แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ intelligent greenhouse แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ intelligent greenhouse แสดงบทความทั้งหมด

29 เมษายน 2563

อียิปต์มุ่งเป็นประเทศเกษตร กองทัพบกลุยสร้าง 100,000 โรงเรือนเกษตรกลางทะเลทราย



ในปี ค.ศ. 2015 กองทัพอียิปต์ ได้ริเริ่มโครงการที่มีชื่อว่า "1.5 million Feddan project" ถ้าจะแปลเป็นไทยก็คงจะประมาณว่า "โครงการ 3.9 ล้านไร่" ซึ่งเป็นขนาดพื้นที่เป้าหมาย ที่จะเปลี่ยนทะเลทรายของอียิปต์ให้เป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์ทางการเกษตร ตามแผนการนี้ อียิปต์จะสร้างโรงเรือนจำนวน 100,000 โรงเรือน รวมทั้งเปลี่ยนพื้นที่ทะเลทรายให้เป็นแปลงเกษตร นาข้าว บ่อเลี้ยงปลา เลี้ยงกุ้ง ซึ่งได้ดำเนินการไปบางส่วนแล้ว

- โรงเรือนจำนวน 1 แสนโรงเรือนนี้จะก่อสร้างทั่วอียิปต์ เพื่อหล่อเลี้ยงประชากรประมาณ 20 ล้านคน โดยจะสร้างกระจายไปตามเมืองสำคัญต่างๆ โดยขณะนี้ มีการก่อสร้างไปแล้วเกือบ 8 พันโรงเรือน พื้นที่ก่อสร้างบางแห่ง อยู่ในฐานทัพต่างๆ ของกองทัพอียิปต์เอง

- กองทัพอียิปต์ได้เปิดเผยว่า โครงการ 1 แสนโรงเรือน นี้ไม่ได้ไปแข่งขันกับเกษตรกร เพราะจะผลิตในสิ่งที่ตลาดขาด ทดแทนการนำเข้า อีกทั้งยังจะเกิดการจ้างงานใหม่ได้นับแสนตำแหน่ง โครงการนี้จะมีความร่วมมือกับเกษตรกรที่อยู่บริเวณโครงการ เพื่อก้าวไปด้วยกัน #เราไม่ทิ้งกัน

- ปัจจุบัน อียิปต์มีน้ำใช้ประมาณ 80,000 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี โดย 70 เปอร์เซนต์ของน้ำจำนวนนี้มาจากแม่น้ำไนล์ ซึ่งจะถูกใช้ในการทำเกษตรมากถึง 79 เปอร์เซนต์ เลยทีเดียว ดังนั้น โครงการ 1 แสนโรงเรือนนี้ จะช่วยประหยัดน้ำให้ประเทศอียิปต์ได้มากถึง 40 เปอร์เซนต์



- ตัวอย่างเช่น ถ้าปลูกมะเขือเทศแบบเดิม จะต้องใช้น้ำมากถึง 80 ลิตรเพื่อผลิตมะเขือเทศ 1 กิโลกรัม แต่ถ้าปลูกในโรงเรือน จะใช้น้ำเพียง 15 ลิตร เท่านั้น

- ในขณะทึ่ประชากรของอียิปต์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ผลผลิตทางการเกษตรแบบเดิมกลับลดลงเพราะภาวะโลกร้อน ดังนั้น เกษตรแนวใหม่จึงเป็นคำตอบของอียิปต์

- โรงเรือนที่อิยิปต์สร้างขึ้นนี้ ใช้เพาะปลูกพืชหลากหลายชนิดมาก และที่เป็นที่ต้องการของตลาด ไม่ว่าจะเป็น มะเขือเทศ แตงกวา มะเขือม่วง พริกหวาน มะกอก มะม่วง ผักชนิดต่างๆ โดยกลุ่มโรงเรือนต่างๆ เหล่านี้จะมีโรงงานคัดแยก บรรจุหีบห่อ และมีห้องเย็นเพื่อเก็บรักษาสินค้ารอนำส่ง

- โครงการนี้ จะช่วยทำให้อียิปต์กลายเป็นประเทศส่งออกสินค้าเกษตรได้อย่างสบาย ซึ่งในปัจจุบัน อียิปต์ส่งออกผักผลไม้ ปีละ 4 ล้านตัน แถมจะส่งได้ในเกรดสูง ราคาดี เนื่องจากไม่ได้ใช้ยาฆ่าแมลงเลย

- อาจจะมีคนมองว่า การปลูกพืชในโรงเรือนต้องใช้พลังงานมากมาย เพื่อมาปรับสภาพแวดล้อมในการเพาะปลูก ซึ่งขณะนี้ อียิปต์มีโครงการก่อสร้างโซลาฟาร์มจำนวนมาก ซึ่งจะทำให้สามารถผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้ในการเกษตรได้เหลือเฟือ



🛰 อัพเดตความก้าวหน้าทางด้านเกษตร และความรู้อื่นๆ ได้ทุกวัน กับ เพจเกษตรอัจฉริยะ 🛰
📲 Facebook - https://www.facebook.com/smartfarmthailand/
📲 Twitter - https://twitter.com/teerakiat_kerd/
📲 YouTube Channel - "Dr. Teerakiat Kerdcharoen"
Credit : Many Thanks to ....
- Data from https://egyptindependent.com/egypt-builds-1300-greenhouses-as-part-of-the-largest-greenhouse-project-in-the-middle-east/
- Data from http://www.xinhuanet.com/english/2019-08/25/c_138337433.htm
- Data from https://www.afrik21.africa/en/egypt-greenhouse-agriculture-to-reduce-water-consumption/
- Data from https://www.egypttoday.com/Article/1/73924/100k-greenhouses-to-fulfill-needs-of-20M-citizens-Sisi
- Data from https://www.al-monitor.com/pulse/originals/2019/08/egypt-greenhouse-project-army-private-sector.html
- Data from https://thearabweekly.com/armys-economic-role-fuels-debate-egypt

05 มกราคม 2562

เนเธอร์แลนด์ - เกษตรกรรมแบบทำน้อยได้มาก พื้นที่ปลูกน้อย แต่รวยกว่า


ประเทศเล็กๆ อย่างเนเธอร์แลนด์ แต่ส่งออกสินค้าเกษตร เป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากสหรัฐอเมริกา .. ประเทศแห่งโรงเรือนและเทคโนโลยีเกษตรล้ำหน้าแห่งนี้ กำลังมองอนาคตตัวเอง เพื่อไปสู่เกษตรยั่งยืน เน้นกระจายชนิดการปลูก การเพิ่มมูลค่า หาตลาดใหม่ให้เกษตรกร ส่งเสริมขายตรง และมุ่งสู่พืขสมุนไพร

– ประเทศเนเธอร์แลนด์ มีพื้นที่เกษตรกรรมในโรงเรือน ต่อ พื้นที่ทั้งหมด สูงมากที่สุดในโลก ซึ่งก็ทำให้สามารถผลิตสินค้าเกษตรที่มีมูลค่าสูง เช่น ผัก ผลไม้ ดอกไม้ ได้ตลอดทั้งปี และมีผลผลิตต่อพื้นที่ค่อนข้างสูงมาก

– แม้แต่ไร่มัน เขาก็ใช้ “เกษตรแม่นยำสูง” หรือ Precision Farming มาช่วยดูแลการผลิต มีการใช้โดรนเก็บข้อมูล ค่าเคมีของดิน ปริมาณน้ำ สารอาหาร และการเจริญเติบโตของพืชอย่างละเอียด โดยวัดพัฒนาการของพืชเป็นรายต้น ลงไปจนถึงมันฝรั่งแต่ละหัว ผลผลิตโดยเฉลี่ยของมันฝรั่งรวมทั่วโลกอยู่ที่ราว 20 ตันต่อไร่ ทว่าไร่ของเกษตรเนเธอร์แลนด์ผลิตได้มากกว่า 47 ตันต่อไร่


– การทำเกษตรของเนเธอร์แลนด์ ไม่ได้มีแค่ในพื้นที่เปิดกลางแจ้ง หรือ ในโรงเรือนแบบกรีนเฮ้าส์ เท่านั้น … แต่ยังไปทำในอาคารแบบ Plant Factory บนหลังคา หรือแม้แต่ในห้างสรรพสินค้าก็ยังมีการปลูกผัก .. เนเธอร์แลนด์ยังมีบริษัทผู้ผลิตหลอดไฟ LED รายใหญ่สำหรับใช้ในการปลูกพืช

– ย้อนหลังไปเกือบ 20 ปีก่อน ชาวดัตช์ทั่วประเทศเห็นพ้องต้องกันที่จะยึดวิถีเกษตรยั่งยืน ภายใต้คำขวัญรณรงค์ว่า “ผลิตอาหารให้ได้เพิ่มขึ้นสองเท่า โดยใช้ทรัพยากรเพียงครึ่งเดียว” นับจากปี 2000 เป็นต้นมา เกษตรกรประเทศนี้ ลดการพึ่งพาน้ำในการปลูกพืชไร่สำคัญหลายชนิดลงได้มากถึงร้อยละ 90 พวกเขาสามารถเลิกการใช้ยาฆ่าแมลง ในโรงเพาะปลูกออกไปได้แทบทั้งหมด และนับจากปี 2009 เป็นต้นมา ผู้ผลิตสัตว์ปีกและปศุสัตว์ก็สามารถลดการใช้ยาปฏิชีวนะลงได้มากถึงร้อยละ 60

– เนเธอร์แลนด์เป็นประเทศขนาดเล็กที่มีประชากรหนาแน่น โดยมีประชากรอาศัยอยู่มากกว่า 500 คนต่อตารางกิโลเมตร และแทบไม่มีทรัพยากรทุกอย่างที่เชื่อกันมานานว่าจำเป็นต่อระบบเกษตรกรรมขนาดใหญ่ กระนั้น เนเธอร์แลนด์กลับเป็นผู้ส่งออกอาหารมากที่สุดเป็นอันดับสองของโลกเมื่อวัดจากมูลค่า โดยเป็นรองแต่เพียงสหรัฐฯ ซึ่งมีผืนดินมากกว่าถึง 270 เท่า ชาวดัตช์ทำเช่นนั้นได้อย่างไร

– ผืนดินมากกว่าครึ่งหนึ่งของเนเธอร์แลนด์ใช้เพื่อกิจกรรมการเกษตรและการปลูกพืชสวน ทิวแถวของสิ่งที่ดูเหมือนแผงกระจกเงาขนาดใหญ่ยักษ์ทอดยาวไปตามเขตชนบท บานกระจกเหล่านี้คือหมู่อาคารเรือนกระจก (greenhouse) ไม่ธรรมดาของเนเธอร์แลนด์ บางแห่งกินพื้นที่ถึงกว่า 400 ไร่ นอกจากนี้ ชาวดัตช์เป็นผู้ส่งออกมันฝรั่งและหอมใหญ่เป็นอันดับหนึ่ง และเป็นผู้ส่งออกพืชผักโดยรวมเป็นอันดับสองในเชิงมูลค่า กว่าหนึ่งในสามของปริมาณการค้าเมล็ดพันธุ์ผักทั่วโลกมีแหล่งที่มาจากเนเธอร์แลนด์

- อนาคตของเกษตรเนเธอร์แลนด์ อยู่บนพื้นฐานของ 9 แนวคิด คือ
(1) รักษาความเป็นผู้นำองค์ความรู้ด้านการเกษตร 
(2) การจัดการดินที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น (ผ่านการศึกษาการใช้แร่ธาตุในดิน และการศึกษาห่วงโซ่ระหว่าง ดิน พืช สัตว์ ปุ๋ย)
(3) เน้นการ optimization มากกว่าการ maximization บนสินค้าประเภทเดียว
(4) สนับสนุนการสร้างรายได้ของชาวนาผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่นการเพิ่มมูลค่าสินค้า (ผลิตชีสจากนม ก๊าซจากมูลสัตว์ การเปิดร้านขายสินค้า การจัดกิจกรรมเพื่อเด็กและสันทนาการสำหรับบุคคลต่าง ๆ )
(5) ให้ความสำคัญต่อการขายตรง และความเชื่อมต่อระหว่างเมืองและชนบท
(6) ให้คุณค่าต่อความเชื่อมโยงระหว่างชาวนาและสิ่งแวดล้อม
(7) การให้ความสำคัญต่อสายพันธุ์ท้องถิ่น ความหลากหลายทางพันธุกรรม และการเพาะพันธุ์ที่ไม่เน้นใช้ประโยชน์ด้านใดด้านหนึ่ง
(8) ความเชื่อมต่อระหว่างสัตว์และการเกษตรกรรม
(9) ให้ความสำคัญกับพืชสมุนไพร


อัพเดตความก้าวหน้าทางด้านเกษตรได้ทุกวัน กับ เพจเกษตรอัจฉริยะ ... https://www.facebook.com/smartfarmthailand/
Credit : Many Thanks to .....
- Data and Pictures from https://www.nationalgeographic.com/magazine/2017/09/holland-agriculture-sustainable-farming/
- Data from https://www.thairath.co.th/content/1063559

12 พฤษภาคม 2560

เกษตรกรตุรกี ปลูกกล้วยในโรงเรือน - เปลี่ยนตัวเองจากผู้นำเข้า เป็นผู้ส่งออก .. ญี่ปุ่นพร้อมเอาอย่างบ้าง



กล้วยเป็นพืชเขตร้อนก็จริง แต่ประเทศที่อยู่ในเขตหนาวหลายๆ ประเทศก็อยากจะปลูก เพราะความนิยมในการรับประทานผลไม้ชนิดนี้นั้น ดึงดูดเม็ดเงินให้แก่ประเทศผู้ปลูกเป็นอย่างมาก ตุรกีก็เป็นประเทศหนึ่งในยุโรปที่ประชาชนชอบกินกล้วยเป็นอย่างมากครับ แต่ก็พยายามพัฒนาตัวเองเพื่อจะปลูกกล้วยให้ได้ ซึ่งทางตอนใต้ของประเทศก็มีภูมิอากาศที่เอื้ออำนวยอยู่บ้าง อย่างไรก็ตาม อุณหภูมิในฤดูหนาวก็มีโอากสติดลบได้เหมือนกัน ทำให้ผลผลิตของกล้วยไม่สูงมากนัก

.

จนกระทั่งเกษตรกรในตุรกีเริ่มหันมาปลูกกล้วยในโรงเรือน ทำให้ผลผลิตกล้วยสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเลยครับ ก่อนหน้านี้ตุรกีมีผลผลิตกล้วยเพียงปีละ 18,000 ตัน แต่หลังจากมีการเริ่มปลูกกล้วยในโรงเรือนเมื่อปี ค.ศ. 2000 ทำให้ผลผลิตกล้วยเพิ่มสูงขึ้นเป็น 64,000 ตัน และอีก 8 ปีต่อมาพุ่งกระฉูดไปอยู่ที่ 200,000 ตัน แล้วก็เพิ่มมาเรื่อยๆ จนถึงปี 2016 มีผลผลิตมากถึง 306,000 ตัน

..
จากการที่ราคากล้วยนั้นถีบตัวสูงขึ้น ทำให้เกษตรกรที่เคยปลูกมะเขือเทศในโรงเรือน เปลี่ยนมาปลูกกล้วยกันมากขึ้นเรื่อยๆ โดยสามารถทำผลผลิตได้มากถึง 4 ตันต่อไร่ เลยทีเดียวครับ 
..
ถึงแม้จะมีผลผลิตค่อนข้างมากแล้ว เมื่อคิดว่าเขาเป็นประเทศเขตหนาว .. เกษตรกรตุรกีก็ยังไม่พอใจกับตัวเลขแค่นี้ครับ อย่างเช่นในเขตเมืองอันตัลยา (Antalya) ของตุรกีนั้น เกษตรกรมองว่า แค่เมืองนี้เมืองเดียว ควรจะปลูกกล้วยให้ได้ปีละ 750,000 ตัน ทั้งนี้ทางรัฐจึงเตรียมการสร้างเขื่อน เพื่อกักเก็บน้ำสำหรับการปลูกกล้วยในเขตนี้กันเลยทีเดียว เพื่อรองรับความต้องการของเกษตรกร
..
ความฝันของประเทศผู้นำเข้ากล้วยหอมอย่างตุรกี ที่พยายามผันตัวเป็นผู้ส่งออกใกล้ความจริงแล้ว และประเทศที่อยากจะทำเช่นเดียวกันต่อไปอย่าง ญี่ปุ่น ก็มีความชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน !!
..

อัพเดตความก้าวหน้าทางด้านเกษตรได้ทุกวัน กับ เพจเกษตรอัจฉริยะ ... https://www.facebook.com/smartfarmthailand/
Credit : Many Thanks to ....
- Data from http://www.hortidaily.com/article/27521/Turkey-Greenhouse-bananas-replace-tomatoes
- Data from http://www.hortidaily.com/article/19883/Turkish-greenhouse-growers-go-bananas
- Data from http://frozenfruitsvegetables.com/greenhouse-contruction.html
- Data from http://www.freshplaza.com/article/149777/Turkish-banana-growing-goes-undercover
- Data from http://www.freshplaza.com/article/170318/Turkey-banana-production-grew-13-pro

28 พฤษภาคม 2558

Pinkhouse - โรงเรือนสีชมพู อนาคตของเกษตรโลก


เกษตรกรรมอาจจะแบ่งได้อย่างกว้าง เป็น 2 แบบครับคือ

(1) เกษตรกลางแจ้ง (Outdoor Farming) เป็นเกษตรแบบดั้งเดิมที่ต้องต่อสู้กับสภาพดินฟ้าอากาศ
(2) เกษตรในร่ม (Indoor Farming) เป็นเกษตรในร่ม ในสิ่งปลูกสร้างที่มีการควบคุมสภาพแวดล้อม

ปกติเกษตรในร่มที่ทำกัน ก็มักจะทำในโรงเรือน (Greenhouse) ซึ่งใช้แสงธรรมชาติ แต่ในระยะหลังๆ มานี้ เริ่มมีการนำเอาหลอดไฟ LED ที่ให้เฉพาะแสงช่วงที่พืชต้องการ คือสีแดง กับ สีฟ้า เมื่อมาผสมกันก็มักจะได้สีออกม่วงอมชมพู ทำให้โรงเรือนแบบนี้มีชื่อเรียกใหม่ เก๋ไก๋ว่า Pinkhouse ซึ่งจะมีข้อดีคือ

- หลอดไฟ LED ให้เฉพาะแสงในช่วงที่พืชต้องการ จึงประหยัดพลังงาน ไม่เกิดความร้อน

- พืชโตเร็วกว่าปกติ เพราะได้รับแสงที่ต้องการจริงๆ

- การใช้หลอดไฟ LED แทนแสงธรรมชาติ ทำให้สามารถเพาะปลูกแบบแนวดิ่งหรือ Vertical Farming ได้ ในขณะที่หากใช้แสงธรรมชาติ จะเกิดเงา ทำให้พืชที่อยู่ใต้ๆ ลงมาไม่ค่อยได้รับแสง แต่การใช้ LED สามารถออกแบบให้หลอด LED เข้าไปตามหลืบต่างๆ ได้

ผมเชื่อว่า เกษตรในเมือง (Urban Farming) ที่น่าจะเป็นไปได้คือ น่าจะเกิดเป็นฟาร์มในร่มที่น่าจะใช้โกดังตามชานเมือง มากกว่าที่จะเป็นการปลูกผักในอาคารสูง อย่างที่เป็นกระแสในสื่อต่างๆ ... แต่ถ้าหากเป็นในอนาคตยาวๆ ละก็ มันก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้นครับ

Credit :
- Data and Pictures from http://www.ledinside.com/news/2013/5/lednews_201305281350

18 พฤษภาคม 2552

Dubai Food City - ดูไบเมืองแห่งอาหาร


ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกตกต่ำอย่างตอนนี้ ผมมักจะได้ยินคนพูดกันอยู่บ่อยๆว่า "ไม่ต้องกลัว เมืองไทยยังไงก็ไม่อดตาย ยังไงคนก็ยังต้องกิน" หลายคนฝากความหวังว่าเมืองไทยยังไงก็เป็นครัวโลก เป็นอู่ข้าวอู่น้ำ ยิ่งตอนนี้ประชากรโลกเพิ่มขึ้น ดินฟ้าอากาศเปลี่ยนแปลงทำให้หลายประเทศผลิตอาหารไม่พอกิน ประเทศอาหรับถึงจะเป็นเศรษฐีน้ำมัน มีเงินก็ต้องนำมาซื้ออาหารจากเรา แต่ทว่า ....... ความคิดแบบนี้ระวังจะใช้ได้อีกไม่นานหรอกครับ ด้วยวิศวกรรมเปลี่ยนฟ้าแปลงดิน Geoengineering อีกหน่อยประเทศทะเลทรายอาจจะผลิตอาหารได้มากกว่าประเทศที่อุดมสมบูรณ์อย่างเราก็ได้ วันนี้ผมนำโครงการหนึ่งที่จะขับเคลื่อนความฝันของอาหรับ เพื่อไปสู่ประเทศที่ผลิตอาหารได้เอง โครงการนั้นคือ Dubai Food City

ปัจจุบันประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ต้องนำเข้าอาหารถึง 90% เชียวครับ ดังนั้นหาก Dubai Food City นี้ทำให้ประเทศนี้ไม่ต้องนำเข้าอาหารอีกต่อไป ก็ถือเป็นสิ่งที่คุ้มค่าแก่การลงทุน ก่อนหน้านี้ประเทศอาหรับได้ไปลงทุนทางด้านการเกษตรในหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องข้าวในเวียดนาม เรื่องผักในชิลี และซูดาน ทั้งนี้เพื่อสร้างความมั่นคงในด้านอาหาร อีกทั้งกะว่าจะเป็นผู้ส่งออกผลผลิตการเกษตรจากดินแดนที่ตนเข้าไปร่วมลงทุน ก่อนหน้านี้หากยังจำได้ว่า ซาอุดิอารเบียเคยคิดจะเข้ามาลงทุนปลูกข้าวในประเทศไทย แต่ถูกต่อต้านอย่างหนัก ทั้งนี้เขาต้องการเรียนรู้การปลูกข้าว เพื่อนำเทคโนโลยีกลับไปทำในบ้านเขาซึ่งเขาจะปลูกในเรือนควบคุมสภาพอากาศ

Dubai Food City จะเป็นเมืองที่ใช้พลังงานทางเลือก โดยทั้งเมืองจะผลิตพลังงานใช้เองทั้งหมดจากแหล่งพลังงานทางเลือกต่างๆ เช่น Solar Concentrator แต่ละอาคารจะมีเซลล์สุริยะแบบฟิล์มบางบนผิวทั้งหมด ทางเท้ามีระบบเก็บเกี่ยวพลังงานจากการเดินของคน มีเรือนปลูกผัก ผลไม้ ควบคุมสภาพอากาศ มีฟาร์มเลี้ยงสัตว์น้ำที่ล้ำสมัยที่สุดในโลก มีระบบการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่

ฟังดูก็ต้องกลับมาคิดว่า ประเทศอู่ข้าวอู่น้ำอย่างเรา จะปล่อยให้เกษตรยังเป็นแบบที่ไม่ต้องดูแลมาก แบบนี้ไปอีกนานแค่ไหนครับ .....

21 ตุลาคม 2551

Vertical Farm - ทำไร่บนตึกสูง (ตอนที่ 3)


วันนี้มาคุยต่อนะครับถึงการเกษตรแนวใหม่ ซึ่งย้ายการผลิตพืชพรรณธัญญาหาร จากชนบท มาสู่ตึกสูงในเมือง ซึ่งจะเป็นการปฏิวัติการเกษตรอีกครั้งหนึ่ง เพราะหลังจากนี้ การเกษตรจะเป็นเรื่องของความแม่นยำ ไม่ต้องปล่อยให้ดินฟ้าอากาศมาเป็นผู้ตัดสินอีกต่อไปแล้วครับ ศาสตราจารย์ Dickson Despommier แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ผู้เสนอแนวคิดนี้คงจะดีใจไม่น้อยครับ ที่กรรมการเมือง Las Vegas ได้ตัดสินใจที่จะก่อสร้างอาคารสำหรับทำ Vertical Farming ขึ้นที่มหานคร Las Vegas ด้วยงบประมาณสูงถึง 200 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยหวังว่าการทำไร่บนตึกสูงนี้จะทำกำไรด้วยความสามารถในการผลิตอาหารเลี้ยงประชากรได้ 72,000 คน และยังจะเป็นจุดท่องเที่ยวได้อีกด้วย ซึ่งหากมองในแง่ของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแล้ว การสร้าง Vertical Farm ในเมืองอย่าง Las Vegas ที่อยู่กลางทะเลทราย เป็นอะไรที่เข้าท่าเข้าทางมาก เพราะจะทำให้เมืองนี้สามารถพึ่งพาตัวเองทางด้านอาหารได้ ทำให้ลดการขนส่งอาหารเข้ามาจากแหล่งอื่น อาคารสำหรับทำไร่แห่งนี้จะปลูกพืชกว่า 100 ชนิด ซึ่งรวมทั้งสตอเบอร์รี่ กล้วย ถั่วต่างๆ ซึ่งก็จะส่งพืชผลเหล่านั้นหล่อเลี้ยงโรงแรม และคาสิโนต่างๆ โครงการนี้ได้เริ่มก่อสร้างแล้วครับ ซึ่งจะเริ่มดำเนินกิจการในปี ค.ศ. 2010

26 กรกฎาคม 2551

Intelligent Greenhouse - ระบบโรงเรือนอัจฉริยะ (ตอนที่ 2)


วันนี้ผมขอมาเล่าต่อนะครับ ในโอกาสที่ได้ไปสังเกตการณ์ การประชุมระดมสมอง เพื่อจัดทำแผนที่เทคโนโลยีเกษตรอิเล็กทรอนิกส์ (Agritronics) เพื่อ กล้วยไม้ ลำไย และปลาบึก ที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 10-11 มกราคม 2551 ในวันที่สอง ก็ได้ไปเยี่ยมชม สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ สำหรับสวนพฤกษศาสตร์แห่งนี้ ผมถือว่าเป็น Fan Club คนหนึ่งเลยทีเดียว เนื่องจากได้ไปเยี่ยมชมหลายครั้งแล้ว ทั้งหน้าร้อน หน้าฝน หน้าหนาว ที่นั่นมีโรงเรือนหลายแบบ ตั้งแต่ ร้อนแห้งแบบทะเลทราย ไปถึงชุ่มเย็นแบบป่าฝน มีโรงเรือนสำหรับไม้ใบ ไม้ดอก บัวและพืชชุ่มน้ำ โรงเรือนป่าฝนนั้นมีขนาดใหญ่อลังการมาก ถึงขนาดข้างในมีน้ำตก และบันไดเวียนเพื่อดูบรรยากาศข้างในโรงเรือน มีระบบปล่อยไอน้ำเพื่อควบคุมความชื้น หลังคาปรับเปิดปิดเพื่อควบคุมความเข้มแสง โรงเรือนชนิดนี้สร้างโดยประเทศฝรั่งเศส มีเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิ ความชื้น และปริมาณแสง อย่างไรก็ตามเซ็นเซอร์บางตัวก็เสียหายไม่ทำงานแล้ว การเปลี่ยนชุดเซ็นเซอร์มีราคาค่างวดที่แพง เนื่องจากหมดสัญญาดูแลแล้ว ดังนั้นทางสวนพฤกษศาสตร์จึงอยากให้ NECTEC เข้ามาช่วยเหลือในเรื่องของระบบเซ็นเซอร์


ผม และ คณะเดินทางที่ไปด้วยกัน ได้แก่ ดร. อดิสร ดร.ปิยะวุฒิ และ ดร. อุทัย ยังได้มีโอกาสไปดูสวนกล้วยไม้ของสวนพฤกษศาสตร์ ซึ่งเป็นโรงเรือนแบบเปิด ซึ่งเป็นที่เพาะเลี้ยงและอนุรักษ์กล้วยไม้ป่าจำนวนมาก ทางสวนฯ มีดำริจะให้มีการติดตั้งเซ็นเซอร์ เพื่อ monitor สภาพล้อมรอบที่แตกต่างกันในบริเวณโรงเรือน ที่มีพื้นที่กว้าง มีร่มเงาแตกต่างกัน รวมไปถึงการเล่นระดับความสูง ที่ทำให้มี micro-climate หรือ micro-environment แตกต่าง ซึ่งจะมีความเหมาะสมกับกล้วยไม้แต่ละพันธุ์แตกต่างกันไป ผมได้จินตนาการถึงระบบเซ็นเซอร์ตรวจสอบสภาพในเรือนกล้วยไม้ ที่ interactive กับผู้ดูแลผ่านโทรศัพท์มือถือ ก่อนจะกลับเราก็ได้ตั้งใจ และวางพันธะสัญญาต่อกันในคณะเดินทางว่า จะกลับมาใหม่ พร้อมกับเทคโนโลยีเพื่อมาติดตั้ง ณ ที่นี่ให้ได้
(ภาพด้านบน - Greenhouse ที่น่าตื่นตาตื่นใจ ภายใน สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ อ. แม่ริม จ. เชียงใหม่)

24 กรกฎาคม 2551

Intelligent Greenhouse - ระบบโรงเรือนอัจฉริยะ (ตอนที่ 1)


เมื่อช่วงต้นปี 2551 ระหว่างวันที่ 10-11 มกราคม ผมได้มีโอกาสเข้าร่วมการประชุมระดมสมอง เพื่อจัดทำแผนที่เทคโนโลยีเกษตรอิเล็กทรอนิกส์ (Agritronics) เพื่อ กล้วยไม้ ลำไย และปลาบึก ที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเขาก็พาไปดูระบบโรงเรือน 2 ที่ ที่แรกก็คือ โครงการวิจัยและพัฒนาการผลิตกล้วยไม้เชิงอุตสาหกรรม ในพระดำริสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ โรงเรือนที่เขาใช้เพาะเลี้ยงกล้วยไม้มี 2 แบบ คือ โรงเรือนแบบปิด กับ โรงเรือนแบบเปิด โรงเรือนที่นั่นเป็นแบบปิด สามารถควบคุมอุณหภูมิ ความชื้น ป้องกันแมลงเข้าไปในโรงเรือน โดยโรงเรือนเป็นโครงเหล็ก ใช้วัสดุพลาสติกครอบทั้งด้านข้าง และ หลังคา พลาสติกที่ใช้ครอบโรงเรือนเป็นพลาสติกที่ออกแบบมาให้มีความแข็งแรง มีความใสที่สามารถผ่าน สเปคตรัมของแสงที่พืชต้องการให้เข้าไปในโรงเรือน และกันช่วงความยาวคลื่นที่ไม่ต้องการออกไป พลาสติกที่ว่านี้จะต้องทนรังสี UV ด้วยนะครับ มิฉะนั้นมันจะกรอบอันเนื่องมาจาก โมเลกุลพอลิเมอร์เกิด Free Radicals เข้าทำปฏิกริยากันเป็น Crosslinked Chains ทำให้เสียสมบัติความยืดหยุ่นในที่สุด เท่าที่ผมดู โรงเรือนในศูนย์ก็ใช้กันมาประมาณ 4-5 ปีแล้ว พลาสติกที่ว่าก็เริ่มกรอบเสียหายแล้ว โรงเรือนที่ว่านี้ บริษัทในประเทศอิสราเอลเป็นคนประกอบและสร้างให้ อีกปัญหาที่พบคือ ตัวคอนโทรลที่เป็นอิเล็กทรอนิกส์ สำหรับควบคุมการเปิดปิดน้ำเย็น (เพื่อควบคุมให้กล้วยไม้ได้รับอุณหภูมิสม่ำเสมอ) เปิดพัดลมระบายอากาศ ได้เสียหายไม่สามารถทำงานได้ แต่ก็ยังสามารถทำงานด้วยระบบมืออยู่ครับ ทางวิศวกรผู้ควบคุมโรงเรือนได้ให้ความช่วยเหลือในการพาเข้าชม และตอบข้อสงสัยทุกอย่าง ท่านอยากให้มีเทคโนโลยีของคนไทยเพื่อนำมาใช้ทดแทนโรงเรือนของนอก หรืออย่างน้อยสร้างอะหลั่ยที่ใช้ทดแทนของที่เสียหาย เช่น พลาสติก เนี่ยผมไม่แน่ใจว่าเป็น Polycarbonate ผสมอนุภาคนาโนบางชนิดเพื่อทำให้เกิดความแข็งแรง และทนต่อ UV วัสดุที่ใช้เลี้ยงกล้วยไม้ก็น่าจะคิดทำในเมืองไทย เซ็นเซอร์ที่วัดอุณหภูมิ ความชื้น แสง และระบบควบคุมก็น่าจะทำได้ในเมืองไทย เช่นกัน

วันหลังจะมาเล่าต่อถึงอีกสถานที่ ที่ผมได้เป็นเยี่ยมชมนะครับ ........


(ภาพด้านบน - โรงเรือน หรือ Greenhouse มีความจำเป็นในประเทศที่มีอากาศหนาว เพื่อควบคุมให้สภาพในโรงเรือนมีความอบอุ่น เหมาะกับการปลูกพืช แต่ในประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศที่มีอากาศร้อนนั้น จะต้องมีการดัดแปลงเทคโนโลยี เช่น สำหรับกล้วยไม้ จะต้องมีระบบทำความเย็น โดยจะปล่อยน้ำเย็นออกมาผ่านครีบระบายความร้อน แล้วอาศัยลมที่เกิดจากพัดลม ดูดอากาศเย็นให้มาผ่านกล้วยไม้)