แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ urban agriculture แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ urban agriculture แสดงบทความทั้งหมด

14 เมษายน 2563

สิงคโปร์บรรจุ เกษตรกรรมเป็นวาระชาติ หวั่นวิกฤตแบบโควิด เกิดขึ้นอีก



วิกฤตโควิด จะทำให้ประเทศต่างๆ ที่เคยนำเข้าอาหาร หันมาสนใจทำการเกษตรมากขึ้น แม้ว่าการทำเกษตรเองจะมีต้นทุนสูงกว่าการนำเข้า แต่เพราะบทเรียนที่ประเทศส่งออกอาหารทั้งหลาย ระงับการส่งออก อีกทั้งขึ้นราคาอาหารในระหว่างวิกฤต ทำให้ประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าอาหาร ตัดสินใจว่า ถึงเวลาแล้วที่จะต้องลงทุนทำเกษตรอย่างจริงจัง

- ปัจจุบัน สิงคโปร์ผลิตอาหารได้เองเพียง 10% ของที่บริโภค นโยบาย "30 by 30" เป็นเป้าหมายที่จะทำให้สิงคโปร์ลดการพึ่งพาการนำเข้า โดยผลิตอาหารได้เอง 30% ภายในปี ค.ศ. 2030

- ขณะนี้ สิงคโปร์มีฟาร์มผักจำนวน 77 แห่ง โดยเป็นโรงงานปลูกพืชผักในร่ม 25 แห่ง และฟาร์มผักบนหลังคา (rooftop) 2 แห่ง ซึ่งผลิตผักได้ 14% ของการบริโภคทั้งหมด

- สิงคโปร์มีฟาร์มไก่ไข่ ที่มีกำลังผลิต 26% ของความต้องการในประเทศ มีฟาร์มปลา 22 แห่ง โดยเป็นฟาร์มในทะเล 110 แห่ง และฟาร์มบนบก 12 แห่ง มีกำลังผลิต 10% ของความต้องการในประเทศ

- สิงคโปร์ได้จัดตั้ง Agri-Food Innovation Park เพื่อบ่มเพาะสตาร์ทอัพทางด้านเกษตรและอาหาร มีบริษัทเทคโนโลยีอาหารเกิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็น สตาร์ทอัพที่ผลิตโปรตีนจากพืช (Plant-based meat) สตาร์ทอัพปลูกเนื้อสัตว์ (in vitro meat) สตาร์ทอัพผลิตนมด้วยการปลูกเซลล์ สตาร์ทอัพเพาะเลี้ยงแมลง เป็นต้น



- ล่าสุดสิงคโปร์เร่งแผนปฏิบัติการเกษตร ให้เป็นวาระเร่งด่วนมากยิ่งขึ้นไปอีก โดยจะเปิดฟาร์มปลูกผักบนหลังคาอาคารจอดรถยนต์ เพิ่มอีก 16 แห่ง ในเดือนหน้าและถัดไป นอกจากนี้ ยังมีการเร่งสำรวจอาคารร้าง และ อาคารที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ เพื่อแปลงเป็นพื้นที่เกษตร

- สิงคโปร์จะเพิ่มฟาร์มเลี้ยงปลา โดยทำฟาร์มเลี้ยงปลาแบบแนวดิ่ง (Vertical fish farm) โดยจะมีการสร้างอาคารเลี้ยงปลาขนาด 8 ชั้น ซึ่งจะทำให้สามารถผลิตปลาได้เป็น 8 เท่าของฟาร์มปกติ นอกจากนั้น สิงคโปร์ยังจะเปิดฟาร์มลอยน้ำ (Floating farm) ให้มากขึ้นในน่านน้ำสากล

- สิงคโปร์จะเน้นการทำเกษตรแบบ #เกษตรอัจฉริยะ โดยนำเทคโนโลยีอินเทอร์เนตของสรรพสิ่ง (internet of things) เทคโนโลยีดิจิทัล มาช่วยทำเกษตรให้มีประสิทธิภาพสูง ใช้ทรัพยากรอย่างแม่นยำ โดยตั้งเป้าจะเป็นผู้นำเทคโนโลยีเกษตรในเมือง (Urban farming) และเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยมีผลพลอยได้คือ ส่งเทคโนโลยีเหล่านี้ ไปขายให้กับประเทศเพื่อนบ้านอาเซียน รวมทั้งไทย



🛰 อัพเดตความก้าวหน้าทางด้านเกษตร และความรู้อื่นๆ ได้ทุกวัน กับ เพจเกษตรอัจฉริยะ 🛰
📲 Facebook ----> https://www.facebook.com/smartfarmthailand/
📲 Twitter ----> https://twitter.com/teerakiat_kerd/
Credit : Many Thanks to ....
- Data from https://www.straitstimes.com/lifestyle/food/grow-local
- Data from https://www.todayonline.com/8days/eatanddrink/newsandopening/24-singaporean-fresh-food-producers-get-veggies-eggs-fish-chicken
- Data from https://www.reuters.com/article/us-health-coronavirus-singapore-farming/singapore-ramps-up-rooftop-farming-plans-as-virus-upends-supply-chains-idUSKBN21Q0QY
- Data from https://www.thestar.com.my/opinion/columnists/on-the-beat/2020/04/12/food-for-thought
- Data from https://www.was.org/articles/The-Singapore-Aquaculture-Industry-Contributing-to-Singapores-Food-Security.aspx#.XpKgAMgzaUk

30 มีนาคม 2563

เข้าเอเชียแล้ว .. กระแส ซูเปอร์มาร์เก็ต ปลูกผักเองในห้าง แนะเกษตรกรรีบปรับตัว



สตาร์ทอัพสัญชาติอิสราเอล InFarm ซึ่งนำเทคโนโลยีการปลูกผักแนวตั้ง (Vertical Farming) มาหลอมรวมกับเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (Internet of Things) และปัญญาประดิษฐ์ ประกาศจะผลักดันกระแสการปลูกผักเองของซูเปอร์มาร์เก็ต ที่กำลังได้รับความนิยมทั่วทั้งยุโรป ออกไปยังทวีปอเมริกาและเอเชีย

- เมื่อต้นเดือน มี.ค. 2563 ที่ผ่านมา บริษัท InFarm ได้เปิดเผยว่า ขณะนี้ บริษัทได้รับเงินทุนจาก JR East หรือ การรถไฟสายตะวันออกของญี่ปุ่น เพื่อให้บริษัทขยายการดำเนินการเข้าไปในประเทศญี่ปุ่น โดยจะจัดตั้งบริษัท InFarm Japan ทั้งนี้ บริษัทรถไฟ JR East มีซูเปอร์มาเก็ตมากมายกระจายอยู่ทั่วญี่ปุ่น

- บริษัท InFarm นี้ ก่อตั้งในเยอรมัน โดยปัจจุบันได้รับเงินทุนกว่า 4 พันล้านบาท โดยมีการติดตั้ง ฟาร์มปลูกผักในซูเปอร์มาร์เก็ต ไปทั่วยุโรปแล้ว ทั้งในประเทศเยอรมัน ฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์ ลักเซมเบิร์ก สหราชอาณาจักร เดนมาร์ก และตอนนี้ยังขยายไปถึงแคนาดา อีกด้วย รวมๆ กัน มีฟาร์มแบบนี้มากถึง 600 แห่งแล้ว

- ฟาร์มในห้างซูเปอร์มาร์เก็ตของ InFarm จะเน้นการปลูกผักที่มีคุณภาพสูง อุดมด้วยสารอาหาร และสมุนไพรต่างๆ โดย InFarm บอกว่า ผักที่ปลูกแบบนี้ ทั้งปลอดภัยจากยาฆ่าแมลง แถมยังมีรสชาติ กรอบอร่อย กว่าผักที่ปลูกแบบเดิมอีกด้วย เพราะทางบริษัทใช้สูตรในการดูแลไม่ว่าจะเป็น อุณหภูมิ ความชื้น ความเข้มแสง การให้สารอาหาร ที่ปรับแต่งมาแล้ว สำหรับผักแต่ละชนิด ที่จะทำให้รสชาติอร่อยที่สุด



- ระบบปลูกแบบนี้ ได้เป็นที่พึงพอใจทั้งตัวห้างเอง และ ลูกค้าที่มาซื้อผัก เนื่องจากจะได้ผักใหม่ๆ สดๆ สะอาดปลอดภัย ระบบปลูกผักในห้างนี้ สามารถดูแลตัวเองได้ โดยแทบจะไม่ต้องใช้คนดูแลอีกเลยหลังจากนำมาปลูกในระบบแล้ว ซึ่งจะมีเซนเซอร์ต่างๆ คอยเก็บข้อมูล และเฝ้ามอง และส่งข้อมูลขึ้นคลาวด์อินเทอร์เน็ต ระบบจะควบคุมพารามิเตอร์ต่างๆ ให้เหมาะสมสำหรับผักแต่ละชนิด

- การที่ห้างค้าปลีก หันมาปลูกพืชเอง จะทำให้ห่วงโซ่มูลค่าจากเดิมที่ยาวๆ สั้นลงอย่างมากเลยครับพี่น้อง ... เหมือนรถยนต์ไฟฟ้า ที่มีห่วงโซ่มูลค่าสั้นลง เพราะใช้จำนวนชิ้นส่วนน้อยลงมาก ... ยุคต่อไป เราจะเห็นแบบนี้มากขึ้น ทั้งการผลิตสินค้าและอาหาร ที่ห่วงโซ่มูลค่าจะสั้นลง และเป็นการผลิตใกล้ผู้บริโภคมากขึ้น (Local Foods, Local Products)

- ก่อนหน้านี้ ห้างทาร์เก็ต (Target) ในสหรัฐอเมริกา ได้เริ่มทดลองปลูกผักในห้างเอง ตั้งแต่ต้นปี ค.ศ. 2017 โดยเริ่มต้นปลูก มันฝรั่ง บีทรูท ซุคคินี พริกไทย และมะเขือเทศสายพันธ์หายาก และทยอยขยายจำนวนสาขา และ จำนวนชนิดของพืชผักที่ปลูกไปเรื่อยๆ เช่น จะเพิ่มการผลิตพืชที่เป็นไม้ผล มากขึ้นเรื่อยๆ

- ต่อมา ห้างค้าปลีก Whole Foods ซึ่งมีมหาเศรษฐีเจ้าของเว็บไซต์ อี-คอมเมิร์ซ ชื่อดังยี่ห้อ Amazon เป็นเจ้าของ ก็ประกาศแผนจะเปิดโรงงานปลูกพืชผัก (Plenty) ในเมืองจีนจำนวนกว่า 300 แห่ง เน้นการส่งขายที่ซูเปอร์มาร์เก็ต

เห็นได้เลยว่า ในอนาคตอีกไม่นาน เกษตรกรผู้ปลูกผักจะต้องปรับตัวครั้งใหญ่แล้วครับ !!


.
🛰 อัพเดตความก้าวหน้าทางด้านเกษตร และความรู้อื่นๆ ได้ทุกวัน กับ เพจเกษตรอัจฉริยะ 🛰
📲 Facebook ----> https://www.facebook.com/smartfarmthailand/
📲 Twitter ----> https://twitter.com/teerakiat_kerd/
Credit : Many Thanks to ....
- Data from https://nocamels.com/2020/03/israel-founded-infarm-urban-farming-japan/
- Data from https://thespoon.tech/infarms-high-tech-vertical-farms-head-to-canadian-grocery-stores/

14 ตุลาคม 2560

สตาร์ทอัพปลูกผักในร่ม ประกาศกร้าว ! เตรียมสร้างโรงงานปลูกผักใน 500 เมืองใหญ่ ทั่วโลก


ประกาศออกมาแบบนี้ ... กรุงเทพ เชียงใหม่ เจอแน่นอนครับพี่น้อง !!
.
สตาร์ทอัพปลูกผักในร่มแห่งซิลิกอนวัลเล่ย์ บริษัทเพลนตี้ (Plenty) ประกาศจะเปิดฟาร์มปลูกพืชผักในร่มใน 500 เมืองที่มีประชากรเกิน 1 ล้านคน ทั่วโลก เบื้องต้นจะเริ่มสร้างโรงงานปลูกพืชใกล้กับเมืองซานฟรานซิสโก เพื่อป้อนซูเปอร์มาร์เก็ต และ ร้านอาหารต่างๆ ในเขตเมือง จากนั้นจะขยายไปยังเมืองต่างๆ ทั่วสหรัฐ โดยในปี ค.ศ. 2019 จะบุกไปสร้างโรงงานปลูกพืชผักในร่มที่ประเทศอังกฤษ ก่อนแล้วค่อยๆ กระจาย ขยายไปทั่วโลก โดยท่านซีอีโอของสตาร์ทอัพแห่งนี้บอกว่า จะสร้างโรงงานปลูกพืชผักตรงกลางเมืองเลย ซึ่งจะทำให้การขนส่งถูกมากๆ พร้อมกับมั่นใจว่า ผักที่ไม่มียาฆ่าแมลง แถมได้กินกันเกือบสดๆ ปลูกใจกลางเมือง จะต้องเป็นที่ตอบรับของประชากรเมืองอย่างแน่นอน
.
ก่อนหน้านั้น ช่วงปลายเดือน กรกฎาคม 2560 ที่ผ่านมา กองทุนร่วมลงทุน (Venture Capital) ของบริษัทซอฟต์แบงค์ ได้ร่วมกับ อีริค ชมิทด์ อดีตซีอีโอแห่ง กูเกิ้ล และ เจฟ เบซอส ผู้ก่อตั้งอเมซอน ร่วมลงขัน 200 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 6,700 ล้านบาท ลงทุนในบริษัทเพลนตี้ (Plenty) การลงทุนของซอฟต์แบงค์ครั้งนี้ สร้างความฮือฮาในวงการ เกษตรเขตเมือง ไม่น้อยเลยทีเดียวครับ
.
เพลนตี้บอกว่า ระบบของเขาสามารถปลูกผักได้เป็น 350 เท่าของการปลูกการแจ้ง โดยใช้น้ำแค่เพียง 1% เท่านั้น 


.

กระแสบูมโครงการก่อสร้างเรือนปลูกพืชผักในร่มแบบที่เรียกว่า Plant Factory กำลังร้อนแรงสุดๆ ในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะในปีที่ผ่านมา ข้ามปีมาถึงปีนี้ เริ่มมีการก่อสร้างเรือนปลูกผักแนวดิ่งในหลาย ๆ เมือง แข่งกันเลยทีเดียว ข้อได้เปรียบประการหนึ่งของผักที่ปลูกในร่มคือ มันจะสะอาด ไม่ค่อยมีแบคทีเรีย จึงสามารถอยู่ในชั้นวางของซูเปอร์มาร์เก็ต ได้นานกว่าผักที่มาจากการปลูก กลางแจ้ง ในที่สุดแล้ว ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านอาหาร ภัตตาคารต่างๆ ก็จะเริ่มหันมาขายอาหารที่เกิดจากการผลิตใกล้ๆ ขนส่งไม่ไกล เหมือนกับปรากฎการณ์ที่ กำลังเกิดขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกา และยุโรป ขณะนี้
..
ยุคแห่งเกษตรกรรมในเมืองกำลังจะเกิดขึ้นแล้ว ... เกษตรกรที่อยู่ในชนบท ในพื้นที่ห่างไกล จะทำอย่างไรต่อไป เมื่อเกษตรในเมืองเริ่มเข้ามาแทนที่มากขึ้นเรื่อยๆ ?!?!
.

อัพเดตความก้าวหน้าทางด้านเกษตรได้ทุกวัน กับ เพจเกษตรอัจฉริยะ ... https://www.facebook.com/smartfarmthailand/

Credit : Many Thanks to ....
- Data from https://www.thetimes.co.uk/article/bosses-of-google-and-amazon-back-plenty-in-plan-to-bring-high-tech-farm-warehouses-to-feed-britain-rsrv2hp0z
- Data from http://www.cityfarmer.info/2017/09/14/vertical-farm-plans-to-build-massive-indoor-farms-on-the-outskirts-of-every-major-city-on-earth/
- Data from https://www.bloomberg.com/news/articles/2017-07-19/softbank-s-vision-fund-leads-200-million-bet-on-indoor-farming
- Picture from http://www.greenlifeplanet.net/zipgrow.html

23 กรกฎาคม 2560

เกษตรในร่มมาแรง ! ซอฟต์แบงค์ลงทุน 6,700 ล้านบาท สตาร์ทอัพปลูกพืชผักแนวตั้งในร่ม หวังป้อนเมืองใหญ่ทั่วโลก



กองทุนของซอฟต์แบงค์ ร่วมกับ อีริค ชมิทด์ อดีตซีอีโอแห่ง กูเกิ้ล และ เจฟ เบซอส ผู้ก่อตั้งอเมซอน ร่วมลงขัน 200 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 6,700 ล้านบาท ลงทุนในบริษัทปลูกพืชผักแนวตั้งในร่ม (Plant Factory) ของซิลิกอนวัลเลย์ โดยจะสร้างโรงงานปลูกพืชใกล้กับเมืองซานฟรานซิสโก เพื่อป้อนซูเปอร์มาร์เก็ต และ ร้านอาหารต่างๆ ในเขตเมือง การลงทุนของซอฟต์แบงค์ครั้งนี้ สร้างความฮือฮาในวงการ เกษตรเขตเมือง ไม่น้อยทีเดียวครับ
.
ถึงแม้จะมีการแข่งขันอย่างรุนแรง ระหว่างสตาร์ทอัพปลูกผักในร่ม แต่บริษัทเพลนตี้ (Plenty) ของซิลิกอนวัลเลย์ ซึ่งได้รับการลงทุนในครั้งนี้ ก็บอกว่าเทคโนโลยีตัวเองนั้นไม่เหมือนใคร และมีการวิจัยพัฒนา ไม่ใช่แค่เอาหลอดไฟแอลอีดีมาประกอบเหมือนสตาร์ทอัพทั่วไป โดยเพลนตี้ปลูกผักในแนวดิ่งจริงๆ โดยวัสดุปลูกอยู่ในแนวดิ่งไม่ใช่แนวนอนเหมือนสตาร์ทอัพส่วนใหญ่ รวมทั้งมีการวิจัยประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน และ ระบบระบายความร้อนจากหลอดไฟแอลอีดี
.
เพลนตี้บอกว่า ระบบของเขาสามารถปลูกผักได้เป็น 350 เท่าของการปลูกการแจ้ง โดยใช้น้ำแค่เพียง 1% เท่านั้น


กระแสบูมโครงการก่อสร้างเรือนปลูกพืชผักในร่มแบบที่เรียกว่า Plant Factory กำลังร้อนแรงสุดๆ ในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะในปีที่ผ่านมา ข้ามปีมาถึงปีนี้ เริ่มมีการก่อสร้างเรือนปลูกผักแนวดิ่งในหลาย ๆ เมือง แข่งกันเลยทีเดียว
.
ข้อได้เปรียบประการหนึ่งของผักที่ปลูกในร่มคือ มันจะสะอาด ไม่ค่อยมีแบคทีเรีย จึงสามารถอยู่ในชั้นวางของซูเปอร์มาร์เก็ต ได้นานกว่าผักที่มาจากการปลูกกลางแจ้ง ในที่สุดแล้ว ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านอาหาร ภัตตาคารต่างๆ ก็จะเริ่มหันมาขายอาหารที่เกิดจากการผลิตใกล้ๆ ขนส่งไม่ไกล เหมือนกับปรากฎการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกา และยุโรป ขณะนี้
..
ยุคแห่งเกษตรกรรมในเมืองกำลังจะเกิดขึ้นแล้ว ... เกษตรกรที่อยู่ในชนบท ในพื้นที่ห่างไกล จะทำอย่างไรต่อไป เมื่อเกษตรในเมืองเริ่มเข้ามาแทนที่มากขึ้นเรื่อยๆ ?!?!



อัพเดตความก้าวหน้าทางด้านเกษตรได้ทุกวัน กับ เพจเกษตรอัจฉริยะ ... https://www.facebook.com/smartfarmthailand/

Credit : Many Thanks to ....
- Data from https://techcrunch.com/2017/07/19/billionaires-make-it-rain-on-plenty-the-indoor-farming-startup/
- Data from https://www.bloomberg.com/news/articles/2017-07-19/softbank-s-vision-fund-leads-200-million-bet-on-indoor-farming
- Picture from https://www.fastcompany.com/40420610/has-this-silicon-valley-startup-finally-nailed-the-indoor-farming-model

24 พฤษภาคม 2560

นี่หรือเกษตรกรแห่งอนาคต ? แต่งตัวดี ใส่สูทผูกไทด์ เก็บผักชิลล์ ชิลล์



แนวคิดของเกษตรในร่ม (Indoor Agriculture) การทำฟาร์มแนวดิ่งในอาคาร (Vertical Farm) นั้นเกิดมานานแล้ว แต่ก็ไม่ค่อยมีการสร้างกันจริงๆ ในเชิงพาณิชย์ เพราะถูกมองว่าไม่คุ้มค่า .. มีแต่แนวคิด หรือ คนออกแบบมาสวยๆ เก๋ๆ เพื่อทำประกวดกัน หรือไม่ก็ใช้โฆษณาเพื่อหวังบางอย่าง จนกระทั่งใน 1-2 ปีมานี้เองครับ ที่เกิดกระแสบูมโครงการก่อสร้างโรงเรือนปลูกผักแนวดิ่ง กันอย่างมากมาย และกำลังเป็นเทรนด์ที่ร้อนแรงสุดๆ ในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะในปีนี้ เริ่มมีการก่อสร้างเรือนปลูกผักแนวดิ่งในหลาย ๆ เมือง แข่งกันเลยทีเดียว ... และในปีที่ผ่านมา สหรัฐอเมริกาถึงกับจัดโชว์สถาปัตยกรรมเกษตรแนวดิ่งในงาน เวิลด์เอ็กซ์โป ที่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี กันเลยครับ
..
คนไทยเราอาจจะมองว่ามันไม่ค่อยเข้าท่าหรือไม่คุ้ม ... แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านอนาคตศาสตร์บอกว่า เมืองใหญ่ทุกเมืองในโลกนี้ อีกหน่อยก็จะมีฟาร์มแนวดิ่งกันเต็มไปหมดครับ !! เมื่อไม่นานมานี้ นครเซี่ยงไฮ้ ก็มีการวางแผนที่จะสร้างคอมเพล็กซ์สำหรับเกษตรกรรมในร่มขนาดใหญ่ในเมืองด้วยนะครับ
..
Vertical Farm หรือ ฟาร์มแนวดิ่ง เป็นแนวคิดในการทำไร่ทำนาในแนวตั้ง โดยใช้พื้นที่บนอาคารสูง และที่สำคัญเป็นการทำการเกษตรในเมือง ที่มีประชากรอาศัยอยู่หนาแน่น ผู้ที่บุกเบิกแนวคิดนี้คือ ศาสตราจารย์ ดิกสัน เดสพอมเมียร์ (Dickson Despommier) แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย .
การทำไร่บนตึกสูงนี้ มีข้อดีหลายอย่างและสามารถช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่มนุษยชาติกำลังเผชิญ ดังต่อไปนี้ครับ
.
- ในอนาคตอีกไม่นาน ประชากรของโลกส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่ในเมือง ประมาณกันว่าในปี ค.ศ. 2050 ประชากร 80% ของโลก (ประมาณ 9 พันล้านคน) จะอาศัยอยู่ในเมือง
.
- แต่การเกษตรในปัจจุบันกระทำกันในพื้นที่ชนบท ห่างไกลจากเมือง นั่นหมายถึงต้องมีการขนส่งมาถึงผู้บริโภค ทำให้ต้องใช้พลังงานมาก รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการดูแลโครงสร้างพื้นฐาน (ถนน หนทาง) ไปกับจำนวนประชากรที่เบาบาง ที่ต้องทำหน้าที่แรงงานในภาคเกษตร


- การย้ายไร่นามาอยู่บนอาคารในเมือง เป็นการผลิตที่ใกล้ผู้บริโภค เป็นการผลิตอาหารที่มีประสิทธิภาพ สามารถควบคุมให้มีการรบกวนต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด เราสามารถคืนผืนดินสู่ธรรมชาติ คืนพื้นที่เกษตรกรรมให้กลับกลายเป็นผืนป่าอีกครั้ง ซึ่งจะเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอน (Carbon Storage) ป่าเหล่านี้จะช่วยดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์จากชั้นบรรยากาศช่วยลดภาวะโลกร้อนได้ เมื่อมีผืนป่า สัตว์ป่าก็จะกลับคืนมาอีกครั้ง
.
- จะเกิดแรงงานในภาคเกษตรรูปแบบใหม่ ในกระบวนการผลิตอาหารในเมือง จะเกิดฟาร์มเกษตรบนอาคารขึ้นมากมายในเมือง เพื่อเลี้ยงประชากรในเมือง
.
- เราสามารถปลูกพืชได้ทั้งปีโดยไม่ต้องกังวลกับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงอีกต่อไป หากเรายังทำเกษตรแบบเดิม ก็มีแต่จะต้องเพิ่มพื้นที่เกษตรในแนวราบ เพื่อจะหล่อเลี้ยงประชากรที่เพิ่มขึ้นของโลก ทั้งนี้โลกของเราแทบจะไม่เหลือพื้นที่ให้ทำการเกษตรได้อีกแล้ว นอกเสียจากจะต้องยอมสูญเสียผืนป่าเขตร้อนอันมีค่า (ตัวอย่าง ป่าอะเมซอน และ ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร)
.
ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา แนวคิดของ Vertical Farm ได้มีการนำไปปฏิบัติทั้งในขั้นของการทดลอง หรือ แม้แต่ในเชิงการค้า เช่น ในประเทศเกาหลี ญี่ปุ่น สิงคโปร์ สวีเดน หรือในประเทศสหรัฐอเมริกาเจ้าของความคิดเอง ในประเทศสิงคโปร์เองนั้น มีแนวคิดที่ จะทำให้เกิด Vertical Farm ทั่วทั้งเกาะเลยทีเดียว เพื่อเป็นการสร้างความมั่นคงทางด้านอาหารให้แก่ประเทศ
..
รอชมกันต่อไปครับผม
..
อัพเดตความก้าวหน้าทางด้านเกษตรได้ทุกวัน กับ เพจเกษตรอัจฉริยะ ... https://www.facebook.com/smartfarmthailand/
Credit : Many Thanks to .....
- Picture from http://architizer.com/blog/pasona-hq-urban-farming-kono-designs/#.UVYgGL9uGM
- Picture from http://eandt.theiet.org/magazine/2015/12/farming-in-cities.cfm
- Picture from https://www.pinterest.com/pin/506655026799634699/

16 พฤษภาคม 2560

อสังหาฯ 4.0 - เมื่อหมู่บ้านจัดสรร และ คอนโดมิเนียม ทำ "ฟาร์มเกษตร" เอง สร้างงาน สร้างอาหาร ให้ลูกบ้าน



เมื่อประมาณต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปฟังสัมมนาที่จัดโดยบริษัทอสังหาริมทรัพย์ชื่อดังเจ้าหนึ่ง โดยในสัมมนานั้น บริษัทนี้ได้เปิดเผยว่า กำลังมองหาธุรกิจใหม่ๆ และความแปลกใหม่เพื่อมาสร้างความน่าอยู่ให้แก่สังคมคอนโดมิเนียม และ หมู่บ้านจัดสรร ซึ่งหนึ่งในสิ่งที่บริษัทนี้กำลังสนใจอยู่ก็คือ "ฟาร์มแนวดิ่ง" (Vertical Farm) ซึ่งบริษัทกำลังมองหาเทคโนโลยี และ โมเดลทางธุรกิจ เพื่อจัดตั้งฟาร์มเกษตรในพื้นที่ส่วนกลางของคอนโดมิเนียม และหมู่บ้านจัดสรร แถมยังบอกว่า "ต่อไป ... สโมสรของหมู่บ้าน จะมีฟาร์มเกษตร เราจะปลูกผักเอง โดยลูกบ้านเป็นผู้ดูแล หรือ ผู้สูงวัยในหมู่บ้านอาจจะเข้ามาช่วยดูแลให้โดยมีค่าตอบแทน ซึ่งก็จะทำให้ผู้สูงวัยมีรายได้ และมีความสุขจากการทำฟาร์ม ทำสวน"
.
จะว่าไป .. จริงๆ แล้ว เรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะในสหรัฐอเมริกาเองนั้น หมู่บ้านจัดสรรหลายๆ แห่งได้มีการนำเรื่องของฟาร์มเกษตรในหมู่บ้านจัดสรรมาเป็นจุดขายของโครงการมาสักพักแล้ว และตอนนี้ กระแสนี้ก็ได้ระบาดมาถึงคอนโดมิเนียมกลางนครนิวยอร์ค แล้วด้วยครับ
.
อย่างเช่นหมู่บ้านจัดสรรแห่งหนึ่งที่มีมูลค่าโครงการถึง 34,000 ล้านบาท ในรัฐเท็กซัส ได้ว่าจ้างให้เกษตรกรมาช่วยพัฒนาฟาร์มในโครงการให้เกิดขึ้น ก่อนที่จะมีการเริ่มสร้างบ้าน ซึ่งโครงการนี้จะมีบ้านมากถึง 3,200 หลังในโครงการ .. หมู่บ้านจัดสรรชื่อ วิลโลส์ฟอร์ด (Willowsford) ในมลรัฐเวอร์จิเนีย ซึ่งมีลูกบ้าน 2,130 หลัง ได้จัดสรรเนื้อที่มากถึง 5,000 ไร่ เพื่อเป็นฟาร์มเกษตร และ พื้นที่สีเขียว แถมยังกันพื้นที่ 700 กว่าไร่ เพื่อทำสวนผลไม้ ปลูกผัก เลี้ยงไก่ไข่ และ แพะให้นม นี่กะจะไม่ซื้อกินข้างนอกเลยหรอนั่น ?

.
นักวิเคราะห์อสังหาริมทรัพย์ชี้ว่า นี่แหล่ะคืออนาคตของหมู่บ้านจัดสรร ที่สามารถผลิตอาหารออร์แกนิก ที่สะอาด ปลอดภัย และใกล้กับผู้บริโภค เป็นสวัสดิการต้นทุนต่ำ ที่หมู่บ้านจัดสรรทุกหมู่บ้านควรจะมี ซึ่งหลายๆ หมู่บ้านนอกจากผลิตเพื่อทานกันเองในหมู่บ้านแล้ว ยังส่งขายไปยังห้างสรรพสินค้า และ ภัตตาคารต่างๆ ที่อยู่ใกล้ๆ อีกด้วย
.
กระแสนี้ ยังได้ลุกลามเข้ามาสู่หมู่บ้านจัดสรร และ คอนโดมิเนียมในเมือง อย่างเช่น หมู่บ้านแคนเนอรี (Cannery) ซึ่งอยู่ในเมืองเดวิส มลรัฐแคลิฟอร์เนีย มีจำนวนบ้าน 547 หลัง ได้จัดพื้นที่ฟาร์มในหมู่บ้านเอาไว้ 15 ไร่ โดยได้จ้างเกษตรกรมาดูแลเต็มเวลา เพื่อผลิตผลไม้ และ ผัก ปลอดภัยขายให้คนในหมู่บ้าน ... ส่วน คอนโดมิเนียมที่มีชื่อ 550 แวนเดอบิลท์ อะเวนิว (550 Vanderbilt Avenue) ในมหานครนิวยอร์ค นั้นได้มีการจัดสรรพื้นที่บนหลังคาอาหาร 1,600 ตารางฟุตสำหรับทำฟาร์มเกษตร โดยจัดพื้นที่ 3 x 10 ฟุต เพื่อให้สมาชิกของคอนโดที่สนใจ สามารถปลูกพืชที่ต้องการ ซึ่งก็มีลูกบ้านมาปลูกผักไว้กินเอง และส่งภัตตาคารที่อยู่ในคอนโด
.
อีกไม่นาน กระแสนี้คงจะระบาดมาถึงเมืองไทย .. และเมื่อนั้น หมู่บ้านจัดสรรต่างๆ ก็จะมีอาหารออร์แกนิก ไว้เลี้ยงตัวเองอย่างสบายกันเสียที
.

อัพเดตความก้าวหน้าทางด้านเกษตรได้ทุกวัน กับ เพจเกษตรอัจฉริยะ ... https://www.facebook.com/smartfarmthailand/

Credit : Many Thanks to ....
- Data and Picture from https://www.wsj.com/articles/farm-to-condo-movement-stakes-its-claim-to-brooklyn-rooftop-1491391801
- Data from https://www.bloomberg.com/news/articles/2015-02-26/to-lure-homebuyers-developers-use-farms-vegetable-gardens
- Picture from http://www.businessinsider.com/brooklyn-apartment-complex-rooftop-farm-550-vanderbilt-2017-5

28 กุมภาพันธ์ 2560

จีนสร้าง "วงแหวนเกษตร" รอบเมืองใหญ่ แหล่งอาหารคนเมืองอนาคต .. ไม่ต้องขนส่งไกลจากชนบท



จีนมีประชากรอาศัยอยู่ในเมืองเกินครึ่งมาหลายปีแล้วครับ ดังนั้นเรื่องการผลิตอาหารกำลังจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ของจีน จากแนวโน้มที่ประชากรจะย้ายจากชนบทมาอยู่ในเมืองเพิ่มขึ้นอีก รวมทั้ง จำนวนเกษตรกรในชนบทก็จะลดลงเรื่อย ๆ

สิ่งที่จีนกำลังจะทำ เรียกว่า "แบบขนานใหญ่" ที่เกี่ยวกับการผลิตอาหารจะมี 2 เรื่องคือ

(1) การทำเกษตรให้ทันสมัย โดยใช้เครื่องจักรกล หุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติมาทำงานแทนมนุษย์ หรือ เรียกว่าใช่ Robot Farmers มาทำงานในฟาร์มในชนบท

(2) สร้างระบบเกษตรกรรมในเมืองให้แข็งแกร่ง ให้เมืองเลี้ยงตัวเองได้ (Urban Farming) โดยไม่ต้องพึ่งพาอาหารจากการเพาะปลูกในชนบทอีกต่อไป

และสิ่งหนึ่งที่เมืองใหญ่ๆ ในจีนหลายๆ เมือง กำลังทำตอนนี้คือ .... การสร้าง "วงแหวนเกษตร" รอบเมือง คล้ายๆ กับการสร้างถนนวงแหวนนั่นหล่ะครับ ครับ แต่อันนี้จะเป็นพื้นที่เกษตร ที่โอบล้อมเมืองเอาไว้



ผมก็เคยไปดูที่เซี่ยงไฮ้ ... ขับรถออกจากเมืองมาประมาณ 10-20 กิโลเมตร ก็เป็นพื้นที่เกษตรกว้างใหญ่ไพศาลแล้ว !!!

วงแหวนเกษตร ของเค้าไม่ธรรมดานะ ! อย่างที่เซี่ยงไฮ้นี่ มีวงแหวนเกษตรขนาด 1.8 ล้านไร่ ผลิตไข่ไก่ได้เอง 100% รวมทั้งเนื้อไก่ และ นมด้วย

ส่วนผักผลิตได้ 80% เนื้อหมูอีก 50% เลย

ด้วยความมุ่งมั่น ... รัฐบาลจีนตั้งใจจะทำให้เมืองใหญ่ๆ เลี้ยงตัวเองได้ให้หมดในอนาคต !!!


..
อัพเดตความก้าวหน้าทางด้านเกษตรได้ทุกวัน กับ เพจเกษตรอัจฉริยะ ... https://www.facebook.com/smartfarmthailand/
Credit : Many Thanks to .....
- Data and Picture from http://www.designboom.com/architecture/new-urban-farming-in-china-3-22-2015/
- Picture from http://g.fastcompany.net/multisite_files/fastcompany/poster/2014/09/3035835-poster-p-1-this-new-chinese-mall-will-be-topped-with-an-urban-farm-for-neighbors.jpg

28 พฤษภาคม 2558

Pinkhouse - โรงเรือนสีชมพู อนาคตของเกษตรโลก


เกษตรกรรมอาจจะแบ่งได้อย่างกว้าง เป็น 2 แบบครับคือ

(1) เกษตรกลางแจ้ง (Outdoor Farming) เป็นเกษตรแบบดั้งเดิมที่ต้องต่อสู้กับสภาพดินฟ้าอากาศ
(2) เกษตรในร่ม (Indoor Farming) เป็นเกษตรในร่ม ในสิ่งปลูกสร้างที่มีการควบคุมสภาพแวดล้อม

ปกติเกษตรในร่มที่ทำกัน ก็มักจะทำในโรงเรือน (Greenhouse) ซึ่งใช้แสงธรรมชาติ แต่ในระยะหลังๆ มานี้ เริ่มมีการนำเอาหลอดไฟ LED ที่ให้เฉพาะแสงช่วงที่พืชต้องการ คือสีแดง กับ สีฟ้า เมื่อมาผสมกันก็มักจะได้สีออกม่วงอมชมพู ทำให้โรงเรือนแบบนี้มีชื่อเรียกใหม่ เก๋ไก๋ว่า Pinkhouse ซึ่งจะมีข้อดีคือ

- หลอดไฟ LED ให้เฉพาะแสงในช่วงที่พืชต้องการ จึงประหยัดพลังงาน ไม่เกิดความร้อน

- พืชโตเร็วกว่าปกติ เพราะได้รับแสงที่ต้องการจริงๆ

- การใช้หลอดไฟ LED แทนแสงธรรมชาติ ทำให้สามารถเพาะปลูกแบบแนวดิ่งหรือ Vertical Farming ได้ ในขณะที่หากใช้แสงธรรมชาติ จะเกิดเงา ทำให้พืชที่อยู่ใต้ๆ ลงมาไม่ค่อยได้รับแสง แต่การใช้ LED สามารถออกแบบให้หลอด LED เข้าไปตามหลืบต่างๆ ได้

ผมเชื่อว่า เกษตรในเมือง (Urban Farming) ที่น่าจะเป็นไปได้คือ น่าจะเกิดเป็นฟาร์มในร่มที่น่าจะใช้โกดังตามชานเมือง มากกว่าที่จะเป็นการปลูกผักในอาคารสูง อย่างที่เป็นกระแสในสื่อต่างๆ ... แต่ถ้าหากเป็นในอนาคตยาวๆ ละก็ มันก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้นครับ

Credit :
- Data and Pictures from http://www.ledinside.com/news/2013/5/lednews_201305281350

30 กันยายน 2552

The Future of Agriculture - อนาคตของเกษตรกรรม (ตอนที่ 1)


จะตลกไหมครับหากผมจะพูดว่า ในอนาคตประเทศอาหรับจะกลายมาเป็นประเทศเกษตรกรรมล้ำหน้า หรือว่า ในอนาคตประเทศไทยจะกลายมาเป็นประเทศผู้ส่งออกไวน์รายใหญ่ แล้วคอยดูต่อไปนะครับว่า เรื่องแบบนี้ไม่ได้อยู่ไกลเกินฝัน อีกไม่นาน เราจะเริ่มเห็นการเคลื่อนไหวในวงการเกษตรกรรม ที่อาจทำให้โลกพลิกซ้ายพลิกขวาไปเลยครับ

บทความชุดนี้ ผมจะนำเทคโนโลยีที่คาดหมายว่าจะเป็นอนาคตของวงการเกษตรกรรม ที่จะนำไปสู่การปฏิวัติเกษตรกรรมครั้งที่ 2 มาเล่าให้ฟังครับ

เทคโนโลยีที่ผมจะแนะนำในวันนี้ คือ Indoor Farming หรือการทำไร่ทำนาในร่ม ซึ่งอาจจะหมายถึงการทำในโรงเรือน (Green House) การทำไร่ในอาคารสูง (Vertical Farming) หรืออาจทำในเมืองในแหล่งธุรกิจอย่างสีลม (Downtown Farming) ซึ่งผมเคยพูดไปก่อนหน้านี้แล้วเกือบทั้งหมดครับ ซึ่งในระยะหลังๆ นี้ แนวคิดการทำเกษตรกรรมในพื้นที่ทะเลทรายกำลังมาแรงครับ มีการทดลองสร้างโรงเรือนเกษตรกรรมในทะเลทรายที่อยู่ไม่ไกลจากทะเล โดยโรงเรือนเหล่านี้อาศัยพลังงานจากแสงอาฑิตย์ และพลังงานลม เพื่อผันน้ำจากทะเลเข้ามาเปลี่ยนให้เป็นน้ำจืด สำหรับรดน้ำให้แก่พืช รวมทั้งสร้างความชื้นในโรงเรือนเพื่อให้พืชสามารถเจริญเติบโตได้ สำหรับเมืองไทยแล้ว การทำ Indoor Farming เคยถูกมองว่าไม่จำเป็นในอดีต แต่เมื่อสภาวะอากาศเปลี่ยนแปลงไป แนวคิดในการทำ Indoor Farming ก็เริ่มมีความสำคัญกับพืชหลายชนิด โดยเฉพาะพืชที่มีมูลค่า เช่น กล้วยไม้ ผักห้าง ไม้ดอกต่างๆ ข้อดีของเกษตรกรรมในร่มก็คือ เราสามารถทำเกษตรกรรมที่ใดก็ได้ พืชชนิดใดก็ได้ เพราะอีกหน่อย พื้นที่เกษตรกรรมเหมาะๆ มีแต่จะหายาก มีที่ตรงไหนทำได้ ก็ต้องเอาตรงนั้น เทคโนโลยีนี้จึงใช้กันมากขึ้นทุกที แม้แต่ในประเทศที่ปลูกอะไรก็ขึ้นอย่างบ้านเรา

21 ตุลาคม 2551

Vertical Farm - ทำไร่บนตึกสูง (ตอนที่ 3)


วันนี้มาคุยต่อนะครับถึงการเกษตรแนวใหม่ ซึ่งย้ายการผลิตพืชพรรณธัญญาหาร จากชนบท มาสู่ตึกสูงในเมือง ซึ่งจะเป็นการปฏิวัติการเกษตรอีกครั้งหนึ่ง เพราะหลังจากนี้ การเกษตรจะเป็นเรื่องของความแม่นยำ ไม่ต้องปล่อยให้ดินฟ้าอากาศมาเป็นผู้ตัดสินอีกต่อไปแล้วครับ ศาสตราจารย์ Dickson Despommier แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ผู้เสนอแนวคิดนี้คงจะดีใจไม่น้อยครับ ที่กรรมการเมือง Las Vegas ได้ตัดสินใจที่จะก่อสร้างอาคารสำหรับทำ Vertical Farming ขึ้นที่มหานคร Las Vegas ด้วยงบประมาณสูงถึง 200 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยหวังว่าการทำไร่บนตึกสูงนี้จะทำกำไรด้วยความสามารถในการผลิตอาหารเลี้ยงประชากรได้ 72,000 คน และยังจะเป็นจุดท่องเที่ยวได้อีกด้วย ซึ่งหากมองในแง่ของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแล้ว การสร้าง Vertical Farm ในเมืองอย่าง Las Vegas ที่อยู่กลางทะเลทราย เป็นอะไรที่เข้าท่าเข้าทางมาก เพราะจะทำให้เมืองนี้สามารถพึ่งพาตัวเองทางด้านอาหารได้ ทำให้ลดการขนส่งอาหารเข้ามาจากแหล่งอื่น อาคารสำหรับทำไร่แห่งนี้จะปลูกพืชกว่า 100 ชนิด ซึ่งรวมทั้งสตอเบอร์รี่ กล้วย ถั่วต่างๆ ซึ่งก็จะส่งพืชผลเหล่านั้นหล่อเลี้ยงโรงแรม และคาสิโนต่างๆ โครงการนี้ได้เริ่มก่อสร้างแล้วครับ ซึ่งจะเริ่มดำเนินกิจการในปี ค.ศ. 2010

17 กันยายน 2551

Vertical Farm - ทำไร่บนตึกสูง (ตอนที่ 2)


เรามาดูเทคโนโลยีที่ใช้ประกอบเป็นอาคารสำหรับการทำไร่บนตึกกันนะครับ
  • เรื่องพลังงาน อาคารที่ใช้ทำไร่นั้นจะอาศัยพลังงานหมุนเวียนครับ แผง Solar Cell ที่อยู่เหนือยอดตึก ซึ่งสามารถที่จะหมุนตามดวงอาฑิตย์ได้ กังหันลมจะดักลมเพื่อนำมาผลิตพลังงานไฟฟ้า พืชผักเหลือทิ้ง หรือ มูลสัตว์ที่เลี้ยงในอาคาร จะถูกนำมาทำพลังงานชีวมวล

  • รูปทรงของอาคาร ต้องเป็นทรงกระบอก เพื่อให้แสงสว่างส่องเข้ามาอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด กระจกของอาคารถูกเคลือบด้วย Titania เป็นกระจกที่สามารถทำความสะอาดตัวเองได้ จะใสปิ๊งตลอดเวลา

  • อาคารทำไร่ จะถูกควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ และซอฟต์แวร์ Smart Farm ซึ่งจะทำให้อาคารนี้ทำการเพาะปลูกพืช 24 ชั่วโมง ทั้งปีโดยไม่มีวันหยุด โดยจะมีเซ็นเซอร์ตรวจสภาพแวดล้อม ตรวจการเจริญเติบโตของพืช ตรวจจับแมลง ตรวจจับความสุก ซึ่งสามารถเฝ้าดูจากหน้าจอมอนิเตอร์ของฟาร์ม

  • พืชพรรณที่ปลูกสามารถปลูกได้เกือบทุกอย่าง ทั้งผัก ผลไม้ ธัญพืช สามารถเลี้ยงปลา ไก่ หมู ได้ ศาสตราจารย์ Dickson Despommier แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ได้ออกแบบให้อาคารทำไร่นี้ 1 อาคาร สามารถเลี้ยงประชากรได้ 50,000 คน พืชที่ปลูกนั้นจะไม่ใช้ดิน โดยการจุ๋มรากในน้ำ หรือ ในอากาศ (แล้วสเปรย์ความชื้นกับสารอาหารให้) ทำให้สามารถใช้พื้นที่ปลูกแบบ 3 มิติได้ คือสามารถเรียงแปลกปลูกซ้อนๆ กันได้ ต่างจากเกษตรแบบเก่าที่ทำการเพราะปลูกได้เพียง 2 มิติ

  • น้ำที่เกิดจากการคายน้ำของพืชจะมีความบริสุทธิ์สูง เราสามารถเก็บน้ำที่เกิดจากการคายน้ำโดยการใช้ Moisture Collector ซึ่งจะนำน้ำมารวมกัน บรรจุขวดขายได้ เป็นน้ำจากการคายน้ำของพืช ซึ่งจะมีแบรนด์ที่คนสนใจดื่ม ศาสตราจารย์ Dickson Despommier ประมาณว่าในปีหนึ่งๆ อาคารนี้สามารถผลิตน้ำดื่มได้ 300 ล้านลิตร
  • น้ำเสียต่างๆ ที่เกิดจากกิจกรรมในอาคารนี้ สามารถกรอง และนำกลับมาใช้ใหม่ เพื่อรดน้ำพืชได้ ปัจจุบันเมืองใหญ่ๆ ในสหรัฐอเมริกาทิ้งน้ำที่บำบัดแล้ว ลงแม่น้ำลำคลองไปเปล่าๆ วันละ 7 พันล้านลิตร การมีระบบหมุนเวียนน้ำ จะทำให้อาคารนี้ผลิตของเสียน้อยมาก และใช้น้ำจากการประปาน้อยลง

13 กันยายน 2551

Vertical Farm - ทำไร่บนตึกสูง (ตอนที่ 1)

(คล๊กที่รูปเพื่อขยาย)

การปฏิวัติอุตสาหกรรมเมื่อ 200 ปีก่อนนั้นได้ทิ้งมรดกให้โลกอย่างหนึ่งครับ นั่นคือการแบ่งแยกระหว่างสังคมเมือง กับ สังคมชนบท สังคมเมืองทำงานในภาคบริการ ภาคอุตสาหกรรม และงานที่ผลิตที่มีมูลค่าสูง ในขณะที่สังคมชนบทนั้นทำเกษตรกรรม แต่สิ่งนั้นจะไม่เป็นจริงอีกต่อไปแล้วล่ะครับ เมื่อเทคโนโลยีใหม่ๆ ทั้ง ไอที นาโนเทคโนโลยี วิศวกรรมเครื่องกล เทคโนโลยีชีวภาพ วิศวกรรมไฟฟ้า กำลังจะย้ายเกษตรกรรมจากชนบทเข้ามาทำในเมือง ศาสตร์ในการทำการเกษตรแนวใหม่ กำลังได้รับความสนใจจากเจ้าเมือง (City's Governor) ใหญ่ๆ ทั่วโลกครับ ศาสตร์ที่ว่านั่นคือ เกษตรกรรมบนที่ (ตึก) สูง หรือ Vertical Farming ครับ

ศาสตราจารย์ Dickson Despommier แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ท่านเป็นผู้หนึ่งที่บุกเบิกแนวคิดของการเกษตรกรรมบนอาคารสูง ท่านเชื่อสุดเชื่อครับว่า การเกษตรแบบใหม่นี้คือทางรอดของมนุษยชาติ โดยกล่าวว่า "อีก 50 ปีข้างหน้า ประชากรโลกจะเพิ่มจาก 6.2 พันล้านคนไปเป็น 9.5 พันล้าน แต่ตอนนี้เรากลับใช้พื้นที่ที่มีศักยภาพในการทำเกษตรไปแล้วถึง 80% เลยครับ ผมนึกไม่ออกว่าเมื่อถึงตอนนั้น การเกษตรแบบเดิมจะเลี้ยงคนทั้งโลกได้อย่างไร"

เกษตรแบบใหม่ จะเปลี่ยนการเกษตรจากที่เคยทำในแนวราบในชนบท มาเป็นการเกษตรแบบแนวดิ่งกลางเมืองใหญ่ Vertical Farming จะผลิตอาหารที่สังคมชนบทเคยผลิต ด้วยวิธีการที่ควบคุม พืชผลจะไม่ถูกรบกวนโดยสภาพอากาศ ไม่ว่าจะเป็น พายุฝน ภัยแล้ง ดินเสีย การเกษตรแบบไม่ใช้ดินจะดันยอดผลผลิตขึ้นไปอีก 5-30 เท่า นอกเหนือไปจากนี้ Vertical Farming ยังช่วยลดภาวะโลกร้อน เพราะประมาณกันว่าในอีก 50 ปีข้างหน้า ประชากรโลก 80% จะอาศัยในเมืองใหญ่ ดังนั้นการทำเกษตรกลางเมือง จะทำให้ไม่ต้องมีการขนส่งผลผลิตจากชนบทมาสู่เมือง ผลิตตรงไหน ก็บริโภคกันตรงนั้น อาคารที่ทำฟาร์มอาจมีซูเปอร์มาร์เก็ตที่ขายผลผลิตให้แก่คนเมืองไปในตัว ในเมื่อสังคมชนบทที่ทำการเกษตรไม่มีความจำเป็นแล้ว เราก็สามารถปล่อยพื้นที่ดังกล่าวกลับคืนสู่ธรรมชาติ ด้วยการสร้างพท้นที่ป่าบนผืนเกษตรที่ทิ้งแล้ว เพื่อให้ดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากชั้นบรรยากาศ ศาสตราจารย์ Despommier คำนวณว่าจะต้องมีการสร้าง Vertical Farm สัก 150 อาคารเพื่อเลี้ยงคนนิวยอร์คทั้งเมือง โดยฟาร์มบนตึกนี้จะผลิตได้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น ธัญพืช ผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ โดยแทบจะไม่จำเป็นต้องนำเข้าอาหารจากชนบทอีกต่อไป ไอเดียสุดเจ๋งของท่านกำลังแพร่กระจายไปทั่วโลก ตั้งแต่เนเธอร์แลนด์ จนถึง ดูไบ ผมจะมาเล่าต่อในตอนต่อไปนะครับว่า ต้นแบบ Vertical Farm มีหน้าตาอย่างไร เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ครับ เพราะประเทศที่ทำเกษตรแบบดั้งเดิมอย่างประเทศไทย ได้รับผลกระทบแน่ครับ .........