25 เมษายน 2562

หุ่นยนต์ศาสตราจารย์ - เมื่ออาจารย์มหา'ลัย จะถูกแทนที่ด้วยปัญญาประดิษฐ์



เมื่อก่อน อาชีพอาจารย์มหาวิทยาลัย ถือว่าเป็นอาชีพที่มั่นคงมาก ยากที่จะหาอะไรมาทดแทน แต่เมื่อเร็วๆ นี้ มหาวิทยาลัยกลับถูกคุกคามด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล การเรียนแบบออนไลน์ได้เข้ามาแทนที่มหาวิทยาลัยรูปแบบเดิม จำนวนนักศึกษาที่เข้าเรียนมหา'ลัย ก็ลดลงเรื่อยๆ .. แค่นั้นยังไม่พอ หุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ ก็เสนอตัวเข้ามาทำหน้าที่แทนอาจารย์อีก !?!

- ปัญญาประดิษฐ์กำลังเข้ามาแทนที่งานของมนุษย์มากขึ้นเรื่อยๆ จะมีตำแหน่งงานมากถึง 800 ล้านตำแหน่งที่จะถูกแทนที่ด้วยหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ ภายในปี ค.ศ. 2030 หรือใน 11 ปีข้างหน้า

- การศึกษาออนไลน์กำลังมาแรง ซึ่งหลายๆ หลักสูตร มีการนำเอาปัญญาประดิษฐ์มาช่วยสอนและติดตามความก้าวหน้าของผู้เรียน แล้วได้ผลตอบรับดีมาก ทำให้มหาวิทยาลัยต่างๆ เริ่มมองเห็นประโยชน์ในการนำเอา ปัญญาประดิษฐ์ มาสอนแทนอาจารย์ที่เป็นมนุษย์ .. อีกทั้ง อาจารย์มนุษย์จำนวนมาก ไม่ยอมปรับตัวกับเทคโนโลยีดิจิทัล ยิ่งทำให้มหาวิทยาลัยตัดสินใจเข้าหาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ซะเลย 



- แม้แต่ นักวิทยาศาสตร์ ก็อาจตกงานได้ ถ้างานนั้นเป็นแค่การทำ Lab ผสมสารนั้น สารนี้ เอาไปอบ เอาไปปั่น เอาไปต้ม เอาไปตกผลึก เอาไปตรวจวิเคราะห์ แล้วก็มารายงานผล ... เพราะเจ้าหุ่นยนต์นักวิทยาศาสตร์ (Robot Scientist) สามารถทำแทนได้หมด แถมยังทำได้เร็วมากๆ ทั้งวันทั้งคืน อย่างเจ้าหุ่นยนต์ Eve ซึ่งเริ่มมีใช้ในห้องปฏิบัติการวิจัยหลายๆ แห่ง สามารถที่จะตรวจวิเคราะห์สกรีนสารได้ 10,000 ชนิดต่อวันเลย บางคนที่ทำปริญญาโท ปริญญาเอก เรียนกัน 5-6 ปี ยังมีผลงานน้อยกว่าเจ้าหุ่นที่ทำงานเพียงครึ่งวันเอง

- ความก้าวหน้าของปัญญาประดิษฐ์ และ ระบบอัตโนมัติมาถึงจุดที่ว่า นักเคมี นักวัสดุศาสตร์ อาจจะไม่มีความจำเป็นอีกต่อไปแล้ว เพราะเราสามารถใช้หุ่นยนต์แทนที่ได้หมด มันสามารถผสมสาร กลั่น ต้ม ตกผลึก วิเคราะห์องค์ประกอบ .. แม้แต่งานยากๆ อย่าง การทำนายว่า การจะสังเคราะห์สารสักตัว จะต้องเอาสารตั้งต้นอะไรบ้างมาผสมกัน และใช้กระบวนการอะไรในการทำปฏิกริยาเคมี มันก็สามารถทำได้เก่งกว่านักเคมีระดับศาสตราจารย์ เสียอีกครับผม

- มีการทดลองให้ปัญญาประดิษฐ์ สังเคราะห์ผลึกของสารชนิดหนึ่ง ซึ่งต้องใช้ความอดทนสูง และ วิจารณญาณในการเลือกเส้นทางสังเคราะห์แบบต่างๆ ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไปจนถึง 100 การทดลอง ก็เห็นผลอย่างชัดเจนเลยว่า ปัญญาประดิษฐ์ เก่งกว่า ศาสตราจารย์ เสียอีก ... แล้วเราจะจ้างศาสตราจารย์ไว้ทำไมหล่ะครับพี่น้อง ?!?

เป็นยุคที่ ไม่มีอาชีพอะไรมั่นคง อีกแล้วจริงๆ !!



อัพเดตความก้าวหน้าทางด้านเกษตรได้ทุกวัน กับ เพจเกษตรอัจฉริยะ ... https://www.facebook.com/smartfarmthailand/
Credit : Many Thanks to .....
- Data from https://www.weforum.org/agenda/2019/04/what-robots-and-ai-may-mean-for-university-lecturers-and-students/
- Data from https://www.chemistryworld.com/news/wanted-synthetic-chemists-humans-need-not-apply/3008401.article
- Data from https://www.chemistryworld.com/news/humans-come-out-second-best-against-efficient-robot-chemist/3007676.article
- Data from https://www.imperial.ac.uk/news/184368/robotic-chemistry/
- Data from https://www.chemistryworld.com/news/robotic-chemist-explores-chemical-space/3007599.article

23 เมษายน 2562

ฤาจะหมดยุคนมวัว ! เกษตรกรโคนมเศร้า นมจากพืช ตีตลาดกระจุย



ยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงแบบล้มล้าง (Disruptive Change) ไม่ละเว้นวงการไหนในโลก .. แม้แต่ในวงการอาหารเอง ผู้เล่นรายเก่าเริ่มมีอันเป็นไป ธุรกิจที่อยู่คู่โลกมานานอย่าง โคนม ก็กำลังประสบปัญหายอดขายตกต่ำลงเรื่อยๆ โดยในปี 2018 ที่ผ่านมานั้น ยอดขายนมวัวหายไปจากตลาดกว่า 1.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือ  35,000 ล้านบาท เลยทีเดียว 

- เมื่อปีที่แล้ว เกิดข่าวใหญ่ในสหรัฐฯ  เมื่อสหกรณ์โคนมยักษ์ใหญ่ ที่มีจำนวนสมาชิกมากที่สุด ได้ประกาศปิดโรงงานผลิตน้ำนมที่เปิดมากว่า 100 ปี ด้วยเหตุผลยอดขายที่ลดลงจนไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ ก่อนหน้านั้น ในปี 2017 บริษัท Dean Foods ยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตสินค้าจากนมวัว ก็ได้ปิดโรงงานบางแห่งจากภาวะขาดทุน ต่อเนื่องมาจากปี 2015 และ ปี 2016 ที่มีการปิดโรงงานผลิตนมวัวและผลิตภัณฑ์จากนมวัว ในหลายๆ รัฐ

- ยอดขายของนมวัวในปี 2018 นั้นเท่ากับ 13.6 พันล้านเหรียญ (4.34 แสนล้านบาท) ลดลงจากปี 2017 ที่มียอดขายกว่า 14.7 พันล้านเหรียญ (ประมาณ 4.69 แสนล้านบาท) ในขณะที่ยอดขายของนมจากพืชในปี 2017 นั้นมีสูงถึง 11.9 พันล้านเหรียญ (3.8 แสนล้านบาท) และคาดว่าจะเติบโตไปเป็น 1.1 ล้านบาท ในอีก 4-5 ปีข้างหน้า แซงนมวัวไปแบบไม่เห็นฝุ่น

- บริษัทคาร์กิล (Cargill) ยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมอาหารได้ทำการสำรวจความนิยมของ "นมจากพืช" พบว่า ผู้บริโภคนมวัวในสหรัฐฯ จำนวน 50% ก็กำลังบริโภคผลิตภัณฑ์ทางเลือกที่ทำมาจากพืชอยู่ พร้อมๆ กันไปด้วย (อันแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มที่คนกลุ่มนี้ จะหันเหไปสู่ทางเลือกใหม่แทนที่ผลิตภัณฑ์เดิม - ผู้เขียน) ซึ่งมีผู้บริโภคจำนวน 20% ที่ตอบแบบสอบถาม บอกว่า ตนเองไม่บริโภคนมวัว อันเนื่องมาจากเรื่องของสวัสดิภาพสัตว์ 

- ผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 35% บอกว่าไม่บริโภคนมวัว เพราะแพ้นมวัว ทั้งนี้ในโลกของเรามีคนที่ดื่มนมวัวไม่ได้ มากถึง 75% ซึ่งนี่แหล่ะ คือโอกาสของ "นมจากพืช

- กระแสความนิยม "นมทางเลือก ที่ไม่ใช่นมวัว" กำลังกระพือทั่วสหรัฐฯ และมีแนวโน้มจะกระจายไปทั่วโลก โดยมีเหล่าสตาร์ทอัพ และ นักลงทุน Venture Capital ช่วยกันประโคมกระแส ในห้างหลายๆ แห่งถึงกับมีเครื่องทำนมอัลมอนด์ด้วยตัวเอง ไว้บริการลูกค้า



- ความร้อนแรงของตลาดนมทางเลือกที่ทำจากพืชนี้ ถึงกับทำให้ เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในสหรัฐฯ ออกมาเรียกร้องไม่ให้ใช้คำว่า "นม" กับผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาจาก "วัว" แต่ก็ได้รับการเย้ยหยันว่า คำว่า นมเพื่อเรียกสิ่งอื่นๆ ที่ไม่ใช่นมวัว เขาก็ใช้กันมาเป็นร้อยปีแล้ว

- มีเหตุผลหลายอย่าง ที่ผู้บริโภคทั้งหลาย อยากบอกลา "นมวัว" แล้วหันมาบริโภค "นมจากพืช" แทน อันได้แก่ นมจากพืชมีให้เลือกหลากหลาย คุณค่าทางอาหารก็หลากหลายกว่า ไม่ว่าจะเป็น นมถั่ว นมอัลมอนด์ นมข้าว มะพร้าว ฮาเซลนัท ทั้งนี้ยังรวมไปถึง กระแสสวัสดิการสัตว์ ซึ่งผู้บริโภคจำนวนมาก ไม่ต้องการทรมานสัตว์ อีกทั้ง นมจากพืช ยังมีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ในขณะที่การผลิต นมวัว สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมาก ทั้งการปล่อยก๊าซมีเทนสู่ชั้นบรรยากาศ การใช้น้ำอย่างฟุ่มเฟือย เป็นต้น นี่ยังไม่นับรวมจำนวนผู้แพ้นมวัว ที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ อีกด้วย ในกลุ่มประชากรรุ่นใหม่

-ก่อนหน้านี้ วงการไข่ไก่ของสหรัฐฯ อเมริกา ก็ต้องกระอักเลือด เมื่อ "ไข่ ที่ไม่ต้องมี ไก่" เริ่มเข้ามาทดแทนไข่จากไก่จริงๆ จนทำให้บริษัทไข่ไก่ยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ประสบภาวะขาดทุนหลายพันล้านบาท เป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 2017


.
อัพเดตความก้าวหน้าทางด้านเกษตรได้ทุกวัน กับ เพจเกษตรอัจฉริยะ ... https://www.facebook.com/smartfarmthailand/
Credit : Many Thanks to .....
- Data from https://www.fastcompany.com/90324853/dont-cry-but-milk-sales-plummeted-by-1-1-billion-last-year?mc_cid=6f3e9409e5&mc_eid=197d05a1de
- Data from https://www.dairyreporter.com/Article/2018/01/17/California-Dairies-closing-Los-Banos-plant?utm_source=newsletter_daily&utm_medium=email&utm_campaign=17-Jan-2018&c=huXCe7ePaPPdhvyxS%2Fw4%2FFYD%2FkC7QWDo&p2
- Data from http://www.onegreenplanet.org/news/california-daires-inc-shutting-hundred-year-old-plant/
- Data from http://www.onegreenplanet.org/news/cargill-finds-milk-drinkers-also-use-dairy-alternatives/
- Data from https://www.fastcompany.com/3067287/big-dairy-wants-plant-based-milk-to-stop-calling-itself-milk
- Picture from https://smartlifebites.com/plant-based-milk/
- Picture from https://www.foodnavigator-usa.com/Article/2017/09/01/FDA-too-busy-to-weigh-into-plant-milk-debate

28 มีนาคม 2562

ใครเก่ง เตรียมตัวเลย ! จีนเนรมิต ซิลิกอนวัลเลย์แห่งใหม่ ใกล้เมืองไทย รับคนเก่งอีกเพียบ



รัฐบาลปักกิ่ง กำลังเนรมิตพื้นที่ปากแม่น้ำเพิร์ล หรือแม่น้ำจูเจียง ซึ่งเป็นแหล่งรวมประชากรกว่า 70 ล้านคน ด้วยผลิตภาพมูลค่ากว่า 48 ล้านๆ บาท (คิดเป็น 3 เท่าของ GDP ประเทศไทย)  ครอบคลุมพื้นที่ ฮ่องกง มาเก๊า ซูไฮ่ เสินเจิ้น กวางโจว ให้เป็นมหานครแห่งความไฮเทค วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม ต้องการคนหนุ่มสาว เก่งๆ จำนวนมาก เข้าร่วมงาน ให้สิทธิพิเศษ ไม่ต้องจ่ายภาษีเงินได้บุคคล

- รัฐบาลจีน ได้อนุมัติแผนโครงการยักษ์ The Greater Bay Area พัฒนาพื้นที่ ฮ่องกง-มาเก๊า-ซูไฮ่-เสินเจิ้น-กวางโจว ให้เป็นมหานครวิทยาศาสตร์และไอที ใหญ่กว่า ย่านซิลิกอนวัลเลย์ในสหรัฐอเมริกา โดยจะเป็นทั้งย่านไอที นวัตกรรม ฟินเทค ที่เหมือนรวมแหล่งนวัตกรรมซิลิกอนวัลเลย์ ที่แคลิฟอร์เนีย กับ วอลล์สตรีท ที่นิวยอร์ค เอาไว้ในที่ๆ เดียว โดยจะบูรณาการโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ การเงิน การผลิต เทคโนโลยี ให้ผู้ประกอบการสามารถใช้ประโยชน์ได้เต็มที่แบบไม่มีกั๊ก เป็นตลาดเดียว

- จะเกิดฮับนวัตกรรม ที่สร้างงานใหม่ๆ จำนวนมากในบริเวณนี้ ตอนนี้ ฮ่องกงได้เปิด ช่องทางพิเศษ หรือ Fast Track ในการนำเข้าผู้มีความสามารถทางด้านต่างๆ ที่กำลังเป็นที่ต้องการ ได้แก่ ด้านปัญญาประดิษฐ์ วัสดุศาสตร์ ไบโอเทค ฟินเทค (เทคโนโลยีการเงิน) ความปลอดภัยทางไซเบอร์ วิทยาศาสตร์ข้อมูล หุ่นยนต์และออโตเมชั่น

- คนเก่งๆ จากต่างประเทศที่เข้ามาทำงานใน The Greater Bay Area จะได้รับสิทธิพิเศษทางภาษี ไม่ต้องจ่ายภาษีเงินได้บุคคล ซึ่งตอนนี้ ก็ทำให้สตาร์ทอัพหลายแห่งในสหรัฐอเมริกา มีความสนใจจะย้ายเข้าไปอยู่ที่นี่ครับ

- The Greater Bay Area มีพื้นที่ทั้งหมด 56,500 ตารางกิโลเมตร เล็กกว่าประเทศไทยเป็น 10 เท่า แต่มีประชากรพอๆ กับประเทศไทย ครอบคลุม 11 เมืองใหญ่ที่เป็นเมืองแห่งความเจริญด้านเทคโนโลยี และการเงิน

- รัฐบาลปักกิ่งได้ทุมทุนปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ไว้มากมาย เพื่อทำให้คนเกือบ 70 ล้านในบริเวณนั้น ไปมาหาสู่กันได้ง่ายขึ้นเยอะเลย ก่อให้เกิดการเคลื่อนตัวของประชากรไปมา มากมายอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ทั้งการก่อสร้างสะพานข้ามทะเลเชื่อมซูไฮ่-มาเก๊า กับฮ่องกง ความยาวกว่า 55 กิโลเมตร ซึ่งยาวที่สุดในโลกเลยทีเดียว การเตรียมก่อสร้างรันเวย์ที่ 4 ของสนามบินฮ่องกง เพื่อรองรับการเดินทางที่มากขึ้น การสร้างรถไฟความเร็วสูงเพื่อเชื่อมสนามบินเสินเจิ้น กับ ฮ่องกง

อีกหน่อย ซิลิกอนวัลเลย์ ก็มาใกล้เมืองไทยของเราแล้ว ต้องรีบเตรียมเด็กๆ ลูกหลานของเราให้สามารถรับประโยชน์ จากสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นครับพี่น้อง ใครมีความสามารถทางด้านนี้ เตรียมตัวให้พร้อมเลยครับ .. รีบฝึกภาษาอังกฤษ และ ภาษาจีน ครับ


.
อัพเดตความก้าวหน้าทางด้านเกษตรได้ทุกวัน กับ เพจเกษตรอัจฉริยะ ... https://www.facebook.com/smartfarmthailand/
Credit : Many Thanks to ....
- Data from https://www.bloomberg.com/news/articles/2019-03-16/china-to-lure-foreign-talent-for-new-high-tech-greater-bay-area
- Data from https://www.abc.net.au/news/2019-01-16/china-approves-plan-for-greater-bay-area-to-rival-silicon-valley/10715690?fbclid=IwAR37UPxECtvVD1yAwp8V4xB1q8dp01xiO-Dw5BgwwyGOeKI1VnNKiwFYZDw
- Data from https://www.reuters.com/article/us-greater-bay-china/china-provides-subsidies-to-lure-talent-to-greater-bay-area-idUSKCN1QX039
- Data from https://chinaeconomicreview.com/beijing-offers-tax-incentives-to-lure-talent-into-greater-bay-area/

26 มีนาคม 2562

เกษตรกรเตรียมตัว ! เอล นีโญ ส่งผลแล้งถึงเดือนมิถุนายน - มรสุมอ่อนกำลัง ปีนี้ฝนน้อย



หลังจากที่ภัยแล้งเล่นงานประเทศออสเตรเลียอย่างหนัก ในช่วงฤดูร้อนของซีกโลกใต้ที่ผ่านมา ส่งผลให้สินค้าเกษตรออสเตรเลียได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง .. วันนี้ เอล นีโญ ได้มาเยือนหลายๆ ประเทศแล้ว ฟิลิปปินส์ประกาศภาวะวิกฤตขาดแคลนน้ำในหลายๆ เมืองทั่วประเทศ และ หน้าร้อนที่กำลังจะมาเยือนประเทศไทยเรานี้ น่าจะเป็นปีที่สาหัสสำหรับคนไทยด้วยเช่นกัน โดยจะเป็นปีที่ทั้งแล้ง และ ร้อนเอาการปีหนึ่งเลยทีเดียว

- เอล นีโญ จะมีผลกระทบต่อระบบมรสุม จะทำให้ฝนตกน้อยลง ส่งผลให้เกิดภัยแล้งไปถึงเดือนมิถุนายน ถ้าแย่หน่อย อาจจะยาวไปถึงเดือน สิงหาคม ก็เป็นได้

- เอล นีโญ ได้เช้ามาเยือนฟิลิปปินส์แล้ว ส่งผลให้เกิดอากาศร้อนและแห้งทั่วประเทศ ในกรุงมะนิลา มีการประกาศเตือนเรื่องภาวะการขาดแคลนน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคแล้ว และเมืองอีก 11 เมืองทั่วประเทศประสบกับภาวะภัยแล้ง การผลิตข้าวในฟิลิปปินส์ปีนี้อาจจะพบกับหายนะเลยทีเดียว

- ที่รัฐซาราวัค ของมาเลเซีย บนเกาะบอร์เนีย ตอนนี้รับรู้ภัยแล้งกันแล้ว โดยมีการเตรียมพาหนะขนน้ำ ทั้งเฮลิคอปเตอร์ โดรน รถขนน้ำ ไว้พร้อมสู้ภัยแล้ง

- ตั้งแต่มีการบันทึกอุณหภูมิของโลกในปี ค.ศ. 1880 หรือเกือบ 140 ปีที่ผ่านมา พบว่าปีที่แล้วคือ ปี 2018 โลกร้อนมากที่สุดเลยครับ (ปี 2019 อาจจะร้อนกว่า ก็เป็นได้)🔥🔥🔥

- ปี 2015 เคยทุบสถิติร้อนที่สุด แต่ก็พ่ายแพ้ให้ปี 2016 และต่อมาก็พ่ายแพ้ให้ปี 2017 และ ตอนนี้ปี 2018 ทำลายทุกสถิติเลย .. รอชมผลงานของปี 2019 กันครับ ว่าจะทำลายสถิตือีกหรือไม่

- เมื่อเดือน ก.พ. 2562 ที่ผ่านมา อุณหภูมิของหลายๆ เมืองในประเทศอังกฤษ ได้พุ่งสูงไปถึง 20 องศาเซลเซียส ทั้งๆ ที่ปกติเดือนนี้ยังอยู่ในฤดูหนาวอยู่เลย .. ตอนนี้ ชาวอังกฤษจึงเกิดคำถามว่า แล้วถ้า หน้าร้อนจริงๆ มาแล้วจะเป็นอย่างไร



อัพเดตความก้าวหน้าทางด้านเกษตรได้ทุกวัน กับ เพจเกษตรอัจฉริยะ ... https://www.facebook.com/smartfarmthailand/
Credit : Many Thanks to .....
- Data from https://www.bloombergquint.com/global-economics/increased-chances-of-el-nino-is-a-concern-for-indian-monsoon-says-skymet#gs.22877f
- Data from https://english.manoramaonline.com/lifestyle/news/2019/03/18/el-nino-may-dversely-affect-monsoon.html
- Data from https://www.express.co.uk/news/weather/1092806/uk-summer-2019-long-range-forecast-will-summer-2019-be-hot-uk-weather-latest
- Data from https://www.nytimes.com/2019/02/26/world/europe/climate-change-hottest-day-uk.html
- Data from https://www.thestar.com.my/news/nation/2019/03/26/sarawak-says-all-ready-for-dry-el-nino-weather/
- Data from https://news.mb.com.ph/2019/03/25/el-nino-death-of-the-rice-industry/

13 มีนาคม 2562

โลกในยุคปรับตัว ! ยุคมหา'ลัยร้าง อาจารย์จะตกงาน - วันนี้ คุณเรียนรู้ทักษะใหม่หรือยัง ?


ในภาพอาจจะมี 3 คน, ผู้คนกำลังนั่ง, รองเท้า, ตาราง และสถานที่ในร่ม

โลกแห่ง Disruption กำลังทำลายล้างทุกวงการครับ การค้า อุตสาหกรรมการผลิต เกษตร การเงิน การศึกษา บันเทิง

แจ๊ค หม่า เคยบอกว่า ต่อไปปริญญาจะมีค่าเพียงใบเสร็จรับเงิน เพื่อบอกว่าเราจ่ายไปเท่าไหร่ เพื่อให้ได้ปริญญานั้นมา .. โลกในยุคปัญญาประดิษฐ์ เราจะมีงานทำหรือไม่ ก็อยู่ที่ทักษะ ความสามารถต่างๆ ของเรา โดยเฉพาะพวก Soft Skills หรือ ทักษะที่ไม่ได้สอนในห้องเรียน

เมื่อก่อน --> ความรุ่งเรื่องในอาชีพนั้น วัดกันที่ใครทำงานกับผู้ใหญ่ได้มากกว่า ก็จะมีเส้นทางอาชีพที่ผู้ใหญ่วางหมากให้

เดี๋ยวนี้ ----> ความก้าวหน้าในอาชีพ วัดกันที่ใครทำงานกับ เด็กรุ่นใหม่ได้มากกว่า เพราะ เส้นทางอาชีพ เราขีดเขียนได้เอง .. การทำงานร่วมกับเด็กๆ มีโอกาสปรับตัวเข้ากับยุคแห่ง Digital Disruption ได้มากกว่า

ในภาพอาจจะมี 5 คน, ผู้คนกำลังยืน

ในยุคหน้า ปัญญาประดิษฐ์ หุ่นยนต์ ออโตเมชั่น จะเข้ามาแทนที่มนุษย์มากขึ้นเรื่อยๆ งานในยุคต่อไปจะแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ครับ

(1) งานล้ำสมัย เป็นงานที่มีอนาคต มีการเติบโต รายได้ดี เช่น เกษตรกรผู้ปลูกผักแนวดิ่ง นักวิทยาศาสตร์เซนเซอร์ นักพัฒนาหุ่นยนต์ นักการแพทย์นาโน วิศวกรไอโอที วิศวกรเกมส์ นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล

(2) งานทันสมัย เป็นงานที่ยังมีให้ทำ แต่ก็เสี่ยงจะตกงานได้ตลอดเวลา เช่น นักพัฒนาแอพพลิเคชั่น นักวิเคราะห์ข้อมูล นักพัฒนาเว็บไซต์ วิศวกรอินเทอร์เน็ต เป็นต้น

(3) งานล้าสมัย เป็นงานที่จะหายไปจากโลก ถ้าไม่หายไปก็เป็นงานที่หาคนทำยาก เพราะงานไม่ท้าทาย เช่น เสมียน นักบัญชี บุคลากรทางการแพทย์ นักจุลชีววิทยา งานคลัง งานพัสดุ เป็นต้น

ในภาพอาจจะมี 1 คน, ฝูงชน

หมดยุค "งานที่มั่นคง" แล้วครับ แม้แต่อาชีพ อาจารย์มหาวิทยาลัยก็ไม่มั่นคง ตอนนี้หลายๆ มหาวิทยาลัยเริ่มลดจำนวนอาจารย์ลงแล้วครับ จากแนวโน้มที่เด็กเข้าเรียนมหาวิทยาลัย น้อยลงไปเรื่อยๆ จึงกลายเป็นว่า ณ วันนี้ เรามีอาจารย์มหาวิทยาลัยมากเกินไป จึงจำเป็นต้องลดจำนวนลง .. ดังนั้น คนจบปริญญาเอกในอนาคต ไม่ว่าจะจบจากมหาวิทยาลัยระดับท็อปของโลกแค่ไหน จะเป็น ฮาร์วาร์ด เอ็มไอที อ็อกฟอร์ด เคมบริดจ์ ก็มีสิทธิ์ตกงานได้หมดครับ เพราะตำแหน่งอาจารย์ในมหาวิทยาลัย แทบไม่มีแล้ว

คุณค่าของงานในอนาคตจะเคลื่อนย้ายจากโลกที่เป็นรูปธรรม (Physical World) ไปสู่โลกที่เป็นนามธรรม (Cyber World) .. วันนี้ คุณได้เตรียมพร้อมทักษะใหม่ๆ เพื่ออยู่ในโลกอนาคตหรือยัง ?

Jobs Upskill Route Digital Technologies

Credit : Many Thanks to ....
- Picture from https://tarrysingh.com/artificial-intelligence-job-market/

26 กุมภาพันธ์ 2562

ถึงคราวประมงยุคเก่า ถูกล้มล้าง ! กระชังหุ่นยนต์ ปัญญาประดิษฐ์เข้าแทนที่ ลอยเต็มทะเล


ในยุคแห่งดิสรัปชัน (Disruption) ทุกสิ่งอย่างเปลี่ยนแปลงอย่างเร็วมาก ใครยังทำอะไรแบบเดิมๆ วันนี้จะหาที่ยืนได้ยากขึ้นเรื่อยๆ ครับ .. ในอุตสาหกรรมประมงเองก็กำลังจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จากยุคเรือประมงหาปลา ไปสู่ยุคกระชังเลี้ยงปลาหุ่นยนต์

จำได้ไหมครับ ข่าวที่บริษัทเลี้ยงปลาแซลมอนในนอร์เวย์ มาจ้างเมืองจีนให้สร้างกระชังหุ่นยนต์เลี้ยงปลาขนาดยักษ์ ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 110 เมตร สูงกว่า 70 เมตร มีปริมาตรในการเลี้ยงได้มากถึง 250,000 ลูกบาศก์เมตร สร้างเสร็จแล้วก็ใช้เรือลากจูงขนาดใหญ่ ลากข้ามน้ำข้ามทะเล หลายพันกิโลเมตรไปส่งที่ประเทศนอร์เวย์ ปรากฎว่าใช้ดิบใช้ดีมาก .. เมืองจีน เลยบอกว่า ไม่ได้แล้ว เราก็จะต้องทำใช้เองบ้าง (โดยการ copy จากสิ่งที่ฝรั่งมาจ้างทำ นั่นแหล่ะครับ) โดยมีแผนจะสร้างนิคมเลี้ยงปลาที่ใช้ฝูงกระชังยักษ์ แถวๆ นอกชายฝั่ง เกาะไห่หนาน หรือ ที่คนไทยเรียกว่า เกาะไหหลำ ... อีกทั้งยังมีแนวคิดจะเลี้ยงปลาแซลมอน แถวๆ นอกชายฝั่งเมืองชิงเต่า ที่อยู่ทางตอนเหนือ อีกด้วย


ตอนนี้เทรนด์นี้ กำลังระบาดไปทั่วโลกแล้วครับ .. ต่อไปเราจะได้เห็น อาณาจักรการเลี้ยงปลาด้วยฝูงกระชังหุ่นยนต์ ที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ ในการดูแลปลา ที่อาจจะมา Disrupt หรือ ล้มล้างอุตสาหกรรมประมงยุคเก่า ก็เป็นได้ ?!?!

มนุษย์โลกเราบริโภคปลาปีละ 167 ล้านตัน (ข้อมูล FAO ค.ศ. 2014) เป็นปลาที่จับจากแหล่งน้ำธรรมชาติ 93 ล้านตัน เพาะเลี้ยงจำนวน 74 ล้านตัน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งตั้งแต่ปี ค.ศ. 1995 เราสามารถจับปลาในแหล่งน้ำธรรมชาติได้ปีละ 90 กว่าล้านตันนี้มาตลอด ประมาณ 25 ปีมาแล้วก็ไม่เคยจับได้เพิ่มขึ้นกว่านี้อีกเลย นั่นแสดงให้เห็นว่า อนาคตของสัตว์น้ำ อนาคตของอาหารทะเล ขึ้นอยู่กับการเพาะเลี้ยงอย่างแน่นอน โดยเฉพาะการเพาะเลี้ยงนอกชายฝั่ง คือ เลี้ยงในทะเลเปิด !!


เทคโนโลยีหุ่นยนต์กระชังเลี้ยงปลาที่จีนสร้างขึ้นมานี้ มีระบบเซนเซอร์ตรวจวัดในกระชังกว่า 20,000 เซนเซอร์ สามารถทำให้ลอยเท้งเต้งในทะเลเปิด โดยจะลอยไปลอยมาเพื่อให้ปลาได้รู้สึกเหมือนกับว่ายน้ำจริงๆ หรืออาจจะฝังสมอเพื่อให้มันลอยในบริเวณที่ควบคุม โดยเจ้ากระชังนี้จะมีระบบอัตโนมัติในการให้อาหาร และดูแลสภาพแวดล้อมในการเลี้ยง เฝ้ามองการเจริญเติบโตของปลา และยังสามารถกำจัดปลาที่ตายในกระชังออกไปด้วย โดยกระชังบางชนิด มีระบบเฝ้าระวัง สามารถเคลื่อนที่หลบพายุ ไปยังบริเวณที่ปลอดภัยได้ด้วย มันมีความกว้างถึง 110 เมตร สูง 80 เมตร มีความจุ 250,000 ลูกบาศก์เมตร สามารถเลี้ยงปลาแซลมอนได้ 1.5 ล้านตัว ในเวลา 14 เดือน สำหรับเลี้ยงในเขตน้ำเย็นทางตอนเหนือของจีน .. ส่วนปลาที่จะเลี้ยงแถวทะเลจีนใต้นั้น ยังไม่ทราบว่าเป็นปลาอะไรนะครับ

ว่ากันว่า การลงทุนครั้งนี้ จะทำให้เกิดรายได้มากถึง 100,000 ล้านบาท และสร้างงานใหม่ในห่วงโซ่มูลค่าใหม่อันนี้ได้ 10,000 ตำแหน่ง

และที่น่าตกใจไปกว่านั้นก็คือ กระทรวงเกษตรของจีน มีเป้าหมายจะสร้างนิคมเลี้ยงปลาในทะเล ขึ้นมาให้ได้ 178 แห่ง ภายในปี ค.ศ. 2025 ซึ่งจะทำให้จีนสามารถผลิตอาหารทะเลได้จำนวนมาก แข่งกับอุตสาหกรรมประมงแบบเดิม

ถ้าวันนั้นมาถึง ... อุตสาหกรรมประมงยุคเก่า ก็ถึงคราวถูก Disrupted อย่างแน่นอน !!


อัพเดตความก้าวหน้าทางด้านเกษตรได้ทุกวัน กับ เพจเกษตรอัจฉริยะ ... https://www.facebook.com/smartfarmthailand/
Credit : Many Thanks to ....
- Data from https://www.yicaiglobal.com/news/hainan-will-build-china’s-first-smart-high-seas-deep-water-fish-farm
- Data from http://www.xinhuanet.com/english/2018-04/12/c_137106802.htm
- Data from https://www.nextbigfuture.com/2018/05/china-will-start-using-huge-deep-sea-fish-farming-cages-for-1500-tons-of-salmon-per-season-per-cage.html
- Data from http://www.scmp.com/news/china/society/article/2144819/chinese-fish-farm-tests-deep-sea-waters-worlds-biggest-salmon
- Data from http://www.chinadaily.com.cn/world/cn_eu/2017-06/05/content_29611484.htm
- Data from https://www.undercurrentnews.com/2018/04/18/chinese-consortium-signs-deal-for-1bn-offshore-super-fish-farm-project/
- Data from https://www.undercurrentnews.com/2018/12/07/in-pictures-chinas-offshore-pen-designs/

09 กุมภาพันธ์ 2562

สมัครด่วน ! 7 สายงานด้านกัญชา ที่โลกต้องการ


อุตสาหกรรมกัญชา กำลังเติบโตแบบก้าวกระโดดในอเมริกาเหนือ ไปเป็นอุตสาหกรรมมูลค่าหลายล้านๆ บาทในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ทำให้ตำแหน่งงานทางด้านนี้ เปิดรับผู้สมัครใหม่จำนวนมาก ในปีที่แล้ว จำนวนตำแหน่งงานที่เปิดรับสมัครเติบโตกว่า 690% และคาดว่าปีนี้ จะเติบโตได้อีก 220%

มาดูกันนะครับว่า ตำแหน่งที่เป็นที่ต้องการตอนนี้ มีอะไรกันบ้าง

(1) พนักงานขายหน้าร้าน ตอนนี้เป็นที่ต้องการมากที่สุด ต้องเป็นคนที่มีความรัก ความสนใจในกัญชาอย่างแท้จริง เรียกว่าเป็นแฟนพันธุ์แท้กัญชา มีความรู้ความเข้าใจ ในเรื่องกัญชา เพื่อที่จะอธิบายลูกค้าเวลามาซื้อกัญชาไปใช้นั่นเองครับ

(2) นักวิทยาศาสตร์กัญชา ผู้ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมคุณภาพกัญชา ไม่ว่าจะเป็นการหาสารปนเปื้อนในกัญชา ยาฆ่าแมลง จำนวนสารออกฤทธิ์ต่างๆ เพื่อให้ถูกต้องและเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด เรียกว่า ถ้าเรียนด้านนี้มา คุณคือทรัพยากรอันมีค่าในอุตสาหกรรมนี้จริงๆ นะ


(3) แบรนด์แอมบาสเดอร์ ผู้ที่จะสร้างความสนใจของสินค้าให้เป็นที่รู้จัก และอยากเข้ามาเป็นลูกค้า หรือ สาวก เนื่องจากสินค้าประเภทนี้ ไม่สามารถโฆษณาได้แบบปกติเหมือนสินค้าทั่วไป จึงต้องหาช่องทางโฆษณาที่แตกต่างไป ตัว Influencer จึงมีความสำคัญมากจ้า

(4) ผู้อำนวยการสกัดสารกัญชา ซึ่งเป็นผู้ดูแลควบคุมการสกัดสารกัญชา รู้ว่าต้องออกแบบยังไง สร้างแลปยังไง รวมทั้งหาเจ้าหน้าที่แลปเข้ามาทำงานด้วย


(5) เจ้าหน้าที่ตัดแต่งกิ่งและเก็บเกี่ยวกัญชา ตำแหน่งนี้ ก็ต้องเชี่ยวชาญนะ เพราะงานนี้ต้องมีความระมัดระวังสูง ต้องมีความรู้ทางด้านสรีรวิทยาของพืชอีกด้วย งานนี้ เขาให้ค่าตอบแทนกันตามน้ำหนักของผลผลิต กันเลยทีเดียว

(6) ผู้จัดการฝ่ายกฎระเบียบ มีหน้าที่ดูแลกิจกรรมต่างๆ ในบริษัทให้เป็นไปตามกฎระเบียบที่รัฐควบคุม เพื่อลดความเสี่ยงที่จะผิดกฎหมาย ตั้งแต่เรื่องการเพาะปลูก การสกัดสาร การควบคุมคุณภาพ การส่งสินค้า การขายหน้าร้าน และอื่นๆ ครับ

(7) คนส่งสินค้า ตอนนี้ต้องการมากๆ เพราะคนที่จะทำหน้าที่นี้ได้ ไม่ใช่มีใบขับขี่กับมีรถ ก็ทำได้เลยนะ ต้องมีความรู้เรื่องกัญชา ข้อควรระวัง กฎระเบียบและข้อกำหนดต่างๆ ในการขนส่งสินค้าประเภทนี้

รู้ยังงี้แล้ว .. รีบไปสมัครกันได้เลยนะคร้าบพี่น้อง !!




อัพเดตความก้าวหน้าทางด้านเกษตรได้ทุกวัน กับ เพจเกษตรอัจฉริยะ ... https://www.facebook.com/smartfarmthailand/
Credit : Many Thanks to .....
- Data from https://www.leafly.com/news/industry/characteristics-reputable-cannabis-dispensary
- Data from http://fortune.com/2019/01/31/change-jobs-cannabis-industry/

05 มกราคม 2562

เนเธอร์แลนด์ - เกษตรกรรมแบบทำน้อยได้มาก พื้นที่ปลูกน้อย แต่รวยกว่า


ประเทศเล็กๆ อย่างเนเธอร์แลนด์ แต่ส่งออกสินค้าเกษตร เป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากสหรัฐอเมริกา .. ประเทศแห่งโรงเรือนและเทคโนโลยีเกษตรล้ำหน้าแห่งนี้ กำลังมองอนาคตตัวเอง เพื่อไปสู่เกษตรยั่งยืน เน้นกระจายชนิดการปลูก การเพิ่มมูลค่า หาตลาดใหม่ให้เกษตรกร ส่งเสริมขายตรง และมุ่งสู่พืขสมุนไพร

– ประเทศเนเธอร์แลนด์ มีพื้นที่เกษตรกรรมในโรงเรือน ต่อ พื้นที่ทั้งหมด สูงมากที่สุดในโลก ซึ่งก็ทำให้สามารถผลิตสินค้าเกษตรที่มีมูลค่าสูง เช่น ผัก ผลไม้ ดอกไม้ ได้ตลอดทั้งปี และมีผลผลิตต่อพื้นที่ค่อนข้างสูงมาก

– แม้แต่ไร่มัน เขาก็ใช้ “เกษตรแม่นยำสูง” หรือ Precision Farming มาช่วยดูแลการผลิต มีการใช้โดรนเก็บข้อมูล ค่าเคมีของดิน ปริมาณน้ำ สารอาหาร และการเจริญเติบโตของพืชอย่างละเอียด โดยวัดพัฒนาการของพืชเป็นรายต้น ลงไปจนถึงมันฝรั่งแต่ละหัว ผลผลิตโดยเฉลี่ยของมันฝรั่งรวมทั่วโลกอยู่ที่ราว 20 ตันต่อไร่ ทว่าไร่ของเกษตรเนเธอร์แลนด์ผลิตได้มากกว่า 47 ตันต่อไร่


– การทำเกษตรของเนเธอร์แลนด์ ไม่ได้มีแค่ในพื้นที่เปิดกลางแจ้ง หรือ ในโรงเรือนแบบกรีนเฮ้าส์ เท่านั้น … แต่ยังไปทำในอาคารแบบ Plant Factory บนหลังคา หรือแม้แต่ในห้างสรรพสินค้าก็ยังมีการปลูกผัก .. เนเธอร์แลนด์ยังมีบริษัทผู้ผลิตหลอดไฟ LED รายใหญ่สำหรับใช้ในการปลูกพืช

– ย้อนหลังไปเกือบ 20 ปีก่อน ชาวดัตช์ทั่วประเทศเห็นพ้องต้องกันที่จะยึดวิถีเกษตรยั่งยืน ภายใต้คำขวัญรณรงค์ว่า “ผลิตอาหารให้ได้เพิ่มขึ้นสองเท่า โดยใช้ทรัพยากรเพียงครึ่งเดียว” นับจากปี 2000 เป็นต้นมา เกษตรกรประเทศนี้ ลดการพึ่งพาน้ำในการปลูกพืชไร่สำคัญหลายชนิดลงได้มากถึงร้อยละ 90 พวกเขาสามารถเลิกการใช้ยาฆ่าแมลง ในโรงเพาะปลูกออกไปได้แทบทั้งหมด และนับจากปี 2009 เป็นต้นมา ผู้ผลิตสัตว์ปีกและปศุสัตว์ก็สามารถลดการใช้ยาปฏิชีวนะลงได้มากถึงร้อยละ 60

– เนเธอร์แลนด์เป็นประเทศขนาดเล็กที่มีประชากรหนาแน่น โดยมีประชากรอาศัยอยู่มากกว่า 500 คนต่อตารางกิโลเมตร และแทบไม่มีทรัพยากรทุกอย่างที่เชื่อกันมานานว่าจำเป็นต่อระบบเกษตรกรรมขนาดใหญ่ กระนั้น เนเธอร์แลนด์กลับเป็นผู้ส่งออกอาหารมากที่สุดเป็นอันดับสองของโลกเมื่อวัดจากมูลค่า โดยเป็นรองแต่เพียงสหรัฐฯ ซึ่งมีผืนดินมากกว่าถึง 270 เท่า ชาวดัตช์ทำเช่นนั้นได้อย่างไร

– ผืนดินมากกว่าครึ่งหนึ่งของเนเธอร์แลนด์ใช้เพื่อกิจกรรมการเกษตรและการปลูกพืชสวน ทิวแถวของสิ่งที่ดูเหมือนแผงกระจกเงาขนาดใหญ่ยักษ์ทอดยาวไปตามเขตชนบท บานกระจกเหล่านี้คือหมู่อาคารเรือนกระจก (greenhouse) ไม่ธรรมดาของเนเธอร์แลนด์ บางแห่งกินพื้นที่ถึงกว่า 400 ไร่ นอกจากนี้ ชาวดัตช์เป็นผู้ส่งออกมันฝรั่งและหอมใหญ่เป็นอันดับหนึ่ง และเป็นผู้ส่งออกพืชผักโดยรวมเป็นอันดับสองในเชิงมูลค่า กว่าหนึ่งในสามของปริมาณการค้าเมล็ดพันธุ์ผักทั่วโลกมีแหล่งที่มาจากเนเธอร์แลนด์

- อนาคตของเกษตรเนเธอร์แลนด์ อยู่บนพื้นฐานของ 9 แนวคิด คือ
(1) รักษาความเป็นผู้นำองค์ความรู้ด้านการเกษตร 
(2) การจัดการดินที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น (ผ่านการศึกษาการใช้แร่ธาตุในดิน และการศึกษาห่วงโซ่ระหว่าง ดิน พืช สัตว์ ปุ๋ย)
(3) เน้นการ optimization มากกว่าการ maximization บนสินค้าประเภทเดียว
(4) สนับสนุนการสร้างรายได้ของชาวนาผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่นการเพิ่มมูลค่าสินค้า (ผลิตชีสจากนม ก๊าซจากมูลสัตว์ การเปิดร้านขายสินค้า การจัดกิจกรรมเพื่อเด็กและสันทนาการสำหรับบุคคลต่าง ๆ )
(5) ให้ความสำคัญต่อการขายตรง และความเชื่อมต่อระหว่างเมืองและชนบท
(6) ให้คุณค่าต่อความเชื่อมโยงระหว่างชาวนาและสิ่งแวดล้อม
(7) การให้ความสำคัญต่อสายพันธุ์ท้องถิ่น ความหลากหลายทางพันธุกรรม และการเพาะพันธุ์ที่ไม่เน้นใช้ประโยชน์ด้านใดด้านหนึ่ง
(8) ความเชื่อมต่อระหว่างสัตว์และการเกษตรกรรม
(9) ให้ความสำคัญกับพืชสมุนไพร


อัพเดตความก้าวหน้าทางด้านเกษตรได้ทุกวัน กับ เพจเกษตรอัจฉริยะ ... https://www.facebook.com/smartfarmthailand/
Credit : Many Thanks to .....
- Data and Pictures from https://www.nationalgeographic.com/magazine/2017/09/holland-agriculture-sustainable-farming/
- Data from https://www.thairath.co.th/content/1063559

11 พฤศจิกายน 2561

กระแสซูเปอร์มาร์เก็ตปลูกผักเองในห้าง มาแน่ .. แนะ เกษตรกรรีบปรับตัวด่วน !!


ธุรกิจในยุคแห่งดิสรัปชั่น (Disruption) ไม่มีอาชีพไหนมั่นคง หรือ ไม่ต้องการปรับตัว .. ห้างค้าปลีก ซูเปอร์มาร์เก็ต ก็ต้องปรับตัว และนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาอัพเกรดตัวเองอยู่เรื่อยๆ ครับ ซึ่งนอกจากซูเปอร์มาร์เก็ตจะนำเรื่อง อี-คอมเมิร์ซ ให้ลูกค้าสั่งของออนไลน์ มีบริการส่งสินค้าถึงบ้าน มีการนำระบบอัตโนมัติ การประหยัดพลังงานด้วยการติดตั้งโซลาร์เซลล์ เข้ามาใช้มากขึ้นเรื่อยๆ แล้ว ... ยังมีกระแสที่ห้างเหล่านั้น จะเริ่มปลูกพืชผักเพื่อขายหรือใช้เองในห้างมากขึ้นเรื่อยๆ

ล่าสุด ! สตาร์ทอัพปลูกผักในร่มที่ชื่อว่า InFarm ซึ่งเป็นสตาร์ทอัพสัญชาติเยอรมัน ได้ร่วมกับห้างค้าปลีก Metro ของฝรั่งเศส เพื่อติดตั้งโรงงานปลูกพืชผักในร่มในห้างค้าปลีกสาขาต่างๆ ทั่วนครปารีส .. หลังจากประสบความสำเร็จในประเทศเยอรมัน ซึ่งปัจจุบันนี้ ซูเปอร์มาร์เก็ตในนครเบอร์ลินจำนวน 50 แห่ง ได้หันมาใช้ระบบปลูกผักแบบนี้ ในห้างของตัวเองกันแล้ว และเป็นที่พึงพอใจทั้งตัวห้างเอง และ ลูกค้าที่มาซื้อผัก เนื่องจากจะได้ผักใหม่ๆ สดๆ สะอาดปลอดภัย ระบบปลูกผักในห้างนี้ สามารถดูแลตัวเองได้ โดยแทบจะไม่ต้องใช้คนดูแลอีกเลยหลังจากนำมาปลูกในระบบแล้ว ซึ่งจะมีเซนเซอร์ต่างๆ คอยเก็บข้อมูล และเฝ้ามอง



หลังจากประสบความสำเร็จในการขยายฟาร์มปลูกผักในห้างที่ นครปารีส แล้ว ทางบริษัทวางแผนจะรุกคืบต่อไปที่ นครซูริค ของสวิตเซอร์แลนด์ และ นครลอนดอน ของอังกฤษ

ทั้งนี้ InFarm ได้เงินช่วยเหลือจากรัฐบาลสหภาพยุโรปจำนวน 2.5 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 80 ล้านบาท เพื่อนำไปใช้ในการทำการวิจัยและพัฒนาระบบปลูกพืชผักในร่ม และล่าสุดเพิ่งได้เงิน 25 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 800 ล้านบาท จากกองทุนร่วมลงทุนของเอกชน เพื่อที่จะขยายระบบปลูกไปยัง ซูเปอร์มาร์เก็ต ต่างๆ ทั่วยุโรปให้ครบ 1,000 แห่ง ภายในปี ค.ศ. 2019

ถ้าการปลูกพืชผักในร่มขยายสเกลไปทั่วยุโรป ก็อาจจะมีผลต่อการส่งออกพืชผักจากประเทศไทยไปยุโรป ก็เป็นได้ ?!?

การที่ห้างค้าปลีก หันมาปลูกพืชเอง จะทำให้ห่วงโซ่มูลค่าจากเดิมที่ยาวๆ สั้นลงอย่างมากเลยครับพี่น้อง ... เหมือนรถยนต์ไฟฟ้า ที่มีห่วงโซ่มูลค่าสั้นลง เพราะใช้จำนวนชิ้นส่วนน้อยลงมาก ... ยุคต่อไป เราจะเห็นแบบนี้มากขึ้น ทั้งการผลิตสินค้าและอาหาร ที่ห่วงโซ่มูลค่าจะสั้นลง และเป็นการผลิตใกล้ผู้บริโภคมากขึ้น (Local Foods, Local Products)




ก่อนหน้านี้ ห้างทาร์เก็ต (Target) ในสหรัฐอเมริกา ได้เริ่มทดลองปลูกผักในห้างเอง ตั้งแต่ต้นปี ค.ศ. 2017 โดยเริ่มต้นปลูก มันฝรั่ง บีทรูท ซุคคินี พริกไทย และมะเขือเทศสายพันธ์หายาก และทยอยขยายจำนวนสาขา และ จำนวนชนิดของพืชผักที่ปลูกไปเรื่อยๆ เช่น จะเพิ่มการผลิตพืชที่เป็นไม้ผล มากขึ้นเรื่อยๆ

ต่อมา ห้างค้าปลีก Whole Foods ซึ่งมีมหาเศรษฐีเจ้าของเว็บไซต์ อี-คอมเมิร์ซ ชื่อดังยี่ห้อ Amazon เป็นเจ้าของ ก็ประกาศแผนจะเปิดโรงงานปลูกพืชผัก (Plenty) ในเมืองจีนจำนวนกว่า 300 แห่ง เน้นการส่งขายที่ซูเปอร์มาร์เก็ต

เห็นได้เลยว่า ในอนาคตอีกไม่นาน เกษตรกรผู้ปลูกผักจะต้องปรับตัวครั้งใหญ่แล้วครับ !!
.
อัพเดตความก้าวหน้าทางด้านเกษตรได้ทุกวัน กับ เพจเกษตรอัจฉริยะ ... https://www.facebook.com/smartfarmthailand/
Credit : Many Thanks to ....
- Data from https://techcrunch.com/2018/11/08/infarm-paris/
- Data from https://thespoon.tech/food-tech-news-grocery-goes-electric-green-and-voice-enabled/
- Data from http://www.freshplaza.com/article/189188/Infarm-expands-to-1,000-farms-in-Europe-with-25M-investment

20 กรกฎาคม 2561

จีนสร้างอภิมหาโรงเรือนในทะเลทรายให้อียิปต์ 3,000 โรง เปลี่ยนอียิปต์สู่ประเทศเกษตรใหม่




อนาคตมาไวกว่าที่คิด ! ประเทศทะเลทราย กลายเป็นประเทศเกษตรกรรม

ก่อนหน้านี้ ผมได้รายงานความคืบหน้าอย่างสม่ำเสมอ ที่ประเทศทะเลทรายพยายามผลิตอาหารเอง ไม่ว่าจะเป็นอาหรับทำฟาร์มสตรอเบอรีในตู้คอนเทนเนอร์ การสร้างโรงงานปลูกพืชผัก (Plant Factory) เพื่อผลิตผักส่งร้านอาหาร ภัตตาคาร ซูเปอร์มาร์เก็ต แทนการนำเข้า ... ไปจนกระทั่ง ถึงการนำข้าวพันธุ์น้ำทะเลของจีนมาปลูกในทะเลทราย แล้วเลี้ยงด้วยน้ำทะเล

วันนี้ ขอรายงานความคืบหน้าโครงการก่อสร้างอภิมหาโรงเรือนในประเทศอียิปต์ครับ ซึ่งมีการทำสัญญาเมื่อปีที่แล้ว และขณะนี้อยู่ในระหว่างการก่อสร้างครับ โดยบริษัทก่อสร้างของจีนกว่า 80 บริษัทได้เข้าร่วมในการก่อสร้างครั้งนี้ นับเป็นความชาญฉลาดของจีน ที่คิดทำโครงการนี้ ซึ่งทำให้ช่วยระบายเหล็กจำนวนมหาศาล จากอุตสาหกรรมก่อสร้างในจีนที่กำลังชะลอตัวลง ทำให้เหล็กที่จีนผลิตได้มากมาย ส่งไปใช้ในแอฟริกา ทั้งใช้สร้างโรงเรือนเกษตร ทางรถไฟต่างๆ ที่จีนไปก่อสร้างกึ่งช่วยเหลือ



ภาพ - ชิ้นส่วนต่างๆ ในการสร้างโรงเรือน ถูกขนส่งจากเมืองจีน ซึ่งเร่งทำงานกันทั้งวันทั้งคืน


มาดูรายละเอียดคร่าวๆ ของโครงการก่อสร้างโรงเรือนของอียิปต์ ครั้งนี้กันนะครับ

- จำนวนโรงเรือนที่จะก่อสร้างครั้งนี้ มีจำนวน 3,000 โรงเรือน ครอบคลุมพื้นที่ 30 ตารางกิโลเมตร
- มีบริษัทผู้ผลิตของจีน เข้าร่วมกว่า 80 บริษัท ทุกบริษัทต่างเร่งผลิตชิ้นส่วนต่างๆ 24 ชั่วโมง .. ตามสไตล์จีนหล่ะครับ ต้องทำเสร็จให้เร็วๆ ปีนี้ได้ใช้
- โครงการนี้ เป็นไปตามข้อตกลงระหว่างรัฐบาลอียิปต์ กับ บริษัทจีน มูลค่า 400 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ มากกว่า 13,000 ล้านบาท
- จะมีการสร้างคลองส่งน้ำจากแม่น้ำไนล์ เข้ามาพื้นที่โรงเรือน
- โรงเรือนจะใช้เพาะปลูกพืชหลากชนิด ที่เป็นที่ต้องการของตลาด เช่น มะเขือเทศ แตงกว่า มะเขือม่วง พริกหวาน เป็นต้น

อาจจะมีคนมองว่า การปลูกพืชในโรงเรือนต้องใช้พลังงานมากมาย เพื่อมาปรับสภาพแวดล้อมในการเพาะปลูก ซึ่งขณะนี้ อียิปต์มีโครงการก่อสร้างโซลาฟาร์มจำนวนมาก ซึ่งจะทำให้สามารถผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้ในการเกษตรได้เหลือเฟือ

เราอาจจะได้เห็น อียิปต์ กลายเป็นประเทศเกษตรในอนาคต ก็เป็นได้ !!


.
อัพเดตความก้าวหน้าทางด้านเกษตรได้ทุกวัน กับ เพจเกษตรอัจฉริยะ ... https://www.facebook.com/smartfarmthailand/
Credit : Many Thanks to .....
- Data and Pictures from https://news.cgtn.com/news/7855444f7a677a6333566d54/share_p.html
- Data from http://www.ytdrintl.com/news/big-newsyuantais-offering-70000-tons-steel-pipes-for-the-largest-greenhouses-for-egypt
- Data from http://pty.52hrtt.com/web/news_info.do?id=D1517391246038
- Data from http://www.egyptindependent.com/egypt-builds-worlds-largest-solar-park/

14 พฤษภาคม 2561

คู่แข่งเกษตรกรมาแล้ว ! ซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วโลกทยอยปลูกผักเอง .. ยุโรปเตรียมขยายให้ครบ 1,000 แห่งในปีหน้า



กระแสทำฟาร์มในร่มมาแรง .. ห้างค้าปลีก ซูเปอร์มาร์เก็ต ภัตตาคาร โรงแรม ทั่วโลก มุ่งใช้ระบบปลูกผักในร่ม ผลิตผักใช้เอง

เรื่องที่ซูเปอร์มาร์เก็ตทั้งในสหรัฐฯ และ ในยุโรป มีแผนที่จะทำการปลูกผักในห้างเอง เราคงเคยได้ยินเรื่องนี้มาสักพักแล้วนะครับ .. ก่อนหน้านี้ ห้างทาร์เก็ต (Target)ในสหรัฐอเมริกา ได้เริ่มทดลองปลูกผักในห้างเอง ตั้งแต่ต้นปี ค.ศ. 2017 โดยเริ่มต้นปลูก มันฝรั่ง บีทรูท ซุคคินี พริกไทย และมะเขือเทศสายพันธ์หายาก และทยอยขยายจำนวนสาขา และ จำนวนชนิดของพืชผักที่ปลูกไปเรื่อยๆ เช่น จะเพิ่มการผลิตพืชที่เป็นไม้ผล มากขึ้นเรื่อยๆ
.
ต่อมา ห้างค้าปลีก Whole Foods ซึ่งมีมหาเศรษฐีเจ้าของเว็บไซต์ อี-คอมเมิร์ซ ชื่อดังยี่ห้อ Amazon เป็นเจ้าของ ก็ประกาศแผนจะเปิดโรงงานปลูกพืชผัก (Plenty) ในเมืองจีนจำนวนกว่า 300 แห่ง เน้นการส่งขายที่ซูเปอร์มาร์เก็ต
.


ข้ามฝากมาที่ยุโรปครับ ซึ่งมีสตาร์ทอัพปลูกผักที่ชื่อว่า InFarm ข่าวล่าสุดนั้น บริษัทสตาร์ทอัพแห่งนี้ได้เงินช่วยเหลือจากรัฐบาลยุโรปจำนวน 2.5 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 80 ล้านบาท เพื่อนำไปใช้ในการทำการวิจัยและพัฒนา และล่าสุดเพิ่งได้เงิน 25 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 800 ล้านบาท จากกองทุนร่วมลงทุนของเอกชน เพื่อที่จะขยายระบบปลูกไปยัง ซูเปอร์มาร์เก็ต ต่างๆ ทั่วยุโรปให้ครบ 1,000 แห่ง ภายในปี ค.ศ. 2019
.
ปัจจุบัน ซูเปอร์มาร์เก็ตในนครเบอร์ลินจำนวน 50 แห่ง ได้หันมาใช้ระบบปลูกผักแบบนี้ ในห้างของตัวเองกันแล้ว และเป็นที่พึงพอใจทั้งตัวห้างเอง และ ลูกค้าที่มาซื้อผัก เนื่องจากจะได้ผักใหม่ๆ สดๆ สะอาดปลอดภัย ระบบปลูกผักในห้างนี้ สามารถดูแลตัวเองได้ โดยแทบจะไม่ต้องใช้คนดูแลอีกเลยหลังจากนำมาปลูกในระบบแล้ว ซึ่งจะมีเซนเซอร์ต่างๆ คอยเก็บข้อมูล และเฝ้ามอง
.
การที่ห้างค้าปลีก หันมาปลูกพืชเอง จะทำให้ห่วงโซ่มูลค่าจากเดิมที่ยาวๆ สั้นลงอย่างมากเลยครับพี่น้อง ... เหมือนรถยนต์ไฟฟ้า ที่มีห่วงโซ่มูลค่าสั้นลง เพราะใช้จำนวนชิ้นส่วนน้อยลงมาก ... ยุคต่อไป เราจะเห็นแบบนี้มากขึ้น ทั้งการผลิตสินค้าและอาหาร ที่ห่วงโซ่มูลค่าจะสั้นลง และเป็นการผลิตใกล้ผู้บริโภคมากขึ้น (Local Foods, Local Products)



อัพเดตความก้าวหน้าทางด้านเกษตรได้ทุกวัน กับ เพจเกษตรอัจฉริยะ ... https://www.facebook.com/smartfarmthailand/
Credit : Many Thanks to ....
- Data from http://www.freshplaza.com/article/189188/Infarm-expands-to-1,000-farms-in-Europe-with-25M-investment
- Data from https://www.thetimes.co.uk/article/infarm-grows-produce-in-supermarket-aisles-7n68n006m
- Data from https://techcrunch.com/2018/02/05/balderton-backs-infarm/

07 พฤษภาคม 2561

เกษตรกรมาเลย์ตื่น ! ทิ้งสวนปาล์ม แห่ปลูกทุเรียน - หลังกระแส มูซัง คิง เริ่มฮิตในจีน




ยุคบูมทุเรียน .. เกษตรกร มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม จีน พม่า หันมาปลูกมากขึ้นเรื่อยๆ
.
เกษตรกรสวนปาล์มทั้งรายเล็ก รายใหญ่ ในมาเลเซีย .. ทยอยเปลี่ยนสวนปาล์มมาเป็นสวนทุเรียน จากที่มาเลเซีย เคยเปลี่ยนจากปลูกยางพารา มาปลูกปาล์ม จนกลายเป็นมหาอำนาจน้ำมันปาล์ม .. วันนี้ เมื่อกระแสฮิตทุเรียนระเบิดระเบ้อในเมืองจีน ประกอบกับ คนจีนเริ่มให้ความสนใจทุเรียนมาเลย์ "มูซังคิง" ซึ่งได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี ด้วยราคาอันจูงใจ .. ในภายภาคหน้า เวลาเราเดินทางไปลงสนามบินกัวลาลัมเปอร์ เราอาจจะได้เห็นสวนทุเรียน กว้างใหญ่ไพศาล สุดลูกหู ลูกตา ก็เป็นได้
.
เมื่อพูดถึงรายได้ของเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียน มูซังคิง ในพื้นที่ 1 ไร่ จะมีรายได้ 2 แสนบาทต่อปี เป็นอย่างน้อย มากเป็น 9 เท่า เทียบกับ เกษตรกรผู้ปลูกปาล์ม ทำให้เกษตรกรรายเล็ก รายน้อย ของมาเลเซียเริ่มตื่นตัวเป็นอย่างมาก โดยถึงแม้นักวิจารณ์จะบอกว่า ถ้าแห่ปลูกกันมาก ราคาก็อาจจะตกก็ได้ .. แต่เกษตรกรต่างก็คิดว่า ก็ยังดีกว่าปลูกปาล์มในตอนนี้แหล่ะ โดยเฉพาะมาเลเซียมีพื้นที่ที่เป็นที่ลาดชันค่อนข้างมาก ซึ่งน่าจะเหมาะกับทุเรียน มากกว่าปาล์ม ด้วยซ้ำ



จากสถิติการนำเข้าทุเรียนสดของประเทศจีนนั้น ในปี ค.ศ. 2016 จีนนำเข้าทุเรียนสด มากถึง 612,063 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 35,000 ล้านบาท ซึ่งเมืองไทยเรานั้น ได้ส่วนแบ่งตรงนี้ไปมากกว่า 99% ในขณะที่มาเลเซียนั้น ส่งทุเรียนไปเมืองจีน ในรูปทุเรียนแช่แข็ง เป็นหลัก แล้วก็ยังส่งไม่มากนัก เมื่อปีที่แล้ว มาเลเซียส่งออกทุเรียนไปต่างประเทศเพียง 14,000 ตัน เท่านั้น .. อย่างไรก็ตาม มาเลเซียกำลังพยายามดำเนินการ เพื่อให้สามารถส่งทุเรียนสด เข้าเมืองจีนโดยตรงได้ (ปัจจุบันต้องส่งผ่าน ไทย และ ฮ่องกง)
.
อย่างไรก็ตาม การหันมาปลูกทุเรียน ก็เป็นเรื่องท้าทายของเกษตรกรมาเลย์ ทุเรียนต้องการดูแลเอาใจใส่มากกว่าปาล์มเยอะ พื้นที่ห่างกันแค่ 50 เมตร ก็มีผลทำให้ทุเรียนที่ออกมามีคุณภาพต่างกันแล้ว ทำให้ในสวนเดียวกัน ก็ยากที่จะทำให้ทุเรียนมีรสชาติเหมือนกันได้ .. ยิ่งไม่ต้องพูดถึง พื้นที่ปลูกที่ต่างพื้นที่กัน ก็ผลิตทุเรียนที่อร่อยแตกต่างกันอย่างแน่นอน
.


นอกจากกระแสตื่นตัวแห่ปลูกทุเรียน จะระบาดในประเทศมาเลเซียแล้ว ยังเชื่อกันว่า เกษตรกรในประเทศอินโดนีเซีย เวียดนาม จีน พม่า ก็เริ่มตื่นตัวหันมาปลูกมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น เกษตรกรมาเลย์ ก็จะต้องเตรียมรับมือการแข่งขันต่างๆ ด้วย ซึ่งเชื่อว่า เทคโนโลยีในการเพาะปลูกจะเป็นตัวชี้ขาดว่าใครจะเป็นผู้นำ ซึ่งถ้ามองในจุดนี้แล้ว ประเทศที่อาจเข้ามาเป็นคู่แข่งเรื่องทุเรียนในอนาคต ก็อาจเป็น ออสเตรเลีย ก็เป็นได้ ?!?! เพราะในอดีตที่ผ่านมา ออสเตรเลียก็ผันตัวเองมาเป็นประเทศผู้ปลูกผลไม้ส่งออก ทั้งๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อน ไม่ว่าจะเป็น มะม่วง กล้วย มะละกอ .. และออสเตรเลีย ก็เริ่มหันมาสนใจปลูกทุเรียน แล้ว !!
.


อัพเดตความก้าวหน้าทางด้านเกษตรได้ทุกวัน กับ เพจเกษตรอัจฉริยะ ... https://www.facebook.com/smartfarmthailand/
Credit : Many Thanks to ....
- Data from http://www.theedgemarkets.com/article/choosing-between-oil-palm-and-durian-trees
- Data from http://worldnews.easybranches.com/regions/asia/a-durian-economy-malaysia-is-banking-on-it-562101
- Data from http://www.scmp.com/news/asia/southeast-asia/article/2140226/14000-tonnes-durians-exported-malaysia-last-year
- Data from http://www.freshplaza.com/article/192096/Great-potential-for-refrigerated-Malaysian-Musang-King-durians-in-China
- Data from https://www.thestar.com.my/news/nation/2018/03/23/liow-were-working-to-export-durians-directly-to-china/
- Data from http://www.scmp.com/news/hong-kong/economy/article/2122620/how-chinas-soaring-appetite-malaysian-durians-causing-spike

04 พฤษภาคม 2561

โลกปศุสัตว์ระส่ำ ! พบคนรุ่นใหม่หันกิน "เนื้อสัตว์ที่ไม่ต้องฆ่า" ตลาดโตพุ่ง 1.6 แสนล้านบาท




เมื่อคนรุ่นใหม่ มีเมนูอาหารเปลี่ยนไป ไม่เหมือนคนรุ่นเก่าอีกต่อไป .. อุตสาหกรรมอาหาร จึงเริ่มระส่ำ เพราะต้องรีบปรับตัว ไม่งั้นก็อาจโดนล้มล้าง หรือ ดิสรัปต์ (Disrupted) 
.
ในขณะนี้ อุตสาหกรรมอาหารในสหรัฐฯ กำลังเกิดการตื่นตัวขนานใหญ่ เนื่องจากคนรุ่นใหม่ เหล่า Gen Z ที่เกิดในช่วงปี 1995 ถึงหลังปี 2000 เริ่มมีแนวทางบริโภค อาหารที่ไม่เหมือนเดิม ทำให้เกิดสตาร์ทอัพด้านอาหารเกิดขึ้น เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของตลาดใหม่ ไม่ว่าจะเป็น เนื้อสัตว์ที่มาจากพืช หรือ เนื้อสัตว์ปลูกที่ไม่ต้องฆ่าสัตว์ ไข่ที่ไม่ต้องเลี้ยงไก่ นมและชีสที่ไม่ต้องทรมานวัว ของกินเล่นต่างๆ หรือแม้แต่ เบียร์
.
ซึ่งคนกลุ่มนี้ ก็ไม่ใช่เล็กๆ นะครับ ! เพราะหลังปี 2020 จะมีจำนวนคิดเป็น 40% ของคนที่มีกำลังจ่ายเงินในสหรัฐ เลยทีเดียว .. ทำให้ คนกลุ่มนี้ "ชี้เป็น ชี้ตาย" อนาคตของอุตสาหกรรมอาหาร เลยทีเดียว



ตอนนี้ เนื้อสัตว์ทางเลือก ที่ไม่ต้องมีการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต กำลังเป็นกระแสของคนรุ่นใหม่ และเป็นตลาดที่เติบโตเร็วมาก ซูเปอร์มาร์เก็ตหลายแห่งแข่งกันนำเข้ามาขาย และตอนนี้เริ่มระบาดไปยังฟาสต์ฟู้ดต่างๆ แล้ว .. และจากการสำรวจความคิดเห็นของคนหนุ่มสาวมหา'ลัย พบว่า พวกเขาเหล่านั้น ชื่นชอบ เนื้อสัตว์ที่ทำมาจากพืช กับ อาหารทะเลที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (ไม่ได้มาจากการประมงแบบใช้แรงงานทาส)
.
ตลาดใหม่นี้ คาดว่าจะมีมูลค่ามากถึง 5.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 1.6 แสนล้านบาท ในอีก 2 ปีข้างหน้า หรือ ในปี ค.ศ. 2020
.
กลยุทธ์ที่เหล่าสตาร์ทอัพเนื้อสัตว์ทางเลือกชอบใช้ คือ บุกเข้าไปขายในมหาวิทยาลัย และ โรงเรียนให้ได้ก่อน โดยเจาะไปที่โรงอาหาร ฟู้ดเซนเตอร์ของมหาวิทยาลัย ซึ่งก็จะช่วยทำให้กระแสกระพือไปเร็วไวยิ่งขึ้น .. เมื่อเดือน กันยายน ปีที่แล้ว บริษัทสตาร์ทอัพที่ชื่อ อิมพอสซิเบิ้ล ฟู้ดส์ (Impossible Foods) ได้เปิดโรงงานผลิตเบอร์เกอร์ที่ทำจากพืช ที่สามารถผลิตเบอร์เกอร์ได้ 4 ล้านชิ้นต่อเดือน .. นี่ย่อมแสดงให้เห็นถึงการเติบโตอย่างรวดเร็วของตลาดนี้ ได้เป็นอย่างดี
.
ไม่เพียงแต่  อิมพอสซิเบิ้ล ฟู้ดส์ เท่านั้น ที่บุกตลาดมหาวิทยาลัย .. บริษัทสตาร์ทอัพอื่นๆ ทั้ง นิวเวฟฟู้ดส์ (New Wave Foods) โอเชียนฮักเกอร์ฟู้ดส์ (Ocean Hugger Foods) ก็โหมบุกตลาดนี้เช่นกัน คนเหล่านี้เชื่อว่า เด็กมหา'ลัย นี่แหล่ะ จะเป็นผู้กำหนดเทรนด์ที่จะเป็นไปในอนาคต นั่นเอง



อัพเดตความก้าวหน้าทางด้านเกษตรได้ทุกวัน กับ เพจเกษตรอัจฉริยะ ... https://www.facebook.com/smartfarmthailand/
Credit : Many Thanks to ....
- Data and Picture from http://www.businessinsider.com/generation-z-is-eating-fake-meat-2017-10
- Data from https://www.fastcompany.com/40557463/the-plant-based-impossible-burger-is-now-available-as-a-white-castle-slider
- Picture from https://qz.com/749443/being-vegan-isnt-as-environmentally-friendly-as-you-think/

01 พฤษภาคม 2561

มารู้จัก ซีไอเอ แห่งวงการเกษตรสหรัฐฯ ผู้ทำให้เกษตรกรสหรัฐได้เปรียบทุกชาติ




มารู้จัก ซีไอเอ แห่งวงการเกษตรสหรัฐฯ ที่คอยสืบหาข้อมูลเกษตรทั่วโลก เพื่อทำให้เกษตรกรของตัวเองได้เปรียบชาติอื่นๆ

ในสงครามต่างๆ นั้น .. ถ้ารู้เขา รู้เรา ย่อมรบ 100 ครั้ง ชนะ 100 ครั้ง ใช่ไหมครับพี่น้อง .. การทำเกษตรในยุคข้อมูลนี้ ยิ่งเรามีข้อมูลมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งมีความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง ... ด้วยเหตุนี้ สหรัฐอเมริกาจึงมีหน่วยงานพิเศษ ที่ทำงานเป็นสปายเหมือน ซีไอเอ คอยสืบหา ค้นคว้า เก็บข้อมูลทางด้านเกษตรทั่วโลก เพื่อที่จะนำมาใช้ในการตัดสินใจต่างๆ รวมไปถึงการบริการข้อมูลแก่เกษตรกรสหรัฐ ทำให้เกษตรกรสหรัฐมีความได้เปรียบทางด้านข้อมูลเป็นอย่างมากครับ
.
ด้วยแนวคิดที่ว่า "ให้มองเกษตรกรเหมือนนักธุรกิจ เราต้องบริการข้อมูลที่ดีให้แก่พวกเขา เพื่อพวกเขาจะตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง"
.
และนี่เอง ช่วยเสริมให้ ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศส่งออกสินค้าเกษตร อันดับ 1 ของโลกมาอย่างยาวนาน แทบจะไม่มีใครแข่งด้วย .. และพักหลังๆ นี้ ยังเพิ่มการส่งออกสินค้าเกษตรมาตีตลาดเอเชีย เพิ่มขึ้นอย่างมากมาย
.

ในประเทศสหรัฐมีหน่วยงานชื่อ The Foreign Agricultural Service (FAS) ซึ่งอยู่ภายใต้สังกัดของกระทรวงเกษตร (USDA) ทำหน้าที่ในการเก็บข้อมูลด้านการเกษตรของทุกประเทศทั่วโลก ให้แก่เกษตรกรและเอกชนของสหรัฐ ข้อมูลที่ติดตามและเก็บรวบรวมนั้นไม่ใช่เป็นแค่ข้อมูลของประเทศคู่ค้าเท่านั้น แต่ยังรวมถึงข้อมูลของประเทศคู่แข่งด้วย
.
โดยเจ้าหน้าที่ของ FAS จะทำหน้าที่เก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับภาคการเกษตรเองทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นปริมาณการเพาะปลูก การส่งออก การนำเข้า และการเก็บเกี่ยวผลผลิต ซึ่งข้อมูลทั้งหมดเป็นข้อมูลปฐมภูมิไม่ใช่ข้อมูลจากการคาดการณ์หรือข้อมูลจากศุลกากร ตัวอย่างเช่น ข้อมูลปริมาณการส่งออกข้าวของไทย FAS ไม่ได้อิงข้อมูลและตัวเลขของศุลกากร แต่ FAS เก็บข้อมูลปริมาณการส่งออกข้าวจากสายการเดินเรือเองเพื่อความแม่นยำของข้อมูล
.
เจ้าหน้าที่ FAS ประจำกงสุลแต่ละประเทศจะทำหน้าที่ติดตามและรายงานข้อมูลทุกสัปดาห์ เพื่อจัดส่งข้อมูลที่ได้ไปให้ส่วนกลางที่กรุงวอชิงตัน เก็บรวบรวมเป็นฐานข้อมูลและเผยแพร่ในเว็บไซต์ของหน่วยงานเป็นรายสัปดาห์ นอกจากนี้แล้ว ยังจัดทำรายงานข้อมูลเป็นรายเดือน รายไตรมาส และรายปี ตลอดจนทำการประมวลผลข้อมูลทั้งหมด เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มสินค้าเกษตรในตลาดโลกด้วย (World Production Market and Trade report) เพื่อให้ทุกคนสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ ตามปรัชญาของการทำงาน “treat farmers like businessmen, give them good information and they will make the right decision”
.
ภายใต้กรอบภารกิจของ FAS เองไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่เก็บข้อมูลด้านการตลาดเท่านั้น แต่ยังมีหน้าที่อื่นที่ให้การช่วยเหลือและสนับสนุนภาคการเกษตรของสหรัฐด้วย ซึ่งได้แก่
.
1.ให้ข้อมูลข่าวสารที่เชื่อมโยงระหว่างภาคการเกษตร การค้า การลงทุนและการส่งออก ไม่ว่าจะเป็นระเบียบ กฎเกณฑ์การส่งออกสินค้าเกษตร ข้อตกลงทางการค้า มาตรฐานสินค้า ข้อจำกัดต่างๆ ตลอดจนปัญหาอุปสรรคที่เกี่ยวข้องกับภาคการเกษตร และสินค้าเกษตรทุกประเภท
.
2.ส่งเสริมการส่งออก ซึ่ง FAS จะร่วมมือกับสมาคมภาคเอกชน เช่น สมาคมข้าวสาลี (U.S. Wheat Association) เพื่อทำหน้าที่ในการส่งเสริมการส่งออก ส่งเสริมการสร้างแบรนด์สินค้า ตลอดจนการขยายและพัฒนาตลาดสินค้าเกษตร โดยที่ FAS จะไม่ทำหน้าที่ในการจับคู่ธุรกิจให้กับเกษตรกรหรือผู้ประกอบการเอง แต่จะช่วยด้วยการสนับสนุนเงินงบประมาณมากกว่า เพราะเชื่อว่าเอกชนสามารถทำได้ดีกว่าภาครัฐ
.
3.ช่วยล็อบบี้รัฐบาลเกี่ยวกับนโยบายทางการค้า เช่นกรณีของไทยที่ไม่ให้นำเนื้อสเต็กติดกระดูกของสหรัฐ เข้ามาขายในประเทศ
.












อัพเดตความก้าวหน้าทางด้านเกษตรได้ทุกวัน กับ เพจเกษตรอัจฉริยะ ... https://www.facebook.com/smartfarmthailand/
Credit : Many Thanks to ....
- ดร. ธารทิพย์ ศรีสุวรรณเกศ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย
- Picture from http://glassalmanac.com/intelliscout-farming-app-google-glass/5895/
- Picture from https://www.dreamstime.com/smart-agriculture-concept-agronomist-farmer-use-artificial-i-intelligence-augmented-reality-farm-to-help-grow-systems-image102927650
- Picture from http://sen.com/news/persona-3-spy-satellite-lifts-off

07 เมษายน 2561

ปศุสัตว์ไทย สะเทือน !! เนื้อสัตว์"ปลูก" เตรียมบุกอาเซียน เปิดตลาดคนไม่อยากฆ่าสัตว์


วงการปศุสัตว์ไทยเตรียมพร้อม ! สตาร์ทอัพผลิตเนื้อสัตว์ปลูก กับ เนื้อสัตว์จากพืช เตรียมรุกตลาด มีกองทุนใหญ่หนุนหลัง
.
อุตสาหกรรมผลิตเนื้อสัตว์กำลังได้รับแรงกดดันรอบด้าน ตกเป็นจำเลยสังคมในแง่ที่ว่า อุตสาหกรรมนี้ทำลายสิ่งแวดล้อม ใช้น้ำมาก และเป็นตัวการโดยตรงที่ผลิต ก๊าซมีเทน สู่ชั้นบรรยากาศโลก ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกที่ร้ายแรงกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นตัวการที่ทำให้โลกร้อนหนักเสียยิ่งกว่าการใช้รถยนต์น้ำมันเสียอีก

นอกจากนั้น ในยุคที่เด็กรุ่นใหม่ คือ Gen M ซึ่งเกิดหลังในช่วงหลังปี 2000 เด็กๆ รุ่นใหม่เหล่านี้ เริ่มมีแนวคิดด้านจริยธรรมของการบริโภคเนื้อสัตว์ โดยจากงานวิจัยพบว่า เด็กรุ่นใหม่มีแนวโน้มยอมรับการกินเนื้อสัตว์แบบใหม่ที่ไม่ต้องฆ่าสัตว์ ซึ่งจะช่วยแก้ได้ทั้งปัญญาสิ่งแวดล้อม และเรื่องของศีลธรรม ทำให้เนื้อสัตว์แบบใหม่นี้ เริ่มตีตลาดในสหรัฐฯ จนกองทุนใหญ่ๆ เล็งเห็นโอกาสการนำเข้ามาทำตลาดในเอเชีย รวมทั้ง ประเทศไทยและอาเซียน
.
กระแส เนื้อสัตว์สะอาด (Clean Meat) กำลังมาแรงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งแนวทางในการทำเนื้อสัตว์ทดแทนที่กำลังดัง มี 2 แบบคือ

- เนื้อสัตว์ปลูก (In vitro meat) เป็นการปลูกเนื้อสัตว์ขึ้นมาจากเซลล์ของสัตว์ ก็จะได้เนื้อสัตว์จริงๆ โดยไม่ต้องฆ่าสัตว์ ข้อดีก็คือ เลือกส่วนที่ปลูกได้ตามความต้องการมากน้อยของตลาด ได้รสชาติและลักษณะกายภาพของเนื้อสัตว์
- เนื้อสัตว์จากโปรตีนพืช (Plant-Based Meat) เป็นการนำพืชชนิดต่างๆ มาสร้างผลิตภัณฑ์เลียนแบบเนื้อสัตว์ โดยมีโมเลกุลฮีมที่ทำให้เกิดสีเหมือนเนื้อสัตว์สด
.

ตอนนี้ เนื้อสัตว์แบบใหม่ที่จะเริ่มเข้ามาบุกไทย มีทั้ง 2 แบบครับ โดยกองทุนเทมาเส็กของสิงคโปร์ แอบทุ่มไปลงทุนในเนื้อสัตว์ทั้ง 2 แบบ และวางแผนจะนำมาขายในกลุ่มประเทศอาเซียน เช่น บริษัท Impossible Foods จากสหรัฐฯ ซึ่งทำแฮมเบอร์เกอร์เนื้อจากพืช (บริษัทนี้ยังได้รับเงินลงทุนจำนวนมากจาก มหาเศรษฐี บิล เกตส์) บริษัท SuperMeat สัญชาติอิสราเอล ที่ปลูกเนื้อไก่จากเซลล์เนื้อไก่ ซึ่ง เทมาเส็กของสิงคโปร์ก็แอบไปลงทุน นอกจากไปลงทุนในสตาร์ทอัพต่างแดนแล้ว สิงคโปร์ยังมีสตาร์ทอัพของตนเองที่ชื่อว่า Life3 Biotech ที่กำลังวิจัยและพัฒนาการปลูกเนื้อไก่
.
จากข้อมูลสถิติ พบว่า คนเอเชียบริโภคเนื้อสัตว์คิดเป็น 44% ของทั้งโลก การบุกเข้าตลาดเอเชียแล้วค่อยๆ เปลี่ยนคนที่กินเนื้อสัตว์จริง ให้มากินเนื้อสัตว์แบบใหม่ จึงเป็นอะไรที่คุ้มค่า ข้อมูลยังบ่งชี้ว่า ในช่วงหลายๆ ปีที่ผ่าน ผลิตภัณฑ์ที่ทดแทนเนื้อสัตว์ เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น สินค้าประเภทเจ หรือ มังสวิรัติมีอัตราการเติบโตสูงถึง 140 เปอร์เซนต์ในปี ค.ศ. 2012 และ 440 เปอร์เซนต์ในปี ค.ศ. 2016
.
จับตาดูต่อไปนะครับว่า .. วงการเนื้อสัตว์ไทย อาเซียน และ เอเชีย จะโดนดิสรัปต์ (Disruption) จากผู้เข้ามาใหม่หรือไม่ และ เกษตรกรที่เกี่ยวข้องกับวงการนี้ จะต้องทำอย่างไรต่อไป .. เป็นการบ้านใหม่ที่ วงการปศุสัตว์ไทยจะต้องรีบคิดแล้วหล่ะครับพี่น้อง !!
.

อัพเดตความก้าวหน้าทางด้านเกษตรได้ทุกวัน กับ เพจเกษตรอัจฉริยะ ... https://www.facebook.com/smartfarmthailand/
Credit : Many Thanks to ....
- Data from https://www.dealstreetasia.com/stories/clean-food-tech-global-se-asia-95072/
- Data from https://techsauce.co/investment/temasek-invest-impossible-foods/
- Picture from https://techcrunch.com/2015/10/06/impossible-foods-raises-a-whopping-108-million-for-its-plant-based-burgers/

07 มีนาคม 2561

อุตสาหกรรมอาหารสัตว์สะเทือน ! สตาร์ทอัพแห่เปิดฟาร์มแมลง ผลิตอาหารสัตว์ แทนที่ ปลาป่น ข้าวโพด


หน่วยงานควบคุมอาหารสัตว์สหรัฐฯ อนุญาตให้ใช้แมลงเป็นอาหารสัตว์ได้ ยุโรป แคนาดา แห่หนุนตาม อนาคตอาจแบนปลาป่น คาด โปรตีนจากแมลงจะช่วยลดการใช้ข้าวโพดและถั่วเหลืองทำอาหารสัตว์ .. เกษตรกรเพาะเลี้ยงแมลงรวมกลุ่มตั้งองค์กรผลักดันตลาดและกฎหมาย
.
วงการอาหารสัตว์เตรียมตัวรับการเปลี่ยนแปลงครับ จากเดิมที่ใช้วัตถุดิบประเภทโปรตีนสูงจากปลา แต่ในอนาคตอาจจะถูกกฎระเบียบใหม่ ให้เปลี่ยนไปใช้โปรตีนจากแมลงแทนก็เป็นได้ .. จากตัวเลขที่น่าตกใจคือ 10 เปอร์เซ็นต์ของปลาทะเลที่จับได้ในแต่ละปี หรือ ประมาณ 15 ล้านตัน ถูกนำไปใช้เป็นส่วนผสมของอาหารสัตว์ ไม่ว่าจะเป็น สัตว์ปีก หมู หรือ ปลาที่เลี้ยงในฟาร์ม ซึ่งวัตถุดิบพวกนี้มีราคาแพง แถมยังมีต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมอีกด้วย ดังที่ปรากฎเป็นข่าวว่า ทางประเทศตะวันตกได้ประณามการนำปลาป่นมาทำอาหารสัตว์ของบริษัทยักษ์ใหญ่ของไทย ที่ทั้งทำลายสิ่งแวดล้อม และ ใช้แรงงานทาส
.

และพระเอกของวงการอาหารสัตว์ ที่จะมาช่วยกู้โลกก็คือ หนอนแมลงวันลาย (Black Soldier Fly) ซึ่งอาหารของมันนั้น เป็นเศษอาหารเหลือทิ้งจากบ้านเรือน ภัตตาคาร โรงแรม ซูเปอร์มาเก็ต ในแต่ละปี อาหารที่ผลิตในสหรัฐอเมริกากว่าครึ่ง ถูกทิ้งไปอย่างเปล่าประโยชน์ ดังนั้น การนำหนอนแมลงวันลายมาเปลี่ยนเศษอาหารให้เป็น โปรตีน เท่ากับว่า เราได้นำทรัพยากรที่ถูกทิ้ง เอากลับมาสร้างอาหารใหม่
.
ก่อนหน้านี้ ได้มีสตาร์ทอัพหัวใส ที่ชื่อว่า อะกรีโปรตีน (AgriProtein) ซึ่งก่อตั้งในประเทศแอฟริกาใต้ ได้ทดลองทำฟาร์มเลี้ยงหนอนแมลงวันลาย (Black Soldier Fly) โดยนำเศษอาหารต่างๆ ที่เหลือทิ้งจากภัตตาคาร นำมาเป็นอาหารให้หนอนแมลงวันลาย ปรากฎว่า หนอนแมลงวันลายเติบโตเร็วมาก ทั้งนี้ จากการทดลองนำไปให้ไก่กิน ปรากฎว่าไก่ชอบกินหนอนแมลงวัน มากกว่าอาหารไก่ที่มีส่วนผสมของปลาป่นเสียอีก และหนอนแมลงวันยังสามารถนำไปผสมเป็นอาหารหมูได้อีกด้วย ต่อมา สตาร์ทอัพแห่งนี้ ก็ได้รับการสนับสนุนเงินทุนจากนักลงทุนในซิลิกอนวัลเลย์ ให้ไปเปิดฟาร์มเลี้ยงหนอนแมลงวันลาย 20 แห่ง ในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยจะมีที่ตั้งใกล้ๆ เมืองใหญ่ เพื่อจะได้สามารถรวบรวมเศษอาหาร มาใช้เป็นวัตถุดิบในการเลี้ยงหนอน
.
ข้ามมาฝั่งยุโรป ก็ได้มี บริษัทโปรติกซ์ (Protix) ซึ่งเป็นบริษัทสตาร์ทอัพแห่งประเทศเนเธอร์แลนด์ ที่คิดจะเปลี่ยนแปลงทำให้วงการอาหารสัตว์ดีขึ้น ด้วยการเลิกใช้ปลาป่นแล้วหันมาใช้โปรตีนจากแมลงแทน สตาร์ทอัพแห่งนี้ได้รับเงินลงทุนกว่า 45 ล้านยูโร หรือ เกือบ 1,800 ล้านบาท เพื่อขยายกระบวนการผลิตหนอนแมลงวัน ซึ่งนำมาทำเป็นส่วนผสมอาหารสัตว์ โดยที่ผ่านมาได้ผลิตอาหารหมู อาหารไก่ และอาหารสัตว์เลี้ยง โดยจะขยายกำลังผลิตเพื่อนำไปเป็นอาหารปลา ซึ่งขณะนี้ ฟาร์มเลี้ยงปลาในยุโรปกำลังเป็นที่นิยม และมีการเติบโตสูง นอกจากนั้น บริษัทโปรติกซ์ยังจะทำการคิดค้นวิจัย การผลิตโปรตีน ไขมัน และสารอาหารสำคัญ สำหรับใช้ในวงการอื่นๆ อีก เช่น อาหารมนุษย์ อาหารเสริมของพืช เป็นต้น

.
การผลิตหนอนแมลงวันนั้น จะใช้เศษอาหารซึ่งเก็บจากภัตตาคาร โรงแรม บ้านเรือน ซูเปอร์มาร์เก็ต นำมาเลี้ยงหนอนแมลงวัน ซึ่งนับว่าเป็นกิจการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากๆ เป็นธุรกิจที่น่าสนใจนะครับ มีแต่ได้กับได้ ...
(1) ต้นทุนต่ำ ใช้เศษอาหารมาเลี้ยงหนอน 
(2) เกิดธุรกิจกำจัดและรวบรวมเศษอาหาร 
(3) ได้หนอนที่เป็นอาหารสัตว์ 
(4) ได้ปุ๋ยอินทรีย์ เอาไปใช้ปลูกพืชได้อีก 
(5) การอุตสาหกรรมต้นน้ำของอาหารสมัยใหม่ (สามารถผลิตสารอาหารความเข้มข้นสูงบางชนิด สำหรับทางเภสัชและการแพทย์)
.
อุตสาหกรรมแมลง กำลังคึกคัก ในประเทศตะวันตกทั้ง สหรัฐฯ แคนาดา ยุโรป .. โดยในประเทศสหรัฐอเมริกานั้น เกษตรกรถึงกับรวมกลุ่มก่อตั้ง เครือข่ายพันธมิตรเกษตรกรรมแมลงแห่งอเมริกาเหนือ (THE NORTH AMERICAN COALITION FOR INSECT AGRICULTURE) โดยมีพันธกิจเพื่อช่วยเหลือสมาชิกในกลุ่มให้มีความแข็งแกร่ง พัฒนาการเพาะเลี้ยง การแปรรูปให้ได้มาตรฐาน ผลักดันการยอมรับในแง่กฎหมาย พัฒนาการเข้าถึงตลาด ไปจนถึงการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อให้อุตสาหกรรมแมลงขึ้นไปอยู่แถวหน้าของโลก
.
อัพเดตความก้าวหน้าทางด้านเกษตรได้ทุกวัน กับ เพจเกษตรอัจฉริยะ ... https://www.facebook.com/smartfarmthailand/
Credit : Many Thanks to ....
- Data from https://psmag.com/news/bug-filled-future-of-feed
- Picture from http://www.cultivatekauai.com/category/black-soldier-fly-larvae/
- Picture from https://youtu.be/AdlBY71yQck
- Picture from http://www.pvenews.com/mediafiler/start/images?view=preview&fuid=img158/031215Protix-04.jpg