes.com/sites/geoffwilliams/2016/09/29/seaworld-ikea-even-companies-not-known-for-food-are-promising-to-sell-cage-free-eggs/#2b05aca8192c
- Data from http://www.organicauthority.com/are-the-new-whole-foods-market-egg-standards-really-helping-hens/
- Picture from https://www.thespruce.com/make-chicken-or-poultry-feed-3016558
- Picture from https://thetruthaboutag.wordpress.com/2015/03/28/the-truth-about-free-range-chickens/

07 พฤษภาคม 2560

เตรียมรับ .. อนาคตส่งออกเกษตรไม่ง่าย ? เมื่อผู้นำเข้าอาหาร ต่างอยากเป็นครัวโลก !!



เตรียมรับ .. อนาคตส่งออกเกษตรไม่ง่าย ? เมื่อผู้นำเข้าอาหาร ต่างอยากเป็นครัวโลก !!

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ประเทศที่เราเคยส่งออกอาหารไปขาย เริ่มออกอาหาร งอแง มากขึ้นเรื่อยๆ เริ่มมีมาตรการที่เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ มาจำกัดจำเขี่ยอาหารที่นำเข้าจากประเทศไทย นอกจากเรื่อง แรงงานทาส และ มาตรการคว่ำบาตรในเรื่องประชาธิปไตยแล้ว เกษตรไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายอื่นๆ อีกมากมายครับ โดยเฉพาะในประเด็นของเทคโนโลยี

เทรนด์ที่กำลังเกิดขึ้นก็คือ

- สหรัฐอเมริกาตั้งเป้าจะเป็นประเทศที่ไม่ต้องพึ่งพาพลังงานจากภายนอกอีกต่อไป และ ตั้งใจจะเป็นประเทศผู้นำในการส่งออกอาหาร ไปเลี้ยงพลเมืองโลกที่กำลังจะเพิ่มขึ้นเป็น 9 พันล้านคน ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

- อุตสาหกรรมไอทีของอเมริกาสนใจลงทุนในเรื่องของเกษตร และ อาหารมากขึ้นอย่างชัดเจน กูเกิ้ล ไอบีเอ็ม ออรอเคิล เพย์พาล อเมซอน อินสตาแกรม และ ทวิตเตอร์ ลงทุนภาคเกษตรและอาหาร

- บริษัทเอกชน มหาวิทยาลัย และ หน่วยงานรัฐ ในสหรัฐอเมริกา ร่วมกันจัดตั้งสภาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์และคณิตศาสตร์ เพื่อการเกษตรและอาหาร (Sciene, Technology, Engineering and Mathematics for Food and Agriculture Council) เพื่อรณรงค์สนับสนุน
ให้เยาวชนในสหรัฐฯ หันมาเรียนเกษตรกันมากขึ้น

- อาหรับเริ่มพัฒนาเทคโนโลยีในการปลูกพืชในทะเลทราย มีการค้นคว้าวิจัยการปลูกข้าว ผักต่างๆ ในโรงเรือน ขณะนี้ภาคเกษตรของอาหรับเติบโตเร็วมาก อย่างไม่เคยปรากฎมาก่อน

- ยุโรป วิจัยการผลิตเนื้อไก่ด้วยวิธีการปลูก และเริ่มกำหนดมาตรฐานเนื้อไก่ให้สูงขึ้นเพื่อรองรับสินค้าของตัวเอง กีดกันเนื้อไก่ที่มาตรฐานต่ำกว่า รวมไปถึงการส่งเสริมสตาร์ทอัพเพื่อสร้างนวัตกรรมอาหารอนาคต (Novel Foods)

- อเมริกา และ แคนาดา ออกกฎหมายสวัสดิภาพสัตว์ เพื่อกีดกันเนื้อสัตว์ที่เกิดจากการเลี้ยงในฟาร์มที่สัตว์ไม่มีความสุข ฟาร์มที่เลี้ยงแบบแออัดยัดเยียด มีการส่งเสริมสตาร์ทอัพเพื่อพัฒนาเนื้อสัตว์ชนืดใหม่ เช่น เนื้อสัตว์เทียมผลิตจากโปรตีนพืช เนื้อสัตว์ที่เกิดจากวิธีการปลูก (in vitro meat)

- ญี่ปุ่นส่งเสริมการเกษตรสมัยใหม่ ตั้งเป้าเป็นผู้ส่งออกอาหารมูลค่าสูง มีการทดลองปลูกพืชหลายชนิดเพื่อทดแทนการนำเข้า มีบริษัทที่เริ่มทดลองการปลูกกล้วยหอมเองแล้ว


- สิงคโปร์วิจัยและพัฒนาเกษตรกรรมในเมือง และได้เปิดฟาร์มผักแนวดิ่งเชิงพานิชย์เป็นแห่งแรกในโลก

- ฮ่องกงวิจัยและพัฒนา การทำฟาร์มสัตว์น้ำในอาคาร และได้เปิดฟาร์มเลี้ยงปลาเก๋าเชิงพาณิชย์ในอาคารสูง

- เกาหลีใต้ สร้างเมืองนวัตกรรมอาหาร ตั้งเป้าเป็นศูนย์กลางอาหารป้อนเอเชียตะวันออก รัฐบาลส่งเสริมให้เกิดอุตสาหกรรมการเลี้ยงและแปรรูปแมลง เพื่อเป็นแหล่งโปรตีนแห่งอนาคต

- จีนออกไปพัฒนาพื้นที่เกษตรกรรมในประเทศทางแอฟริกา (อเมริกาก็ไปด้วย) เพื่อปั้นภาคเกษตร

- อินเดียตั้งเป้าเป็นศูนย์กลางอาหารแห่งสุขภาพ อาหารที่มีฤทธิ์ทางยา ของโลก

เกษตรไทยจะไปต่ออย่างไร ... อยู่ที่คนรุ่นใหม่แล้วครับ ว่าเราจะทำแบบเดิมๆ หรือ ก้าวออกไปจากกรอบเก่า สู่ความท้าทายใหม่ๆ
..
อัพเดตความก้าวหน้าทางด้านเกษตรได้ทุกวัน กับ เพจเกษตรอัจฉริยะ ... https://www.facebook.com/smartfarmthailand/
Credit : Many Thanks to .....
- Data from http://blog.stemconnector.org/report-food-and-ag-industries-educational-institutions-need-new-talent-meet-
demand-stem-fields
- Data from AgTech Funding Report 2015 : Midyear Report (by AgFunder.com)
- Data from Behind the Brand Report
- Data from http://www.tradingeconomics.com/thailand/gdp
- Data from http://www.manager.co.th/ibizchannel/ViewNews.aspx?NewsID=9560000152637
- Picture from http://asia.nikkei.com/Business/Companies/Sharp-to-sell-high-tech-strawberry-factories-in-UAE
- Picture from http://popupcity.net/trend-8-urban-farming-becomes-serious-business/

03 พฤษภาคม 2560

ไม่ง้อนำเข้า ! รัสเซียใช้ปัญญาประดิษฐ์ ดูแลฟาร์มสตรอเบอรีแนวตั้ง ปลูกในร่ม เก็บขายได้ทั้งปี



ไม่ง้อนำเข้า ! รัสเซียใช้ปัญญาประดิษฐ์ ดูแลฟาร์มสตรอเบอรีแนวตั้ง ปลูกในร่ม เก็บขายได้ทั้งปี

เกษตรกรรมกำลังจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วครับพี่น้อง .. เมื่อก่อนเกษตรอยู่ในชนบท แต่ก็กำลังย้ายเข้าไปอยู่ในเมือง .. เมื่อก่อนเกษตรเกษตรอยู่กลางแจ้ง แต่ก็กำลังย้ายเข้าไปอยู่ในร่ม ทำให้ตอนนี้ ประเทศที่มีเทคโนโลยีการเพาะปลูกแบบในร่ม สามารถลดการพึ่งพาการนำเข้าผลผลิตทางการเกษตรจากต่างประเทศ
.
ญี่ปุ่น วางแผนปลูกกล้วยหอมในโรงเรือนเอาไว้กินเอง .. ในขณะที่รัสเซียนั้น สามารถปลูกสตรอเบอรีแบบอุตสาหกรรม ในฟาร์มแนวตั้ง มีพอกินได้ตลอดปีโดยไม่ต้องนำเข้าอีกต่อไป
.
ผู้สื่อข่าวเกษตรอัจฉริยะ รายงานว่า บริษัทฟิโบนัซซี (Fibonacci) ซึ่งเป็นบริษัทสัญชาติรัสเซียได้พัฒนาระบบปลูกสตรอเบอรีในร่มแบบแนวตั้ง โดยระบบปลูกที่ตั้งชื่อว่า BerryFarm800 นี้สามารถปลูกสตรอเบอรีได้ตลอดทั้งปี คือ เก็บเกี่ยวได้ปีละ 6 ครั้งเลยทีเดียว โดยการปลูกแบบเป็นชั้นๆ เรียงกันแนวตั้งนั้นทำให้ประหยัดพื้นที่มาก ด้วยกระบะปลูก 800 ส่วนนี้ ซึ่งมีต้นสตรอเบอรีอยู่ 76,800 ต้น สามารถผลิตสตรอเบอรีได้มากถึงเดือนละ 15 ตัน เลยทีเดียวครับพี่น้อง ... โดยฟาร์มปลูกสตรอเบอรีนี้ใช้คนงานเพียง 5 คนก็เกินพอแล้ว เพราะระบบปลูกทุกอย่างควบคุมด้วยปัญญาประดิษฐ์

.
บริษัทนี้ รับติดตั้งระบบปลูกสตรอเบอรีทั่วรัสเซีย ซึ่งจะทำให้รัสเซียไม่ต้องนำเข้าสตรอเบอรีอีกต่อไป โดยเมื่อสั่งไปติดตั้งแล้ว ก็รอขายผลสตรอเบอรีใน 2 เดือนถัดไปได้เลยนะจ๊ะ โดยระบบนี้สามารถนำไปติดตั้งในโกดัง หรือ อาคารร้าง ที่มีอยู่แล้วได้เลย .. นอกจากนี้ บริษัทนี้เขายังบอกว่า เขารับติดตั้งทั่วโลกเลยครับผม
..
อัพเดตความก้าวหน้าทางด้านเกษตรได้ทุกวัน กับ เพจเกษตรอัจฉริยะ ... https://www.facebook.com/smartfarmthailand/
Credit : Many Thanks to ....
- Data and Picture from http://agro.fibonacci.farm/
- Data and Picture from http://www.agronet.bg/agro/18767-1a9204e68eda843bdfded0978b630741.html

29 เมษายน 2560

กลุ้มใจจัง ! เมื่อญี่ปุ่นจะปลูกกล้วยหอมเอง - แล้วเมืองไทย จะส่งออกไปให้ใครกิน ?



เตรียมตัว เตรียมใจ หน่อยนะครับพี่น้อง .... เมื่อคนญี่ปุ่นกำลังจะปลูกกล้วยหอมกินเอง !!
คนญี่ปุ่น มีนิสัยชื่นชอบการกินกล้วย ทำให้ปีหนึ่งๆ ญี่ปุ่นนำเข้ากล้วยหอมเข้าประเทศจำนวนมากถึง 1 ล้านตัน แต่ในอนาคตที่ไม่ไกลจากนี้ ญี่ปุ่นอาจจะพึ่งพาตัวเองด้วยการปลูกกล้วยเลี้ยงผู้คนในประเทศ หรือแม้แต่ถึงกับส่งออกไปขายต่างประเทศอีกด้วย
..
ถึงแม้ กล้วยจะเป็นพืชเขตร้อน แต่ เซ็ทสึโซะ ทานากะ (Setsuzo Tanaka) เกษตรกรญี่ปุ่น เชื่อว่าเขาได้ค้นพบวิธีการปลูกกล้วยในสภาพอากาศหนาวเย็น แถมทำให้โตได้เร็วอีกด้วย (แอดมินก็เชื่อนะครับ เคยไปเห็นคนญี่ปุ่นปลูกกล้วยข้างๆ โรงเรือนที่เมืองจิบะ) เซ็ทสึโอะบอกว่า เขาสามารถปลูกกล้วยให้โตและออกลูกได้โดยใช้เวลา 4 เดือน ด้วยการให้ต้นอ่อนอยู่ในสภาพจำลองของโลกในช่วงยุคน้ำแข็ง ที่มีอุณหภูมิติดลบ 60 องศา (เซลเซียส) จากนั้นเมื่อน้ำแข็งละลายแล้ว ก็เอาต้นอ่อนไปปลูก ซึ่งเขาบอกว่า พืชจะรู้สึกเหมือนตื่นจากภวังค์ในช่วงจำศีล และเริ่มเติบโตเสมือนการสิ้นสุดยุคน้ำแข็ง ที่กลางวันมีอุณหภูมิประมาณ 12 องศา ส่วนตอนกลางคืนก็ต่ำกว่า ศูนย์
..
ซึ่งเซ็ทสึโอะ เชื่อว่า พืชอย่างกล้วยเองก็เคยผ่านยุคน้ำแข็งมาก่อน จึงน่าจะปลูกในสภาพอากาศหนาวได้ ... แต่เซ็ทสึโอะก็บอกว่า ขั้นตอนการทำจริงๆ มันก็มีรายละเอียดปลีกย่อยอื่นๆ อีกที่เขาได้เรียนรู้มายาวนานถึง 4 ทศวรรษ โดยความพากเพียรของเขาจะเริ่มผลิดอกออกผลในปีหน้านี่หล่ะ ซึ่งบริษัทที่เขาจัดตั้งขึ้นมาจะเริ่มปลุกกล้วยแบบอุตสาหกรรมในญี่ปุ่น !!
..
เซ็ทสึโอะบอกว่า ถ้าญี่ปุ่นปลูกกล้วยได้เมื่อไหร่ มันจะสร้างงานได้ 200,000 ตำแหน่ง และสร้างมูลค่าได้มากกว่า 6 แสนล้านเยน (185,000 ล้านบาท) เลยทีเดียวครับพี่น้อง เซ็ทสึโอะ ยังมองไปถึงการไปลงทุนปลูกพืชอื่นๆ ในไซบีเรีย ซึ่งมีดินและน้ำอุดมสมบูรณ์
..

อัพเดตความก้าวหน้าทางด้านเกษตรได้ทุกวัน กับ เพจเกษตรอัจฉริยะ ... https://www.facebook.com/smartfarmthailand/
Credit : Many Thanks to ....
- Data and Picture from http://asia.nikkei.com/magazine/Fresh-ideas/Tech-Science/Growing-bananas-in-the-cold
- Data from http://www.mopalab.com/enhome
- Picture from http://goope.akamaized.net/48137/170131095546-588fe09218f9c.jpg

27 เมษายน 2560

เมืองไทยว่าไง ? เมื่อหนุ่มสาวจีนนับล้าน กลับบ้านทำเกษตร !




เชื่อมั้ยครับ ? เมืองจีนจะเป็นครัวโลกแล้ว !! ตอนนี้ได้เกิดกระแสคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ พากันอพยพออกจากเมืองใหญ่ เพื่อกลับไปเป็นเกษตรกรในบ้านเกิดของตน ทั่วประเทศจีนนับเป็นจำนวนล้านคน ซึ่งคนกลุ่มนี้เป็นหนุ่มสาวที่เข้าไปศึกษาเล่าเรียนในมหาวิทยาลัยต่างๆ แล้วทำงานเก็บหอมรอมริบได้เงินสักพัก คนเหล่านี้จึงอยากกลับบ้านเพื่อไปสร้างธุรกิจเกษตรของตัวเอง โดยมีเงินสนับสนุนจากรัฐบาล ซึ่งกำลังทุ่มงบประมาณก้อนใหญ่ลงมา อีกทั้งยังได้รับการสนับสนุนในการค้าขายแบบออนไลน์อีกด้วย
..
ทั้งนี้ รัฐบาลจีนได้ทุ่มเงินประมาณ 450 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือเกือบ 16 ล้านล้านบาท ผ่านธนาคารเพื่อพัฒนาการเกษตร เพื่อนำมาใช้ปฏิรูปการเกษตรของจีนให้ทันสมัย ภายในอีก 4 ปีข้างหน้า หรือ ปี 2020 โดยจะสร้างนวัตกรรมในภาคเกษตร ส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสำหรับภาคเกษตร ปฏิรูปการผลิตตั้งแต่ระดับไร่นา สนับสนุนให้เกิดสตาร์ทอัพทางด้านเกษตร ผู้ประกอบการใหม่ ส่งเสริมชาวชนบท เกษตรกร ให้สามารถทำธุรกิจได้

..
เด็กหนุ่มสาวจีนเหล่านี้ ซึ่งกำลังกลายเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ของจีน ต่างมีความรู้และทักษะพิเศษเพื่อนำกลับมาใช้พัฒนาไร่นา และฟาร์มของตน ทำให้พวกเขาสามารถขายผลิตผลทางการเกษตรได้ในราคาที่สูง น้องคนหนึ่งที่มีชื่อว่า ฉาง เทียน ซึ่งปลูกพืชจำนวนมากถึง 48 ชนิด ในพื้นที่เพาะปลูกเพียงแค่ 1,400 ตารางเมตรเท่านั้น (ไม่ถึง 1 ไร่) ทำให้ขายพืชทุกชนิดได้หมด แถมยังเพิ่มมูลค่าด้วยการแปรรูปอีกด้วย
..
น้องลินดา ทาน ผู้หญิงลูกครึ่งจีน-แคนาดา ตัดสินใจกลับบ้านเดิมที่กวางโจว เพื่อที่จะนำความรู้ทางด้านไอทีไปช่วยเหลือชาวนาในหมู่บ้านของเธอ โดยเธอนำข้อมูลและบทวิเคราะห์ รวมทั้งพยากรณ์ทางด้านสภาพภูมิอากาศการเกษตร ไปเผยแพร่ให้แก่เครือข่ายเกษตรกร เพื่อที่จะได้วางแผนการเพาะปลูกให้เหมาะสม
..
ส่วนน้องอีกคนที่ชื่อ เหอ เฉียน นั้นปลูกดอกกุหลาบขาย โดยใช้ระบบสมาร์ทฟาร์ม น้องแกจดสิทธิบัตรการเพาะปลูกไว้ถึง 10 สิทธิบัตร เลยทีเดียว แถมยังกลั่นน้ำมันหอมระเหยจากกุหลาบขายในราคากิโลกรัมละ 2 แสนหยวน หรือ 1 ล้านบาท
..
นี่เป็นแค่จำนวนไม่กี่ตัวอย่างของเกษตรกรรุ่นใหม่จีนนับล้าน เมื่อประเทศจีนกำลังก้าวสู่ประเทศเกษตรทันสมัย เกษตรกรอัจฉริยะ .. บ้านใกล้เรือนเคียงอย่างไทยเรา จะทำอย่างไรต่อไปดีหนอ ?!?!
..
อัพเดตความก้าวหน้าทางด้านเกษตรได้ทุกวัน กับ เพจเกษตรอัจฉริยะ ... https://www.facebook.com/smartfarmthailand/
Credit : Many Thanks to ....
- Data from http://www.ecns.cn/voices/2017/04-11/252760.shtml
- Data from http://www.shanghaidaily.com/article/article_xinhua.aspx?id=334042
- Data from http://www.shanghaidaily.com/business/economy/Supplyside-reform-for-agriculture-in-2017/shdaily.shtml

23 เมษายน 2560

เกษตรกรไทยปรับตัวด่วน ! ญี่ปุ่นเปลี่ยนนโยบายสู่ประเทศส่งออกอาหาร เตรียมยกเลิกสิทธิพิเศษสินค้าเกษตรไทย 400 รายการ




สถานทูตไทยในญี่ปุ่นเตือนเกษตรกรไทย .. ญี่ปุ่นปรับนโยบายไปสู่ประเทศส่งออกอาหาร

เจ้าหน้าที่สถานทูตระดับสูงของสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโตเกียว ได้ออกมาเตือนเกษตรกร และผู้ส่งออกสินค้าเกษตร-อาหารไทยไปยังญี่ปุ่นว่า ญี่ปุ่นกำลังพิจารณาจะตัดสิทธิพิเศษภาษีศุลกากร หรือ จีเอสพี สินค้าเกษตรจากเมืองไทยจำนวนมากถึง 400 รายการ ในอีก 2 ปีข้างหน้า
..
ฟังดูน่าตกใจ .. แต่นั่นเป็นเพียงน้ำจิ้ม อาหารจานหลักกำลังจะมาเสริฟ เพราะอีกไม่นาน ญี่ปุ่นจะปรับเปลี่ยนจากประเทศนำเข้าอาหาร ไปสู่ประเทศส่งออกสินค้าเกษตร .. อาหารเดิมที่เคยนำเข้า ก็จะใช้วิธีการไปสร้างฟาร์มในประเทศที่ส่งออก เช่น เวียดนาม ยูเครน รัสเซีย แล้วก็ค่อยนำเข้ามาญี่ปุ่น ในขณะที่สินค้านำเข้าหลายชนิด จะเริ่มมีการปลูกทดแทน เช่น มะม่วง หรือ แม้แต่กล้วยหอมที่สามารถปลูกได้ในโรงเรือนทางใต้ของญี่ปุ่น
..
แถม ญี่ปุ่นยังมองไทย เป็น เป้าหมายของการส่งออกสินค้าเกษตร-อาหาร อีกด้วย !!
..
ในปีที่ผ่านมานั้น ญี่ปุ่นนำเข้าสินค้าเกษตร-อาหาร จากประเทศไทยคิดเป็นมูลค่า 175,560 ล้านบาท แต่ญี่ปุ่นส่งออกเกษตร-อาหาร มาประเทศไทยเพียง 10,670 ล้านบาท ซึ่งจะเห็นว่าประเทศเราได้เปรียบดุลการค้าทางเกษตร .. ซึ่งเขาบอกว่า ต่อไปจะไม่ใช่แบบนี้แล้วนะ !!


..
ปีที่แล้วยอดส่งออกสินค้าเกษตร เนื้อสัตว์ ของญี่ปุ่นเติบโตล้นหลาม จากเดิมที่เคยเป็นแต่ประเทศนำเข้าอาหารมาตลอด แต่ปรากฎว่าในปีที่แล้วสามารถส่งออกได้ 6.68 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 2.3 แสนล้านบาท (ถึงแม้จะดูน้อยเมื่อเทียบกับประเทศไทย ที่ส่งสินค้าเกษตรได้เกือบ 1 ล้านล้านบาท ก็ตาม .. แต่ต้องไม่ลืมว่า เขาเป็นประเทศอุตสาหกรรม นะจ๊ะ) เมื่อเทียบว่า แต่เดิมญี่ปุ่นมีแต่นำเข้าอาหาร แต่ตอนนี้ เริ่มส่งออกอาหาร และที่สำคัญมีมูลค่าสูงขึ้นอย่างน่าทึ่ง
..
- การส่งออกองุ่นเติบโตมากถึง 50%
- การส่งออกสตรอเบอรีเติบโต 35% แม้แต่ประเทศมาเลเซียที่มีแหล่งสตรอเบอรีเลื่องชื่อ ก็ยังต้องซื้อกิน
- การส่งออกชาเขียวเติบโต 14% ยอดส่งออก 11.6 พันล้านเยน (ประมาณ 3.6 พันล้านบาท)
- ส่งออกเนื้อวัวเติบโต 23% โดยเฉพาะเนื้อวากิว ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ
..
นอกจากนั้น แทบไม่น่าเชื่อ ญี่ปุ่นยังส่งออกข้าวได้เพิ่มขึ้นอีกด้วยครับ
..
ดังนั้น ต่อไปภายภาคหน้า นอกจากเราจะส่งสินค้าเกษตรเข้าไปขายในญี่ปุ่นได้ยากขึ้นแล้ว เขายังกลายมาเป็นคู่แข่งของเราอีกต่างหาก .. งานเข้าแล้วนะประเทศไทย !!
..
อัพเดตความก้าวหน้าทางด้านเกษตรได้ทุกวัน กับ เพจเกษตรอัจฉริยะ ... https://www.facebook.com/smartfarmthailand/
Credit : Many Thanks to ....
- Data from http://www.nationmultimedia.com/news/business/EconomyAndTourism/30312054
- Picture from http://discovermagazine.com/galleries/zen-photo/h/how-do-you-like-them-apples
- Picture from http://elleandjess.blogspot.com/2015/04/strawberry-picking-in-enzan-winter-in.html

09 เมษายน 2560

ทำบ้างมั้ย ? เกษตรกรญี่ปุ่น ผลิตได้ทั้งอาหาร และ ไฟฟ้า จากการแชร์พื้นที่เกษตรเพื่อปลูกพืช ควบผลิตพลังงาน




กำลังฮิตในญี่ปุ่นครับ เรื่องของ Solar Sharing หรือการแชร์พลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อใช้ปลูกพืช กับ ผลิตกระแสไฟฟ้า ... ทำให้เกษตรกรของเขา เป็นทั้งผู้ผลิตอาหาร และ พลังงาน ครับ ... แม้แต่ นาข้าว ก็ติดตั้งโซลาร์เซลล์ ได้นะครับพี่น้อง ซึ่งที่ญี่ปุ่นเขาจะใช้โครงสร้างโซลาร์เซลล์ที่ยกสูง ทำให้สามารถเข้าไปดำเนินกิจกรรมทางการเพาะปลูกใต้แผงโซลาร์เซลล์ได้ อย่างนาข้าวของเขา ที่มีแผงโซลาร์เซลล์อยู่ข้างบนนั้น แม้แต่รถแทรกเตอร์ รถเกี่ยวข้าว ก็สามารถวิ่งเข้าไปทำงานได้ครับ นอกจากนี้ แผงโซลาร์เซลล์ของเขายังสามารถปรับมุมรับแดดได้ทั้งแบบอัตโนมัติ หรือ ระบบแมนวล เพื่อให้เกษตรกร สามารถตั้งองศาได้ว่า จะให้แผงโซลาร์เซลล์ กับ พืชที่อยู่ข้างล่าง แบ่งแสงกันเท่าไหร่
..
ญี่ปุ่นนั้นมีกฎหมาย ห้ามสร้างโซลาฟาร์ม บนพื้นดิน เหมือนในบ้านเรา เพราะเขาไม่ต้องการให้โซลาฟาร์มมาแย่งพื้นที่ทำการเกษตร ดังนั้น การผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ของเขามักจะเป็นการติดตั้งบนหลังคา (Solar Rooftop) หรือ สร้างบนผิวน้ำ ซึ่งก็นับว่าเป็นเรื่องฉลาดกว่าบ้านเรามากที่เขาเห็นค่าในผืนดิน ซึ่งน่าเสียดายที่โซลาร์ฟาร์มในบ้านเรา หลายๆ แห่ง กลับไปสร้างในพื้นที่เกษตร ที่สามารถปลูกพืชได้ดี แทนที่จะไปสร้างที่ที่ดินที่ปลูกพืชไม่ได้ผล เช่น ที่ดินเค็ม เป็นต้น




อย่างไรก็ตาม เขาก็ยังอนุญาตให้การเพาะปลูกและโซลาร์เซลล์ใช้ที่ดินร่วมกันได้ ถ้ามีการพิสูจน์ว่า การติดตั้งโซลาร์เซลล์ไม่ได้ทำให้ประสิทธิภาพในการใช้ที่ดินเพื่อเพาะปลูกสูญเสียไป ดังนั้นจึงต้องติดตั้งโซลาร์เซลล์ให้สูงขึ้น เพื่อให้สามารถเพาะปลูกพืชด้านล่างได้ อีกทั้งยังต้องมีการคำนวณให้ติดตั้งโซลาร์เซลล์ให้มีช่องว่าง พอที่แสงจะลอดผ่านลงมาให้แก่พืชที่ปลูกด้านล่างได้ ซึ่งเขาก็จะมีการคำนวณว่าพืชที่เพาะปลูกนั้น ต้องการแสงแดดเท่าใด จึงจะเพียงพอ

..
ซึ่งนักวิทยาศาสตร์พบว่า หากพืชได้รับแสงที่เพียงพอแล้ว แสงส่วนเกินที่พืชได้รับ พืชก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์อยู่ดี ดังนั้น เราสามารถใช้โซลาร์เซลล์ เพื่อมาดูดซับแสงที่เหลือไปใช้ได้


..

อัพเดตความก้าวหน้าทางด้านเกษตรได้ทุกวัน กับ เพจเกษตรอัจฉริยะ ... https://www.facebook.com/smartfarmthailand/

Credit : Many Thanks to ....
- Picture from http://www.maruhsei.com/wp-content/uploads/2014/12/sharing.jpg
- Picture from http://www.d3.dion.ne.jp/~higashi9/hyousi2a.jpg
- Picture from http://smartblue.jp/wp-content/uploads/DSC01172.jpg

01 เมษายน 2560

ลองมั้ย ! วิธีเพิ่มมูลค่าผลไม้ญี่ปุ่น ที่เกษตรกรไทยสามารถทำตามได้ไม่ยาก เพิ่มราคาได้ 10-100 เท่า



แตงโมรูปทรงเรขาคณิตในญี่ปุ่น เป็นผลไม้ที่ทำราคาได้ดีมากครับ อย่างเช่น แตงโมรูปหัวใจ รูปลูกบาศก์ หรือ ปิระมิด สามารถขายได้ตกเฉลี่ยลูกละ 3,500 บาท ซึ่งการจะทำให้ได้รูปทรงแบบนี้ เกษตรกรจะนำบล็อกมาบังคับรูปทรงของลูกผลไม้ และต้องคอยดูแลเอาใจใส่ จนกว่าจะได้รูปทรงที่สวยงาม .. หลักการตลาดของเกษตรกรญี่ปุ่น ในการสร้างมูลค่าของผลไม้เหล่านี้ ที่เราน่าจะลองนำมาปรับใช้ ได้แก่
..
(1) ถึงแม้เกษตรกรหลายๆ ที่จะมีความชำนาญในการสร้างรูปทรงแปลกๆ ให้แก่ผลไม้ แต่เกษตรกรเขาก็จะไม่ทำออกมาเยอะ เพื่อให้มีจำนวนการผลิตที่เหมาะสมสำหรับการตั้งราคาที่สูงได้ เรียกว่า มีทั้ง ปริมาณ และ คุณภาพ ควบคู่กันไป

(2) ผลไม้ระดับพรีเมียมเหล่านี้ มักจะถูกนำไปวางชายในร้านขายผลไม้ที่ตั้งขึ้นมาพิเศษ เพื่อขายผลไม้ไฮโซ ผลไม้เกรดพรีเมียม และ ผลไม้แปลก โดยเฉพาะ เลยทำให้ได้รับความเชื่อถือ และมีคนยอมจ่ายเงินในราคาสูง .. ถ้าไปวางตามห้าง ก็จะมีมุมผลไม้พิเศษขึ้นไป มีการตกแต่งให้สมกับราคาที่ต้องจ่ายแพง ๆ

(3) ประเพณีการนำผลไม้ราคาเกรดซูเปอร์พรีเมียม  มาออกประมูล ก็ช่วยทำให้ดันราคาผลไม้ชนิดนั้นๆ ให้สูงขึ้นได้ครับ คือลูกที่ประมูลเมื่อขายได้ราคาแพง ก็พลอยทำให้ผลไม้จากสวน จากฟาร์มนั้นๆ เพิ่มมูลค่าไปในตัว อย่างเช่น มะม่วงที่ปลูกกันในโรงเรือนที่จังหวัดมิยาซากิ ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเมื่อจะเริ่มฤดูกาลที่มะม่วงจะออกสู่ตลาด เขาจะเอามะม่วงล็อตแรกที่ดีที่สุดมาประมูลกัน และแล้ว มะม่วงไข่พระอาทิตย์ (Egg of the Sun) ก็ได้ราคาที่สูงที่สุดถึง คู่ละ 300,000 เยน คิดเป็นเงินไทยก็ 8 หมื่นกว่าบาท ... กลายเป็น มะม่วงที่แพงที่สุดในโลกครับผม
..
มะม่วงญี่ปุ่นได้รับความนิยมในหมู่ผู้บริโภคชาวญี่ปุ่น และฮ่องกง ถึงขนาด สายการบินเจแปน แอร์ไลน์ ต้องจัดตู้สินค้าให้พิเศษมายังฮ่องกง ในช่วงฤดูกาลมะม่วงกันเลยทีเดียว ซึ่งก็จะอยู่ในช่วงเดือน พ.ค. - มิ.ย. นี้หล่ะครับ


อัพเดตความก้าวหน้าทางด้านเกษตรได้ทุกวัน กับ เพจเกษตรอัจฉริยะ ... https://www.facebook.com/smartfarmthailand/
Credit : Many Thanks to .....
- Picture from http://edition.cnn.com/2017/03/22/foodanddrink/japan-luxury-expensive-fruit/
- Picture from http://mangoworldmagazine.blogspot.com/

28 กุมภาพันธ์ 2560

จีนสร้าง "วงแหวนเกษตร" รอบเมืองใหญ่ แหล่งอาหารคนเมืองอนาคต .. ไม่ต้องขนส่งไกลจากชนบท



จีนมีประชากรอาศัยอยู่ในเมืองเกินครึ่งมาหลายปีแล้วครับ ดังนั้นเรื่องการผลิตอาหารกำลังจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ของจีน จากแนวโน้มที่ประชากรจะย้ายจากชนบทมาอยู่ในเมืองเพิ่มขึ้นอีก รวมทั้ง จำนวนเกษตรกรในชนบทก็จะลดลงเรื่อย ๆ

สิ่งที่จีนกำลังจะทำ เรียกว่า "แบบขนานใหญ่" ที่เกี่ยวกับการผลิตอาหารจะมี 2 เรื่องคือ

(1) การทำเกษตรให้ทันสมัย โดยใช้เครื่องจักรกล หุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติมาทำงานแทนมนุษย์ หรือ เรียกว่าใช่ Robot Farmers มาทำงานในฟาร์มในชนบท

(2) สร้างระบบเกษตรกรรมในเมืองให้แข็งแกร่ง ให้เมืองเลี้ยงตัวเองได้ (Urban Farming) โดยไม่ต้องพึ่งพาอาหารจากการเพาะปลูกในชนบทอีกต่อไป

และสิ่งหนึ่งที่เมืองใหญ่ๆ ในจีนหลายๆ เมือง กำลังทำตอนนี้คือ .... การสร้าง "วงแหวนเกษตร" รอบเมือง คล้ายๆ กับการสร้างถนนวงแหวนนั่นหล่ะครับ ครับ แต่อันนี้จะเป็นพื้นที่เกษตร ที่โอบล้อมเมืองเอาไว้



ผมก็เคยไปดูที่เซี่ยงไฮ้ ... ขับรถออกจากเมืองมาประมาณ 10-20 กิโลเมตร ก็เป็นพื้นที่เกษตรกว้างใหญ่ไพศาลแล้ว !!!

วงแหวนเกษตร ของเค้าไม่ธรรมดานะ ! อย่างที่เซี่ยงไฮ้นี่ มีวงแหวนเกษตรขนาด 1.8 ล้านไร่ ผลิตไข่ไก่ได้เอง 100% รวมทั้งเนื้อไก่ และ นมด้วย

ส่วนผักผลิตได้ 80% เนื้อหมูอีก 50% เลย

ด้วยความมุ่งมั่น ... รัฐบาลจีนตั้งใจจะทำให้เมืองใหญ่ๆ เลี้ยงตัวเองได้ให้หมดในอนาคต !!!


..
อัพเดตความก้าวหน้าทางด้านเกษตรได้ทุกวัน กับ เพจเกษตรอัจฉริยะ ... https://www.facebook.com/smartfarmthailand/
Credit : Many Thanks to .....
- Data and Picture from http://www.designboom.com/architecture/new-urban-farming-in-china-3-22-2015/
- Picture from http://g.fastcompany.net/multisite_files/fastcompany/poster/2014/09/3035835-poster-p-1-this-new-chinese-mall-will-be-topped-with-an-urban-farm-for-neighbors.jpg

18 กุมภาพันธ์ 2560

เกษตรกรไทย ก็รวยได้ ไม่แพ้เกษตรกรในญี่ปุ่น !! มารู้จักเกษตรกรเชียงใหม่ เจ้าพ่อมันฝรั่ง




(ภาพ - พื้นที่บริเวณบ้านของเกษตรกรผู้ปลูกพืชหมุนเวียน มันฝรั่ง - ข้าวโพด - ข้าว แห่ง อ.สันทราย จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งมีฐานะความเป็นอยู่ไม่แพ้เกษตรกญี่ปุ่น เลยทีเดียว)

วันนี้ ทีมงาน เกษตรอัจฉริยะ – Smart Farm จะพามารู้จัก คุณลุงบุญศรี ใจเป็ง เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาพืชไร่ภาคเหนือ พ.ศ.2553 ผู้ปลูกมันฝรั่งในอำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ ด้วยพื้นที่กว่า 1500 ไร่



ดั้งเดิมคุณลุงและครอบครัว มีอาชีพเกษตรกร ทำนาข้าว และเริ่มปลูกมันฝรั่ง ตั้งแต่เด็กๆ ราวปี พ.ศ.2507 โดยมันฝรั่งที่ปลูกในประเทศไทยในสมัยนั้น เน้นการนำไปบริโภคสด เช่นการนำไปทำซุป ลูกค้าส่วนใหญ่ยังเป็นชาวต่างชาติ และทหารที่เข้ามาตั้งฐานทัพในไทย ในยุคเริ่มแรก การปลูกมันฝรั่ง ให้ผลผลิตเพียงแค่ 2-3 ตันต่อไร่เนื่องจากการปลูกมันฝรั่ง ต้องปลูกในสภาวะอากาศหนาว เพื่อให้หัวมันฝรั่งสะสมอาหารได้มากๆ ดังนั้น ในฤดูอื่นๆ จะใช้พื้นที่เพื่อการปลูกพืชชนิดอื่นๆ เช่นข้าว อ้อย เป็นการทำการเกษตรแบบหมุนเวียน

จากการสนับสนุน ค้นความ วิจัยอย่างต่อเนื่อง ของคุณลุงบุญศรี ร่วมกับมูลนิธิโครงการหลวง ตั้งแต่ปี พ.ศ.2512 เป็นต้นมา ทำให้การปลูกมันฝรั่งเพิ่มผลผลิตเป็น 5-6 ตันต่อไร่ ใกล้เคียงกับการปลูกในต่างประเทศ

ตั้งแต่ พ.ศ.2532 เริ่มมีการตั้งโรงงานแปรรูปมันฝรั่งเป็นขนมขบเคี้ยว ภายใต้ยี่ห้อ เลย์ ของบริษัท เป๊บซี่-โค จำกัด ทำให้มีการขยายตลาดมันฝรั่งในประเทศไทย และรับซื้อมันฝรั่งจากเกษตรกรเป็นจำนวนมาก คุณลุงจึงหันมาปลูกมันฝรั่งเพื่อป้อนสู่โรงงานผลิตขนมขบเคี้ยวของ เป๊บซี่-โค ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ไม่ไกลออกไปนัก



ปัจจุบัน คุณลุงบุญศรี ยังคงพัฒนาเทคโนโลยีการปลูกมันฝรั่งอย่างต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของการพัฒนาเครื่องจักรกลการเกษตร สำหรับเตรียมดิน ปลูก และเก็บเกี่ยว  และในส่วนของการพัฒนาระบบรดน้ำ การให้ปุ๋ย พ่นยาฆ่าแมลงอย่างเหมาะสม เพื่อให้เกิดความปลอดภัย และคุ้มค่า

คุณลุงบุญศรี ใจเป็ง เล่าให้ฟังว่า “โดยทั่วไป การเพาะปลูกมันฝรั่งในประเทศไทยนั้นมีผลผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 2 – 3 ตันต่อไร่ แต่สำหรับที่อำเภอสันทราย เราได้พัฒนา เรียนรู้และทดลองการเพาะปลูกร่วมกับภาครัฐและภาคเอกชนมาอย่างต่อเนื่องกว่า 20 ปี จนสามารถสร้างผลผลิตมันฝรั่งได้สูงถึง 5 ตันต่อไร่ ทั้งนี้ นอกเหนือจากความใส่ใจและการให้ความสำคัญกับปัจจัยแวดล้อมต่างๆ อาทิ ดิน น้ำ อากาศ หัวพันธุ์ ปุ๋ย ตลอดจนเทคนิคและเทคโนโลยีการเพาะปลูกแล้ว อีกหนึ่งกุญแจสำคัญที่ส่งผลต่อการเพิ่มประสิทธิภาพและการเพิ่มผลผลิต คือ การปลูกพืชหมุนเวียนที่เหมาะสมกับพื้นที่และฤดูกาล อย่างมันฝรั่งเป็นพืชเมืองหนาว เราก็จะปลูกในช่วงหน้าหนาว จากนั้นเมื่อเก็บเกี่ยวเสร็จเราก็หันมาปลูกข้าวโพดในช่วงหน้าร้อน และพอถึงหน้าฝนเราก็ปลูกข้าว เวียนกันไปแบบนี้แทนที่จะเป็นการปลูกพืชเชิงเดี่ยว ซึ่งระบบการปลูกพืชหมุนเวียนนี้ช่วยสร้างความสมดุลและการปรับปรุงโครงสร้างของดิน  ช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดโรคในพืช ทั้งยังเป็นการส่งเสริมให้เกิดความยั่งยืนในการทำเกษตรกรรมด้วย”

(ภาพขวามือ - ขอบพระคุณ น้องตั้ม นักข่าวเพจเกษตรอัจฉริยะ สำหรับภาพ และ ข้อมูล ครับ)

12 กุมภาพันธ์ 2560

จีนไปแล้ว ! ทุ่ม 16 ล้านล้านบาท ปฏิรูปภาคเกษตรครั้งใหญ่ สู่ยุคเกษตรทันสมัย เกษตรกรอัจฉริยะ



สี จิ้นผิงประกาศ ... 2017 ปีแห่งการปฏิรูปภาคเกษตร ครั้งใหญ่ในจีน !
ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ประกาศต่อคณะกรรมการกลาง พรรคคอมมิวนิสต์ว่า เขาจะผลักดันการปฏิรูปภาคเกษตรครั้งใหญ่ของจีน ในปี 2017 ที่จะถึงนี้ โดยจะทำให้ภาคเกษตรของจีนมีความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้น และ เป็นเครื่องจักรแห่งการเติบโตตัวใหม่ของเศรษฐกิจจีน
..
ล่าสุด รัฐบาลจีนเตรียมทุ่มเงินประมาณ 450 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือเกือบ 16 ล้านล้านบาท ผ่านธนาคารเพื่อพัฒนาการเกษตร เพื่อนำมาใช้ปฏิรูปการเกษตรของจีนให้ทันสมัย ภายในอีก 4 ปีข้างหน้า หรือ ปี 2020
..
ทั้งนี้ จีนได้ออกแผนปฏิบัติการ ปฏิรูปเกษตรกรรมนำสมัย เริ่มทำตั้งแต่ปี ค.ศ. 2016 - 2020 โดยมีรายละเอียดดังนี้
- เน้นสร้างนวัตกรรมในภาคเกษตส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสำหรับภาคเกษตร ปฏิรูปการผลิตตั้งแต่ระดับไร่นา
- สนับสนุนให้เกิดสตาร์ทอัพทางด้านเกษตร ผู้ประกอบการใหม่ ส่งเสริมชาวชนบท เกษตรกร ให้สามารถทำธุรกิจได้
- เน้นเพิ่มคุณภาพผลผลิต ความปลอดภัย ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของภาคเกษตร ส่งเสริมเครื่องมือแก่ชาวไร่ชาวนา
- จะต้องมีไร่นาคุณภาพ 53 ล้านเฮกตาร์ หรือ 331 ล้านไร่ ภายในปี ค.ศ. 2020
- ฝึกอบรมด้านเทคโนโลยีแก่เกษตรกร รวมถึงเรื่องความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม
- การันตีพื้นที่เกษตรกรรมจะต้องไม่หดตัวต่ำกว่า 120 ล้านเฮกตาร์ หรือ 750 ล้านไร่
- เพิ่มความระมัดระวังเรื่องการใช้น้ำ โดยเฉพาะต้องรักษาระดับน้ำใต้ดิน
- ภายในปี ค.ศ. 2020 จะต้องมีป่าไม้ 23% โดยเปลี่ยนพื้นที่เกษตรกรรมกลับไปเป็นป่าไม้ (เพิ่มประสิทธิภาพแล้วก็ทำแบบนั้นได้)



อัพเดตความก้าวหน้าทางด้านเ
กษตรได้ทุกวัน กับ เพจเกษตรอัจฉริยะ ...https://www.facebook.com/smartfarmthailand/
Credit : Many Thanks to ....
- Data from http://www.shanghaidaily.com/business/economy/Supplyside-reform-for-agriculture-in-2017/shdaily.shtml
- Data from https://www.rt.com/business/359841-china-invest-billions-agriculture/

- Picture from http://news.xinhuanet.com/english/china/2014-07/26/133511417_14063297227831n.jpg

28 ธันวาคม 2559

พร้อมกันหรือยัง ... ห่นยนต์เกษตรกรจะเข้าทำงานในไร่นา ยอดขาย 2.7 ล้านล้านบาทต่อปี ในอีก 7 ปีข้างหน้า




อนาคตของเกษตรกรรม คือ หุ่นยนต์ ... บริษัทวิจัยตลาด Tractica ประเมินว่าในปี ค.ศ. 2024 หรืออีกแค่ 7 ปีข้างหน้า มูลค่าตลาดของหุ่นยนต์เพื่อเกษตรกรรมจะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด จนมีมูลค่าสูงถึง 74.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 2.7 ล้านล้านบาท เลยทีเดียวครับ ซึ่งยอดขายของหุ่นยนต์เกษตรที่ผ่านมาในปีนี้มีประมาณ 32,000 ตัว แต่อีก 7 ปีข้างหน้า ยอดขายต่อปีมันจะเพิ่มขึ้นเป็น 594,000 ตัวเลยทีเดียว ... นั่นหมายถึงในไร่นาต่างๆ จะมีหุ่นยนต์เข้าไปวิ่งเล่นกันขวักไขว่เลยครับ
..
ทั่วโลกกำลังให้ความสนใจในเรื่องของหุ่นยนต์เกษตรกรรม เพราะนับวันอาชีพเกษตรกรจะกลายเป็นอาชีพที่ไม่ค่อยมีใครอยากทำ ยิ่งประเทศพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ จำนวนของเกษตรกรก็จะยิ่งลดลง ดังนั้นในอนาคต หุ่นยนต์จึงน่าจะเข้ามาเป็นแรงงานสำคัญในไร่นา

ตอนนี้ ประเทศที่ผลิตหุ่นยนต์สำหรับการเกษตร เช่น เยอรมัน ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย อิสราเอล ญี่ปุ่น ได้มุ่งทำตลาดหุ่นยนต์เกษตรกร สำหรับงาน ในไร่ที่หุ่นยนต์สามารถทำได้นั้นมีได้มากมายครับ ตามแต่จินตนาการกันไป ลองหลับตานึกภาพตามกันดูนะครับ

- หุ่นยนต์ปลูกผัก สามารถที่จะวิ่งไปตามแปลงผัก ขุดรูแล้วหยอดเมล็ดผักลงไป โดยมันจะขุดรูแต่ละรูให้ห่างกันในระยะที่เท่าๆ กัน แถมยังสามารถหยอดปุ๋ยลงไปในปริมาณที่เท่ากันด้วย

- หุ่นยนต์ล่าแมลง สามารถที่จะวิ่งไปในแปลกปลูก สแกนหาแมลงศัตรูพืช มันสามารถฉีดพ่นยาไปยังตัวแมลงได้อย่างแม่นยำ เราสามารถปล่อยมันอยู่ในไร่ทั้งวันโดยไม่บ่นเลย ซึ่งมันก็จะใช้พลังงานที่ได้จากโซลาร์เซลล์ หุ่นยนต์ประเภทเดียวกันนี้ยังใช้ในการถอนวัชพืชต่างๆ โดยปล่อยให้ทำงานไปเรื่อยๆ ในไร่ได้ทั้งวัน

- หุ่นยนต์เซ็๋นเซอร์ ที่จะวิ่งตรวจหาสิ่งผิดปกติต่างๆ ในไร่ หรือ สุ่มตัวอย่างๆ ในไร่ เช่น วิ่งไปดูว่าผลไม้ที่ปลูกในแต่ละต้น เป็นอย่างไร มันสามารถเก็บข้อมูลแล้วจดจำได้อย่างแม่นยำ ทำให้เจ้าของไร่ทราบอย่างละเอียดว่า ต้นไหนมีผลกี่ลูก ขนาดเฉลี่ยเป็นอย่างไร ซึ่งจะทำให้ประเมินวันเก็บเกี่ยว และ ทราบปริมาณผลผลิตได้อย่างแม่นยำ

- หุ่นยนต์เซ็นเซอร์ที่วิ่งเก็บข้อมูลในไร่ เช่น ความชื้นในอากาศ ความชื้นในดิน ความอุดมสมบูรณ์ของดินในแปลงต่างๆ รวมทั้งหุ่นยนต์แบบบินได้ (Flying Robots) ที่จะบินขึ้นไปเก็บข้อมูล และภาพมุมสูงของไร่ ทำให้เกษตรกรสามารถตรวจสภาพผลผลิต และปัจจัยต่างๆ เช่น Leaf Index, Chorophyll Index ด้วยเทคโนโลยีที่มีราคาถูก

- สำหรับพืชบางชนิดที่ต้องการการเก็บผลผลิตแบบประณีต หุ่นยนต์อาจจะนำมาใช้ในการเก็บเกี่ยวผลจากตัวต้น หรือใช้ดูแลผลไม้ที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ งานน่าเบื่ออย่างนี้ ต้องหุ่นยนต์เท่านั้นครับ


..
อัพเดตความก้าวหน้าทางด้านเกษตรได้ทุกวัน กับ เพจเกษตรอัจฉริยะ ... https://www.facebook.com/smartfarmthailand/
Credit : Many Thanks to ....
- Data from http://www.iotevolutionworld.com/smart-transport/articles/428344-ag-robot-revenue-reach-multi-billions-2024-prediction.htm
- Picture from https://www.engineersaustralia.org.au/portal/news/future-agriculture-robotic-farmers
- Picture from http://theconversation.com/farmers-of-the-future-will-utilize-drones-robots-and-gps-37739
- Picture from http://mikeshouts.com/case-ih-autonomous-farming-tractor-concept-is-the-future-of-farming/

23 ธันวาคม 2559

สตาร์ทอัพน้ำมะพร้าว .. กำเนิดโดยคนอิสราเอล ปลุกกระแสคลั่งน้ำมะพร้าวทั่วโลก สู่อุตสาหกรรมแสนล้าน



เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ขณะที่คนอเมริกันยังไม่รู้จักน้ำมะพร้าว และยังดื่มน้ำมะพร้าวกันไม่ค่อยเป็นนั้น ได้มีนักธุรกิจกลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่ง (Startup) ได้นำน้ำมะพร้าวมาแพ็คใส่กล่องให้อยู่ในรูปน้ำมะพร้าวพร้อมดื่ม และเริ่มทำตลาดในหมู่ผู้ออกกำลังกาย เสียเหงื่อ และต้องการความสดชื่นกลับคืนมา และจากคนกลุ่มเล็กๆ ที่หันมาดื่มน้ำมะพร้าว ก็มีดาราระดับซูเปอร์สตาร์มาลองดื่มดูแล้วชอบ จนเกิดเป็นกระแส "เอาอย่าง" กันจนตลาดน้ำมะพร้าวพร้อมดื่มที่ไม่มีมูลค่าอะไรเลยใน ปี ค.ศ. 2004 ได้เติบโตอย่างรวดเร็ว จนปัจจุบันมีมูลค่ากว่า 42,000 ล้านบาท เฉพาะในประเทศสหรัฐอเมริกา และมีทีท่าจะเติบโตขึ้นไปเรื่อยๆ อีกด้วย โดยมีมูลค่าตลาดทั่วโลกนับแสนล้านบาทต่อปี
..
จากจุดเล็กๆ ที่เป็นเพียงนักธุรกิจกลุ่มเล็กๆ ปัจจุบันมีแบรนด์น้ำมะพร้าวพร้อมดื่มนับร้อยยี่ห้อ โดยแบรนด์หลัก 3 แบรนด์ ซึ่งรวมของโคคาโคล่า และ เป็ปซี่ มีส่วนแบ่งตลาดรวมกันเกือบครึ่งหนึ่ง 



โดยผู้นำตลาดคือ "วีต้าโคโค่" (Vita Coco) ซึ่งผู้ก่อตั้งนั้นเป็นชาวอิสราเอล 2 คน คือ ไมค์ เคอร์บัน (Mike Kirban) และ ไอรา ลิแรน (Ira Liran) ในปี ค.ศ. 2003 ทั้งคู่ได้เข้าไปนั่งดริงค์ในบาร์แห่งหนึ่ง กลางมหาครนิวยอร์ค แล้วได้ไปปิ๊งกับสาวบราซิล 2 นาง ซึ่งมานั่งดื่มด้วยกัน จากการสนทนากันนั้น เขาได้ถามเจ้าหล่อนว่า "คุณรู้สึกคิดถึงอะไรมากที่สุด เมื่อจากบ้านมา" และ เธอก็ตอบว่า "น้ำมะพร้าว" !!
..
นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ชาวอิสราเอลทั้งคู่ เกิดความคิดว่า ทำไมไม่มีน้ำมะพร้าวพร้อมดื่มขายบ้างหล่ะ
..
จากนั้น ไมค์ และ ไอรา ได้ตั้งบริษัทสตาร์ทอัพ ผลิตน้ำมะพร้าวพร้อมดื่มขึ้นในปี ค.ศ. 2004 แล้วยอดขายก็เติบโตมาเรื่อยๆ จนเป็นผู้นำตลาดโลกในเวลานี้ มีโรงงานผลิต 10 แห่ง ใน 8 ประเทศ ไอราบอกว่า จริงๆ แล้วก็ไม่เคยคิดว่าธุรกิจน้ำมะพร้าวของตัวเองจะมาได้ไกลขนาดนี้ เริ่มแรกที่ทำ คิดเพียงจะหาอะไรเล็กๆ ทำ เพื่อดำรงชีพแค่นั้น
..
ความสำเร็จของน้ำมะพร้าวพร้อมดื่ม เกิดจากการประสานกันทั้งองคาพยพ คือ ดารามาช่วยโปรโมต และถือหุ้นน้ำมะพร้าว ไม่ว่าจะเป็น มาดอนน่า เดมี่ มัวร์ และบริษัทพวกโมเดิร์นเทรด อย่าง เทสโก้ เซเว่นอีเลฟเว่น มาช่วยกระจายสินค้า ความนิยมของน้ำมะพร้าวพร้อมดื่มกำลังแพร่ไปยุโรป โดยเนสท์เล่ กำลังลงทุนอย่างจริงจังในเรื่องนี้
..
อัพเดตความก้าวหน้าทางด้านเกษตรได้ทุกวัน กับ เพจเกษตรอัจฉริยะ ... https://www.facebook.com/smartfarmthailand/
Credit : Many Thanks to ....
- Data from http://jewishbusinessnews.com/2016/04/27/israeli-chutzpah-lies-at-the-heart-of-americas-favorite-coconut-drink/
- Picture from https://plus.google.com/101828700604579394898/posts/DKXCbP566mV
- Picture from http://shiberty.com/2015/10/vita-coco-hydrate-naturally/

14 กันยายน 2558

ประเทศไทยเป็นครัวโลก จริงหรือ ?



คำพูดที่ว่า "ประเทศไทยเป็นครัวโลก" มันมีความเป็นจริงอยู่แค่ไหนครับ ลองไปดูข้อมูลกันนะครับ

- มูลค่าตลาดของอุตสาหกรรมอาหารของโลก = 225 ล้านล้านบาท (7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ)
- ยอดขายของ 10 บริษัทยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมอาหารของโลก (เช่น เนสท์เล่ เป็ปซี่โค เป็นต้น) = 12.9 ล้านล้านบาท (0.401 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ)
- ขนาดของ GDP ประเทศไทย = 12 ล้านล้านบาท (0.387 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ)
- มูลค่าส่งออกอาหารจากประเทศไทย = 0.97 ล้านล้านบาท

ซึ่งแปลว่า มูลค่าการส่งออกอาหารของไทย มีอิทธิพลเพียง = 0.43% ของอุตสาหกรรมอาหารทั้งโลกเท่านั้นเองครับ ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะว่า เราส่งออกวัตถุดิบเสียเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งมีมูลค่าค่อนข้างน้อย ในขณะที่ประเทศที่นำเข้าอาหารของเรา เขาเอาไปพัฒนาต่อจนมีมูลค่าสูงขึ้น ทำให้ประเทศไทยมีอิทธิพลต่อห่วงโซ่มูลค่าในอุตสาหกรรมอาหารค่อนข้างน้อยมากๆ ครับ ... เราจึงไม่ติดอันดับ 1 ใน 10 ประเทศที่ส่งออกอาหารของโลกเลยด้วยซ้ำ

Credit :
- Data from Behind the Brand Report
- Data from http://www.tradingeconomics.com/thailand/gdp
- Data from http://www.manager.co.th/ibizchannel/ViewNews.aspx?NewsID=9560000152637
- Picture from http://savoringtimeinthekitchen.blogspot.com/2010/11/boiled-fresh-shrimp-from-galveston.html

13 กันยายน 2558

เครือข่ายเซ็นเซอร์ไร้สายสำหรับตรวจวัดน้ำ



Floating Sensor Networks เป็นเครือข่ายเซ็นเซอร์ไร้สายสำหรับตรวจวัดน้ำ เครือข่ายชนิดนี้ สามารถปล่อยให้ลอยไปกับน้ำได้ โดยมันจะอาศัยพลังงานจากแสงอาทิตย์เพื่อใช้ในการทำงาน มันจะเก็บข้อมูลต่างๆ ของน้ำ เช่น คุณภาพและความสะอาดของน้ำ 

Floating Sensor Networks นี้สามารถทำงานแบบเดี่ยวหรือทำงานเป็นฝูง (swarm) เป็นอุปกรณ์ที่สามารถนำไปปล่อยลงน้ำ แล้วสามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง (self-dependent) สามารถหาพลังงานใช้เองได้ และมีระบบขับเคลื่อนที่สามารถสั่งการให้ไปยังจุดใดจุดหนึ่งได้ สามารถทำงานได้ทั้งในแม่น้ำ ทะเลสาบ ทะเลเปิด นาข้าว นากุ้ง โดยสามารถติดตั้งเซ็นเซอร์ได้หลายชนิด สามารถนำไปใช้งานได้ทั้งในยามสงบ เช่น ใช้ตรวจสอบคุณภาพน้ำในแม่น้ำ ลำคลอง แหล่งน้ำทิ้ง ฟาร์มสัตว์น้ำ หรือในยามสงคราม เช่น ใช้เป็นทุ่นระเบิด เซ็นเซอร์ตรวจจับข้าศึก ใช้ในงานตรวจวัดช่วงน้ำท่วม หรือ มีอุบัติภัยเช่น น้ำมันรั่ว สารเคมีรั่วลงแหล่งน้ำ เป็นต้น 

ปัจจุบันการเลี้ยงสัตว์น้ำนั้นไม่ได้ทำในบ่อเลี้ยงเหมือนแต่ก่อน แต่ไปเลี้ยงกันในแหล่งน้ำธรรมชาติ ทั้งในแม่น้ำ ทะเลสาบ และทะเล เทคโนโลยีนี้ สามารถนำไปใช้สำหรับสิ่งที่เรียกว่า Smart Aquaculture หรือฟาร์มสัตว์น้ำอัจฉริยะ ซึ่งจะทำให้ผู้เลี้ยงสามารถตรวจวัดความเป็นไปต่างๆ ในน้ำจากระยะไกล ผ่านระบบอินเตอร์เน็ต 


Credit - Pictures from 
http://today.lbl.gov/2012/07/30/lab-photograph-makes-doe-photo-of-the-week/
http://archive.deltacouncil.ca.gov/delta_science_program/publications/sci_news_0712_robots.html
https://www.nersc.gov/news-publications/news/science-news/2012/floating-robots-track-water-flow-with-smartphones/

28 พฤษภาคม 2558

Pinkhouse - โรงเรือนสีชมพู อนาคตของเกษตรโลก


เกษตรกรรมอาจจะแบ่งได้อย่างกว้าง เป็น 2 แบบครับคือ

(1) เกษตรกลางแจ้ง (Outdoor Farming) เป็นเกษตรแบบดั้งเดิมที่ต้องต่อสู้กับสภาพดินฟ้าอากาศ
(2) เกษตรในร่ม (Indoor Farming) เป็นเกษตรในร่ม ในสิ่งปลูกสร้างที่มีการควบคุมสภาพแวดล้อม

ปกติเกษตรในร่มที่ทำกัน ก็มักจะทำในโรงเรือน (Greenhouse) ซึ่งใช้แสงธรรมชาติ แต่ในระยะหลังๆ มานี้ เริ่มมีการนำเอาหลอดไฟ LED ที่ให้เฉพาะแสงช่วงที่พืชต้องการ คือสีแดง กับ สีฟ้า เมื่อมาผสมกันก็มักจะได้สีออกม่วงอมชมพู ทำให้โรงเรือนแบบนี้มีชื่อเรียกใหม่ เก๋ไก๋ว่า Pinkhouse ซึ่งจะมีข้อดีคือ

- หลอดไฟ LED ให้เฉพาะแสงในช่วงที่พืชต้องการ จึงประหยัดพลังงาน ไม่เกิดความร้อน

- พืชโตเร็วกว่าปกติ เพราะได้รับแสงที่ต้องการจริงๆ

- การใช้หลอดไฟ LED แทนแสงธรรมชาติ ทำให้สามารถเพาะปลูกแบบแนวดิ่งหรือ Vertical Farming ได้ ในขณะที่หากใช้แสงธรรมชาติ จะเกิดเงา ทำให้พืชที่อยู่ใต้ๆ ลงมาไม่ค่อยได้รับแสง แต่การใช้ LED สามารถออกแบบให้หลอด LED เข้าไปตามหลืบต่างๆ ได้

ผมเชื่อว่า เกษตรในเมือง (Urban Farming) ที่น่าจะเป็นไปได้คือ น่าจะเกิดเป็นฟาร์มในร่มที่น่าจะใช้โกดังตามชานเมือง มากกว่าที่จะเป็นการปลูกผักในอาคารสูง อย่างที่เป็นกระแสในสื่อต่างๆ ... แต่ถ้าหากเป็นในอนาคตยาวๆ ละก็ มันก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้นครับ

Credit :
- Data and Pictures from http://www.ledinside.com/news/2013/5/lednews_201305281350